เกรซรู้สึกมึนงงกับสิ่งที่ลิลิธพูด“เมื่อเช้านี้เจ้าหญิงลิลิธทำร้ายเจ้าชายเออร์วิน?”
ลิลิธพยักหน้า
“เจ้าหญิงเลยอยากจะขอโทษ”
ลิลิธพยักหน้าอีกครั้ง เกรซรู้สึกว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน
‘รู้สึกผิดที่ทำร้ายเขาก็เลยอยากจะขอโทษ’ เกรซทวนคำพูดของเธอในใจ ก่อนจะยิ้มตอบว่า
“ถ้าเรื่องนั้นเจ้าหญิงทรงไม่ต้องกังวลไปค่ะเพราะว่าเจ้าชายจะไม่มีวันโกรธเจ้าหญิงแน่นอน”
ลิลิธมองเกรซด้วยความสงสัยด้วยความสงสัย
“เขาจะไม่โกรธฉันจริงๆ เหรอ”
เกรซพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“เจ้าหญิงที่โตมาด้วยกันกับเจ้าชายน่าจะทรงรู้นะคะว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าหญิงใช้สายฟ้าเล่นงานเขา แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะโกรธเจ้าหญิงเลย”
ลิลิธขมวดคิ้วใส่เกรซก่อนจะพูดว่า
“เธอพูดอย่างกับว่าฉันมักจะทำอะไรเขาประจำอย่างนั้นแหละ”
เกรซยิ้มพร้อมกับตอบว่า
“เจ้าหญิงทรงคิดมากไปแล้วเพคะ”
แม้ว่าจะได้ยินเกรซพูดแบบนั้นแต่ลิลิธก็ครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า
“แต่ว่าฉันก็อยากจะทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการขอโทษเขาอยู่ดี”
เกรซดูแปลกใจที่ลิลิธตั้งใจจะขอโทษเออร์์วินจริงๆ เธอจึงเสนอความคิดออกมา
“ลองทำอาหารหรือพวกขนมหวานเป็นไงเพคะ”
ลิลิธส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“ไม่ได้หรอกเธอก็รู้ว่าฉันทำอาหารไม่เป็นเลยแม้แต่อย่างเดียว”
ตั้งแต่เด็กแล้วที่ลิลิธบอกกับตัวเองว่าเธอจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องน้องชายของเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่สนใจพวกงานบ้านงานเรือนต่างๆ และมุ่งเน้นแต่การฝึกฝนเวทมนต์เพื่อที่จะได้มีพลังพอที่จะปกป้องพอได้ เกรซที่รู้ในเรื่องนี้ดีจึงเสนอความคิดอีกอย่างว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ลองให้หม่อมฉันทำให้ก็ได้นี่คะ”
ลิลิธส่ายหน้าปฏิเสธอีกพร้อมกับพูดว่า
“อยากเป็นอะไรที่ฉันทำให้เขาด้วยตัวเองมากกว่า” ลิลิธนึกถึงเรื่องเมื่อไม่นานมานี้ที่น้องชายของเธอทำเค้กมาง้อเธอด้วยตัวเอง
เกรซก็เริ่มใช้ความคิดอีกครั้งพร้อมพึมพำออกมา
“จะเอายังไงดีนะจะถักผ้าพันคอหรือถักเสื้อกันหนาวก็คงไม่ได้สินะ เพราะเจ้าหญิงทำงานแบบที่ผู้หญิงทั่วไปทำไม่เป็นด้วยนี่เนอะ อืมจะเอายังไงดีนะ”
ลิลิธที่ได้ยินเกรซพึมพำคล้ายกับว่าเธอไม่ได้อยู่ด้วยก็หน้ากระตุกพูดว่า
“ขอโทษด้วยนะที่ฉันมันไม่สามารถทำงานที่ผู้หญิงทั่วไปทำเป็นได้น่ะ”
เกรซสะดุ้งรีบพูดว่า
“อุ๊ย! ขอโทษเป็นอย่างยิ่งเพคะเจ้าหญิงลิลิธ อ๊ะ…” เกรซที่กำลังขอโทษกลับคิดอะไรบางอย่างได้จึงพูดว่า “หม่อมฉันคิดออกแล้วเพคะว่าเจ้าหญิงจะขอโทษน้องชายด้วยวิธีไหนดี”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เกรซพูดลิลิธก็ลืมเรื่องที่เกรซบอกว่าเธอทำงานของผู้หญิงทั่วไปไม่เป็นได้ทันที พร้อมกับรีบถามว่า
“คิดออกแล้วหรอ?”
เกรซหันมามองลิลิธด้วยรอยยิ้มที่ดูแปลกประหลาดคนที่เคย
หลังจากเสร็จธุระกับพวกเจคเออร์วินก็เดินทางกลับมาที่พระราชวังพร้อมกับเรเวน ลูซี่และเดซี่ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เหล่าสาวๆ สนิทสนมกันเหมือนเช่นเคย ในช่วงบ่ายนั้นเออร์วินได้ปล่อยฟรีเดซี่กับเนียให้ไปเล่นกับแทมมี่ที่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียน ตอนแรกนั้นเนียจะไม่ยอมจะอยู่ฝึกทุ่มด้วยกันกับพวกเจค ทั้งเธอยังเรียกเขาว่าไอ้ปีศาจเหมือนเดิมแต่เออร์วินสังเกตได้ถึงแววตาของเธอที่ดูอคติกับเขาน้อยลงเขียนดีกว่าไหม แต่ขณะที่เขาเดินอยู่ในเมืองนั้นสายตาของเออร์วินก็สังเกตเห็นคนที่ดูคุ้นเคย
“นั่นคุณแอบบี้ไม่ใช่หรอครับ?”
สาวน้อยอาบิเกลที่ด้านหลังมีสาวใช้คนหนึ่งยืนอยู่หันหน้ามามองเขาพร้อมกับทำหน้าตกใจปนดีใจ เธอดูแตกตื่นลนลานเล็กน้อย
“จะจะจะเจ้าชายสะสะสะสวัสดีเพคะ โอ๊ย” เธอรีบทำการถอนสายบัวพร้อมกับพูดอย่างลนลานจนเผลอกัดลิ้น
เออร์วินเดินเข้าไปหาเธอพร้อมกับพูดเหมือนคนน้อยใจว่า
“ใจร้ายจังเลยนะครับ”
อาบิเกลทำหน้าตกใจเพราะไม่นึกว่าเจ้าชายจะบอกว่าเธอเป็นคนใจร้าย จนเมื่อได้ยินเขาพูดว่า
“ก็คุณแอบบี้เป็นคนบอกให้ผมเรียกคุณว่าแอบบี้ไม่ใช่หรอครับ แต่คุณแอบบี้กลับยังเรียกผมว่าเจ้าชายอยู่แบบนี้ผมเลยรู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบนะครับ”
อาบิเกลหน้าแดงมีท่าทีตกใจลนลานรีบพูดว่า
“มะมะมะไม่ใช่นะเพคะเจ้าชายอ๊ะ…” เมื่อพบว่าตนเผลอเรียกเขาว่าเจ้าชายจึงลนลานยิ่งกว่าเก่า “คะ คือว่า เอ่อ…”
เออร์วินยิ้มให้เธอพร้อมก็พูด
“เออร์วินครับ”
อาบิเกลก้มหน้าลงพร้อมกับกำชายเสื้อแน่น พูดเสียงแผ่วเบาว่า
“ค่ะคุณเออร์วิน”
เออร์วินเหลือบมองสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังอาบิเกลพบว่าสาวใช้คนนี้กำลังมองเธออย่างเอ็นดูพร้อมกับเอาใจช่วยอยู่เงียบๆ ก่อนจะถามอาบิเกลว่า
“คุณแอบบี้ออกมาเที่ยวเล่นเหรอครับ”
อาบิเกลส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า
“ปะเปล่าค่ะ คะคือว่ามาเป็นเพื่อนคุณพ่อออกมาคุยธุระด้วยเฉยๆ น่ะค่ะเจ้า… อ๊ะ…” อาบิเกลสะดุ้งรีบหยุดคำพูดก่อนจะเปลี่ยนเป็นพูดว่า “คุณเออร์วินออกมาเดินเล่นเหรอคะ”
พ่อของอาบิเกลคือวานเชสโก้ที่เคยมาขายของที่ปราสาทโดยในตอนนั้นเออร์วินเป็นคนทำหน้าที่ต้อนรับ ความจริงแล้ววานเชสโก้เสร็จธุระที่เมืองนี้และควรจะเดินทางไปเมืองต่อไปตั้งนานแล้ว แต่เพราะเกิดเหตุการณ์ล่านักล่าค่าหัวขึ้นทำให้เขาต้องยังคงปักหลักอยู่ที่เมืองนี้ต่อชั่วคราว นับว่าเป็นโชคดีของเขาที่เป็นเพื่อนสนิทของมาร์ควิสเฟลิกซ์ ทำให้เรื่องที่พักไม่ใช่ปัญหาของเขาเท่าไหร่นัก
เออร์วินที่ไม่รู้ว่าพวกกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นยังคงตามล่าเขาอยู่ไหม แต่เขาก็ไม่ได้สนใจนักตราบใดที่ยังมีวงแหวนเบี่ยงเบนคำทำนายที่เขาสร้างขึ้นในถ้ำใต้หน้าผา ก็คงไม่มีใครหาตำแหน่งของของชิ้นนั้นได้ง่ายๆ และตอนนี้เขาก็ตัดสินใจที่จะเก็บตัวอยู่ในเมืองไพร์ล็อกชั่วคราว ส่วนพวกคนที่มันตามหาของชิ้นนั้นก็ปล่อยให้พวกมันวิ่งพล่านต่อไป เพราะถึงยังไงพวกมันก็คงเดาไม่ออกว่าตัวจริงของคนแคระนักล่าค่าหัวจะเป็นเจ้าชายขยะของเมืองเล็กๆ แห่งนี้
“ครับพอดีอยู่ในวังมันเบื่อๆ นะครับก็เลยพาพวกสาวใช้ออกเดินเล่นสักหน่อย”
คำว่าสาวใช้ของเออร์วินทำให้อาบิเกลเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความสงสัย สายตาเธอมองมาทางด้านหลังของเขา พบเห็นผู้หญิง 3 คนที่อยู่ในเครื่องแต่งกายของผู้ชาย คนแรกเธอรู้สึกคุ้นตาดีจำได้รางๆ ว่าน่าจะชื่อว่าเรเวน เป็นผู้หญิงที่สวยมากผมสั้นสีดำให้ความรู้สึกคล่องตัวเข้ากับตาสีม่วงของเธออย่างประหลาด ส่วนอีก 2 คนนั้นทันทีที่ได้เห็นหูสุนัขและหางสุนัขที่โผล่ออกมาจากทางด้านหลังของพวกเธออาบิเกลก็นึกถึงเรื่องเผ่ามารที่ชั่วร้ายซึ่งอยู่ในนิทานที่เธอเคยได้ฟัง ในใจก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
เออร์วินทำเป็นมองไม่เห็นสายตาหวาดกลัวของเธอถามเธอว่า
“แล้วไม่ทราบว่าทางคุณแอบบี้มีกำหนดทางจะออกเดินทางเมื่อไรเหรอครับ”
อาบิเกลรีบข่มความหวาดกลัวก่อนจะหันมาตอบว่า
“คะคือว่าเรื่องนี้ทางแอบบี้ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
เออวินยิ้มให้เธอก่อนจะพูดอีกว่า
“ถ้าคุณแอบบี้ยังไม่รีบไปจากเมืองนี้ก็ดีสินะครับ”
อาบิเกลเงยหน้าขึ้นมามองเออร์วิน
“คะ?”
เออร์วินพูดต่อพร้อมกับรอยยิ้มโดยไม่มีติดขัดว่า
“เพราะว่าผมเองอยากรู้จักกับคุณแอบบี้ให้มากกว่านี้อีกน่ะสิครับ”
คำพูดของเออร์วินทำเอาอาบิเกลหน้าแดงพร้อมกับใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ส่วนสาวใช้ของอาบิเกลที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้นก็แทบจะเอามือปิดปากด้วยความตื่นเต้น ผิดกลับเรเวนกับเดซี่ที่มองว่ายังเออร์วินด้วยสายตาที่เย็นชาคล้ายสายตาของปลาตาย
เรเวนอยากจะถามเด็กชายไปตรงๆ เลยว่า
‘นี่เธอรู้ตัวไหมนี่ว่าพูดอะไรออกมา’ เธอไม่รู้ว่าที่เขาพูดออกมานั้นเป็นความรู้สึกแบบจริงใจหรือแค่เป็นไปตามสัญชาตญาณของความหน้าหม้อของผู้ชาย แต่ไม่ว่ามันจะเป็นแบบไหนหัวใจสาวน้อยของอาบิเกลคงจะฟูไม่น้อยดูจากสีหน้าก็รู้
เรเวนส่ายหน้าเล็กน้อยเธอมั่นใจได้เลยว่าแม้ว่าเออร์วินจะเกิดมามีพลังเวทย์ที่อ่อนด้อย แต่ด้วยสติปัญญาความสามารถทางด้านการต่อสู้ รูปร่างหน้าตาและการพูดการจะแบบนี้ เมื่อโตขึ้นคงจะมีปัญหาเรื่องผู้หญิงอยู่มีน้อยเลยทีเดียว และเป็นไปได้สูงมาก และถ้านี่คือสิ่งที่เขาพูดออกมาโดยธรรมชาติไม่ใช่มาจากสันดานการขี้หลีล่ะก็คงได้มีสักวันที่ได้ตายเพราะผู้หญิงที่เขาเข้าไปเกี่ยวข้องแน่
แต่เรเวนก็นึกถึงผู้หญิงคนนึงผู้หญิงผมสีดำตาสีแดงเช่นเดียวกับเขา แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่าผู้หญิงนั้นคงไม่ทันได้ทำอะไร เพราะทันทีที่มาเกาะแกะน้องชายสุดที่รักของเธอคงโดนผู้หญิงคนนั้นจัดการเล่นงานไปซะก่อน
“และผมเองก็อยากจะใช้เวลาร่วมกับคุณอาบิเกลให้มากกว่านี้ด้วยครับ”
เออร์วินยังคงพูดต่อไปโดยไม่รับรู้ถึงสายตาของเรเวนกับเดซี่ที่อยู่ข้างหลังเขา ส่วนอาบิเกลที่ได้ยินประโยคนี้ก็เอาแต่ก้มหน้ามือกำชายเสื้อแน่น ในขณะที่สาวใช้ของอาบิเกลนั้นก็ไม่รู้ว่าจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน เสียงผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“อาบิเกลลูกรอนานไหม”
ทุกคนหันไปมองพบว่าเป็นวานเชสโก้กำลังเดินมาหาโดยที่ด้านหลังมีผู้ติดตามอีก 2 คน ก่อนวานเชสโก้จะหันมาเห็นเออร์วินแล้วทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย
“อ้าว! เจ้าชายเออร์วิน” แล้วทาบฝ่ามือกับอกซ้ายค้อมกายลงทำความเคารพ “ต้องขออภัยที่กระหม่อมไร้มารยาท หวังว่าเจ้าชายทรงจะให้อภัย”
เออร์วินยิ้มตอบเขามั่นใจได้เลยว่าวานเชสโก้ผู้นี้จะต้องสังเกตตั้งแต่ก่อนจะเดินมาแล้วว่าคนที่คุยกับลูกสาวตนเป็นใครแต่เขาไม่คิดจะเปิดโปง เพียงยิ้มแล้วทักทายว่า
“ไม่ต้องเกรงใจไปหรอกครับคุณวาสเชสโก้เพราะคงไม่มีใครนึกถึงว่าคนเป็นเจ้าชายจะออกมาเดินเล่นแบบนี้”
วาสเชสโก้ก็ยิ้มตอบอย่างเป็นมิตรพร้อมกับพูดว่า
“แล้วนี่หวังว่ากระหม่อมคงไม่ได้มาขัดจังหวะการสนทนาระหว่างเจ้าชายกับบุตรีของกระหม่อมกระมัง”
เออร์วินยิ้มตอบแล้วกล่าวว่า
“ไม่เลยครับพวกผมแค่บังเอิญมาเจอคุณแอบบี้ขณะกำลังเดินทางกลับไปที่ปราสาทเลยทักทายกันเท่านั้น”
วาสเชสโก้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“แล้วไปกระหม่อมกลัวว่าเจ้าลูกสาวขี้อายของกระหม่อมอาจจะไปทำให้เจ้าชายทรงไม่พอใจเสียอีก”
อาบิเกลที่ได้ยินคำพูดของพ่อก็ก้มหน้างุดเธอรู้ดีถึงนิสัยขี้อายและและขาดความมั่นใจของตนและเธอเองของกลุ้มใจในเรื่องนี้อยู่เสมอซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขยังไง เออร์วินยิ้มแล้วพูดกับวานเชสโก้ว่า
“ไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอกครับเพราะคุณแอบบี้เป็นคนที่ใจดีและอ่อนโยนมาก เธอจะทำให้ผมไม่พอใจได้ยังไงล่ะครับ”
อาบิเกลเงยหน้าขึ้นมามองเออร์วินด้วยแววตาที่กลมโตของเธอ วานเชสโก้เองก็รู้สึกทึ่งในการวางตัวและคำพูดคำจาของเออร์วิน ตั้งแต่ที่เจอกันครั้งแรกในตอนที่เขาไปขายของที่ปราสาทในตอนแรกเขาเองก็รู้สึกผิดหวังและไม่พอใจในตัวพระราชาอัลเฟรดที่ให้เด็กอายุ 10 ขวบและยังเป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับพันธมิตรที่อ่อนด้อยมาเป็นคนพบตน แต่พอเราได้คุยกันถึงได้รู้ว่าเด็กคนนี้แท้จริงและเป็นพวกเขี้ยวลากดินผิดกับอายุที่เห็นผิดกับอายุที่เห็นภายนอก การจะหลอกล่อให้เด็กคนนี้ใช้จ่ายเกินตัวเป็นเรื่องที่ยากมาก และที่สำคัญเด็กคนนี้ยังคิดค้นสิ่งประดิษฐ์หรือการละเล่นหลายอย่างโดยที่ของเล่นเหล่านั้นไม่ต้องพึ่งพาเวทย์มนต์จนเขาเองรู้สึกทึ่ง และที่ประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือเด็กคนนี้กลับไม่ได้เลือกที่จะขายของเหล่านั้นให้เขาแต่กลับมาเลือกที่จะเป็นหุ้นส่วนโดยการรับส่วนแบ่งจากรายได้สินค้าที่เขาขาย และเขายิ่งรู้สึกแปลกใจยิ่งขึ้นเมื่อได้รู้ว่าเจ้าชายที่ไม่ว่าใครต่างก็พากันดูแคลนกับใช้อาร์ติแฟกต์ที่เขามอบให้เป็นของขวัญสังหารผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูร
อาร์ติแฟกต์ที่เขามอบให้เจ้าชายไปนั้นเป็นอาวุธเช่นไรเขาย่อมทราบดี ในสายตาของเขามันก็แค่อาวุธที่คล้ายกับปืนไฟของพวกคนแคระ ที่มีคุณสมบัติในการยิงกระสุนธาตุตามตามชนิดของผลึกเวทย์มนตร์ที่ใส่ลงไปเท่านั้น แต่การที่เด็กคนนี้สามารถใช้มันฆ่าผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูรได้ มันทำให้เขารู้สึกเรื่องเหล่านี้มันดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือในตอนที่ได้ฟังมันจากมาร์ควิสเฟลิกซ์เพื่อนของเขา จนตอนนี้ที่เขาได้มาเห็นเด็กผู้ชายอายุเพียง 10 ขวบที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยเขาก็ยังไม่รู้สึกเชื่อในเรื่องนี้อยู่ดี
“คุณวานเชสโก้มาทำการเจรจาเรื่องค้าขายในเมืองเหรอครับ”
เออร์วินถามขึ้นวานเชสโก้เขาตอบตามตรงว่า
“ใช่แล้วครับพอดีกระหม่อมยังไม่สามารถเดินทางไปเมืองอื่นได้วันนี้ว่างๆ เลยมาลองเจรจาค้าขายดู”
เออร์วินรู้ดีว่าที่วานเชสโก้ไม่สามารถเดินทางไปเมืองอื่นได้นั้นก็เพราะเหตุการณ์การล่านักล่าค่าหัวที่มีเขาเป็นตัวต้นเหตุ แต่ก็ยังทำหน้าตาน่าสงสัยถามออกไปว่า
“ทำไมถึงไม่สามารถเดินทางไปเมืองอื่นได้หรอครับ”
วานเชสโก้ก็ตอบว่า
“พอดีติดธุระนิดหน่อยนะครับแต่ดูเหมือนว่าพักนี้ธุระนั้นจะได้รับการคลี่คลายแล้ว”
คำตอบของวานเชสโก้ก็ไม่ได้ทำให้เออร์วินรู้สึกแปลกใจอะไร
เขาไม่คิดว่าพวกคนของศาสนจักรและกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นอะไรนั่นจะตัดใจแล้วถอนตัวไปในตอนนี้ เพียงแต่ช่วงนี้ที่เออร์วินตัดสินใจเก็บตัวอยู่ในเมืองไพร์ล็อกเพราะต้องการใช้เวลาบีบให้คนเหล่านี้ล่าถอยไปเอง โดยที่เขาจะใช้โอกาสนี้ดำเนินแผนการปฏิรูปเมืองไพร์ล็อกของเขา และพัฒนาศักยภาพของพวกเจคให้ใช้งานได้
“ว่าแต่เจ้าชายส่งออกมาเดินเล่นเหรอครับ”
“พอดีอยู่แต่ในวังมันรู้สึกเบื่อๆ ก็เลยพาสาวใช้ออกมาเดินเล่นน่ะครับ”
คำว่าสาวใช้ทำให้วานเชสโก้เหลือบมองไปทางลูซี่และเดซี่ที่ด้านหลังของเออร์วิน สายตาแปลกๆ ปรากฏขึ้นแวบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไปกลับสู่สายตาแบบเดิมแล้วพูดกับเออร์วินว่า
“ที่แท้เจ้าชายก็ทรงอยากผ่อนคลายนี่เอง”
“ใช่ครับผมก็แค่อยากผ่อนคลายเท่านั้น ผมล่ะอิจฉาคุณวานเชสโก้จริงๆ เลยนะครับที่ได้เดินทางไปไหนมาไหนจะได้ไม่ต้องรู้สึกเบื่อ”
วานเชสโก้พูดพร้อมกับเหลือบมองไปทางลูกสาวของตนว่า
“ความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องน่าอิจฉาหรือยินดีเหรอครับ เพราะการเดินทางบ่อยครั้งก็จะเจออุปสรรคและปัญหามากมาย แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้รู้ว่าบ้านที่มีครอบครัวของเราอยู่นั้นคือที่ที่ดีที่สุด” พูดจบเขาก็ลูบศีรษะเขาลูกสาวอย่างเอ็นดู อาบิเกลเงยหน้ามองพ่อของตนเองด้วยดวงตาที่เปล่งประกายของเธอ
คำพูดของวาสเชสโก้ทำให้เออร์วินนึกถึงครอบครัวที่เขามีในชาตินี้ทั้งพ่อและแม่ พี่สาวและน้องสาวของเขาที่รักและห่วงใยเขา เขาก็ยิ้มแล้วพูดว่า
“ใช่ครับบ้านที่มีครอบครัวที่รักและห่วงใยเราอยู่นั้นคือที่ที่ดีที่สุด”