ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 58 สูญเสียแขน
หลังจากตกลงที่จะทำงานร่วมกัน เฟรดดี้ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พร้อมทั้งแจกแจงรายละเอียดทั้งหมดให้ฟัง แผนการทุกอย่างถูกวางไว้เป็นขั้นเป็นตอน โดยที่คาลอสต้องแทรกซึมเข้าไปในฐานะแขก กลุ่มของเฟรดดี้จะจัดการทุกอย่างเพื่อให้คาลอสเข้าหาหัวหน้าตระกูลที่อยู่ในสภาพอ่อนแอให้ได้
ผ่านไปสักพักก่อนที่ชายชุดม่วงจะลาจาก เวลาลงมือเป็นพรุ่งนี้ตอนบ่าย เฟรดดี้จะมาเจอคาลอสอีกครั้งและเป็นคนพาเข้าไปเอง
เมื่ออีกฝ่ายจากไปคาลอสก็หันหน้ามองอีริกที่กำลังขมวดคิ้วมุ่น เรื่องนี้มันอันตรายเกินไป อีริกรู้สึกไม่อยากให้อัจฉริยะจากตระกูลพีไรซ์ต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยงเช่นนี้
“ฟังข้า นี่เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดแล้วที่จะจัดการเรื่องราวทั้งหมดในคราวเดียว ถ้าไม่ใช้จังหวะนี้ให้เป็นประโยชน์ ข้าก็ไม่รู้จริงๆ แล้วว่าจะหาโอกาสดีๆ แบบนี้ได้อีกเมื่อไหร่ ข้าเองเชื่อว่าเจ้าก็หาโอกาสดีๆ เช่นนี้ให้ข้าไม่ได้เหมือนกัน” คาลอสหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดต่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่คลายความกังวล
“ไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่ทำหากข้าไม่มั่นใจ ข้าเชื่อว่าข้าจัดการปัญหาที่ตามมาได้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีลูกเล่นอะไร หากเป็นเรื่องของกำลัง ใครกำปั้นใหญ่กว่าก็ย่อมเป็นผู้ชนะ และข้าคิดว่าข้าไม่น่าแพ้ใครในด้านการต่อสู้ด้วย” คาลอสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงฉะฉานมั่นใจ บ่งบอกถึงสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาได้ดี
“หากทุกอย่างมันไม่ชอบมาพากลจริงๆ ขอให้เจ้ารีบหนีออกจากที่นี่ทันที อย่าได้รั้งรออยู่เด็ดขาด อย่างน้อยข้าก็จะได้รู้ว่าเจ้าปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงกันโดยใช่เหตุ” คาลอสใช้น้ำเสียงจริงจังบอกกับอีกฝ่าย
สำหรับตัวเขาคนเดียว เขามั่นใจว่าเขาสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นการหลบหนี หรือการจัดการเรื่องต่างๆ หากอีกฝ่ายยังอยู่จะทำให้ตัวเขาห่วงหน้าพะวงหลัง สิ่งที่สามารถทำได้โดยสะดวกก็จะกลายเป็นไม่สะดวกไปเสีย
เพราะฉะนั้น หากเกิดเหตุร้ายขึ้นจริงๆ อีริกจำเป็นต้องหนีออกจากที่นี่ทันที หนีออกจากเมืองได้ยิ่งดี นั่นจึงจะรับประกันความปลอดภัยของทั้งคู่ได้ดีที่สุด
อีริกถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะจ้องมองกลับไป
“ตกลง ข้าเชื่อใจท่าน โปรดพักผ่อนให้ดีก่อนทำการใหญ่ ในคืนนี้ข้าจะจัดเตรียมของเอาไว้ให้พร้อมสำหรับการหลบหนี”
หลังจากพูดคุยกันจบ ทั้งคู่ต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว และค่ำคืนก็ค่อยๆ ผ่านพ้นไป
เช้าวันรุ่งขึ้น คาลอสตื่นขึ้นมาเตรียมเสื้อผ้าของตนให้พร้อม ตรวจสอบอาวุธว่าไม่มีสิ่งผิดปกติเพื่อความมั่นใจ ภารกิจในครั้งนี้จะพลาดไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็ต้องตัดกำลังอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด หากอีกฝ่ายคิดเล่นตุกติกจริง เขาก็สามารถกำจัดฝ่ายตรงข้ามเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของสถานการณ์
ไม่รู้ว่านี่เป็นแผนลวงพาเขาไปฆ่าหรือไม่ แต่เมื่อดูจากความโกรธแค้นภายในดวงตาอีกฝ่าย คาลอสเชื่อว่านั่นคือความจริง ตัวเขาที่จมอยู่ในความโกรธแค้นมาก่อนย่อมรู้ดี เดาว่าตระกูลเดสมอนมีปัญหาภายในจริง และต้องการยืมมือบุคคลภายนอกเช่นเขาเพื่อจัดการ
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ก็ไม่น่ายากเย็นอะไร เพียงแค่ต้องแสดงพลังออกไป สังหารขุมอำนาจหลักภายในตระกูลเดสมอนให้สิ้น ฝ่ายที่เหลือย่อมไม่มีกำลังมากพอจะจัดการเขาลงได้ง่ายๆ เขาไม่เชื่อว่ากำลังในมือของฝ่ายที่เหลือจะมากพอทำให้เขากดดันได้
คาลอสและอีริกรับประทานอาหารเช้าและเที่ยงร่วมกัน เป็นอีริกที่ออกไปซื้ออาหารมาเตรียมไว้ให้นายน้อยของตระกูล กล่าวได้ว่าผู้ติดตามของท่านพี่แคนซัสผู้นี้ช่างรู้งานยิ่งแม้จะเข้าร่วมกับตระกูลพีไรซ์ได้ไม่นาน
หลังจากฝากฝังทุกอย่างไว้กับอีริกแล้ว คาลอสก็รีบออกไปตามนัดทันที
“ทิวาสวัสดิ์ท่านคาลอส” เฟรดดี้รีบลุกขึ้นประสานมือเข้าหาคาลอส ทันทีที่อีกฝ่ายเดินมาถึงจุดนัดพบ
“ทิวาสวัสดิ์ท่านเฟรดดี้ เดินไปคุยไปดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลา” คาลอสที่เดินสับเท้าเข้ามาด้วยความมั่นใจ มือขวาถือกล่องไม้กล่องกล่องหนึ่งติดมาด้วย ด้านในเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากขวานเพลิงสุริยัน อาวุธวิเศษประจำตัวของเขานั่นเอง
คาลอสคิดไตร่ตรองมาทั้งคืนแล้วพบว่า หากเขาสะพายขวานดุ่มๆ เข้าไปในอาณาเขตของศัตรูคงจะไม่ดีแน่ อาจจะสร้างความแตกตื่นจนแผนการเสียไปหมด จึงได้ให้อีริกเตรียมกล่องไม้ขนาดใหญ่ที่ใส่ขวานลงไปได้พอดี เขาจะถือมันไปในฐานะของขวัญที่จะนำไปมอบให้แก่หัวหน้าตระกูลเดสมอน
เป็นของขวัญที่หัวหน้าตระกูลเดสมอนจะจดจำไปจนวันตายเลยทีเดียว......
ทั้งสองเดินทางเข้าไปภายในตระกูลเดสมอนโดยราบรื่น และหยุดพักกันภายในเรือนรับรองแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายสุดของคฤหาสน์ เป็นเรือนรับรองที่มีทางลัดเลาะไปถึงที่พักของหัวหน้าตระกูลเดสมอนได้ง่ายที่สุด
“เอาล่ะพวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามีเรื่องจะต้องพูดคุยกับคุณชายท่านนี้สักครู่” เฟรดดี้ปัดมือไล่ข้ารับใช้ที่อยู่ภายในเรือนรับรองทั้งหมดให้ออกไป หลังจากที่อีกฝ่ายยกสำรับมาบริการ
หลังจากทุกคนออกไปจนหมดแล้ว เจ้าของสถานที่อย่างเฟรดดี้ก็ประสานมือกันไว้ที่ด้านหน้าแล้วกล่าวว่า
“หากท่านต้องการออกจากห้องนี้ให้เลือกประตูฝั่งสีแดง ทิศทางนั้นท่านจะสามารถหลบเลี่ยงสายตาของข้ารับใช้ภายในเรือนได้ดีที่สุด ถึงพวกมันจะไม่ได้มีความสำคัญอะไรนัก แต่ก็มีโอกาสที่จะเป็นสายของผู้อาวุโสคนอื่น เราควรจะระวังตัวไว้ดีกว่า”
“ข้าจะอยู่ในห้องนี้สักพัก สายตาที่จับจ้องมาจะได้คิดว่าเราทั้งคู่ยังคงอยู่ที่นี่ ขอให้ท่านดำเนินการทุกอย่างได้เลย ตั้งแต่ที่เราผ่านประตูของคฤหาสน์เข้ามา ผู้คนฝ่ายของข้าก็เริ่มลงมือเรียบร้อยแล้ว ขอให้ท่านทำตามแผนที่เราว่าไว้ให้สำเร็จ เราจะเจอกันอีกครั้งที่ลานหน้าเรือนหลัก” เฟรดดี้กล่าวออกมาด้วยเสียงนิ่งเรียบ ภายในมือถือจอกชาค้างเอาไว้
“ตกลง” ชายหนุ่มร่างสูงตอบกลับสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน ถือกล่องไม้ด้วยมือขวาเช่นเดิมไม่ห่างกาย พร้อมกับเดินไปที่ประตูฝั่งสีแดงตามคำแนะนำของอีกฝ่าย
“อ้อ อย่าลืมฟังเสียงสัญญาณจากข้า ให้เจ้านายของเจ้ามาช่วยข้าจัดการโดยเร็วที่สุด หากข้าเห็นท่าไม่ดีข้าจะหลบหนีทันที” คาลอสไม่ลืมเอ่ยเตือนอีกฝ่ายก่อนจะออกไป
ชายหนุ่มเดินออกไปตามทาง ทั้งเดิน ทั้งปีน ทั้งมุด เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของผู้คน เมื่อคืนตัวเขาใช้เวลาไม่น้อยในการทบทวนแผนที่เป็นสิบๆ ครั้ง ไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเล็กๆ นี้ส่งผลกระทบต่องานใหญ่
ในที่สุดก็เดินมาถึงคฤหาสน์ของหัวหน้าตระกูล สถานที่สำหรับปลีกวิเวกยามฝึกฝน เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างห่างไกลจากเรือนหลักของตระกูล เรียกได้ว่าหากมีเหตุการณ์อะไรขึ้นที่นี่ คงยากสักหน่อยที่ผู้คนภายในตระกูลจะรับมือได้อย่างทันท่วงที
ตูม!
เมื่อเห็นประตูบานใหญ่ปิดอยู่ ชายหนุ่มก็ไม่รีรอ เปิดกล่องไม้คว้าขวานสีแดงเพลิง จามเข้าใส่ประตูในทันที
เศษไม้แตกกระจายปลิวว่อน ประตูที่เคยปิดผนึกเอาไว้เปิดอ้าออกเป็นรูโหว่ที่คนสามารถเดินผ่านเข้าไปได้ ทั้งหมดนี้เกิดจากการการเหวี่ยงขวานเพียงครั้งเดียว
ร่างสูงโปร่งสะกิดปลายเท้าดีดตัวเองพุ่งเข้าไปได้ในทันที
ความเร็วของคาลอสทำให้เขาพาตัวเองเข้ามาในส่วนลึกของคฤหาสน์ได้ในชั่วเสี้ยววินาที สอดส่ายสายตามองหาเป้าหมาย
การที่เขาทำลายประตูหน้าเข้ามาตรงๆ เป็นเพราะไม่ต้องการจะเสียเวลาตามหาอีกฝ่ายให้มาก หากทำตัวเอิกเกริกเสียหน่อย เชื่อได้เลยว่าอีกฝ่ายต้องช่วยเขาอีกแรง ลดเวลาตามหาไปได้เยอะ
“ใครมาทำเสียงเอะอะในคฤหาสน์ของข้า! บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามผู้ใดรบกวน!” เสียงตวาดดังมาจากพื้นดินเบื้องล่าง
คาลอสก้มมองไปตามเสียง...เป็นเพียงพื้นโล่งๆ ไม่มีอะไรอยู่เลย
บางทีอาจจะเป็นห้องใต้ดิน? คาลอสคิด
ตึงๆๆ
ปัง!
เสียงกระแทกเท้าเดินไปตามทาง แต่ไม่สามารถมองเห็นเจ้าของเสียงได้ ฟังดูเหมือนเสียงจะค่อยๆ ดังไกลออกไป ไม่นานก็มีเสียงกระแทกเปิดประตูดังขึ้นจากที่ไกลๆ
หลังจากประตูถูกกระแทกเปิดออก กลิ่นอายพลังของอเวกระดับเจ็ดพวยพุ่งออกมาทันที ปะทะเข้ากับร่างชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนราวบันได
ร่างสูงใหญ่ ผมสีเงินสับเท้าเดินออกมาจากห้องห้องหนึ่ง แขนเหวี่ยงไปตามตัวด้วยความรุนแรง สีหน้าดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
เมื่อใดกันที่มีคนกล้าขัดคำสั่งหัวหน้าตระกูลเช่นเขา?
และในที่สุดทั้งคู่ก็ได้มาเจอกัน ด้านหนึ่งเป็นชายหนุ่ม อีกด้านเป็นชายชราผมสีเงินแต่รูปร่างใหญ่โต ทั้งสองสาดสายตาเข้ามาปะทะกัน
เมื่อเห็นอีกฝ่ายครั้งแรก คาลอสก็รับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือคนที่เขากำลังตามหา ทั้งรูปร่างลักษณะและระดับพลัง เป็นไปไม่ได้ที่จะผิดฝาผิดตัว
ส่วนชายร่างใหญ่ผมเงิน อารมณ์ที่คุกรุ่นในยามแรกค่อยๆ ถูกแทรกทับเข้ามาด้วยความสับสนสงสัย เมื่อครู่เขาออกจากการฝึกฝนพลังอย่างกะทันหัน ก็คิดว่าเป็นคนในตระกูลต้องการมาแจ้งเรื่องด่วน ถึงจะน่าตายแค่ไหนแต่เขาก็ต้องขึ้นจากห้องใต้ดินมารับฟัง แต่หลังจากพบว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ใครที่ตนเคยรู้จักมาก่อน ภายในใจก็เต็มไปด้วยคำถามมากมายเข้ามาแทน
มันเป็นใคร? เข้ามาที่นี่ได้อย่างไร? อีกฝ่ายอายุเยาว์ขนาดนี้แต่กลิ่นอายที่ปล่อยออกมากลับเป็นอเวกระดับที่เจ็ด...นี่มันอัจฉริยะจากที่ไหนกัน?
“เจ้าเป็นใคร!?” หัวหน้าตระกูลเดสมอนมองมายังชายหนุ่มที่ถือขวานด้ามสีแดงไว้ในมือ ลดเสียงลงเล็กน้อยแต่ก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจคุกคาม
คาลอสจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งๆ พิจารณาพลังงานที่เปล่งออกมาจากร่างของอีกฝ่าย เหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมเท่าไหร่นัก ดูเหมือนว่าการเข้ามาโดยกะทันหันของเขาจะทำให้อีกฝ่ายหมุนเวียนพลังได้ไม่เสถียรนัก
สิ้นคำถามของชายผมเงินไปนาน แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมา คิ้วบนหน้าผากของมันเริ่มขมวดเข้าหากัน ต้องการจะอ้าปากตวาดออกไปอีกครั้ง
แต่ทว่า......
ฝับ!
ร่างของคาลอสกลายเป็นเงาวูบวาบ เผลอเพียงครู่เดียวก็พุ่งเข้ามาอยู่ต่อหน้าอีกฝ่ายพร้อมกับสับขวานลงไปตรงๆ เป็นที่เรียบร้อย
“อ๊าก” ชายร่างสูงใหญ่เคลื่อนตัวหลบไปด้านข้าง แต่ดูเหมือนจะสายเกินไป บริเวณหัวไหล่ด้านขวาถูกคมขวานตัดผ่านทั้งหมด ตั้งแต่ปลายแขนจนถึงหัวไหล่หลุดออกจากร่างต้นทันที
น่าแปลกที่ไม่มีเลือดกระเซ็นออกมาแม้แต่หยดเดียว รอยแผลราบเรียบไม่มีรอยขรุขระแม้แต่นิด มีกลิ่นเหม็นไหม้โชยมาเป็นระยะ
หัวหน้าตระกูลเดสมอนจ้องมองแขนขวาของตนเองที่ตกอยู่บนพื้นที่ด้วยสีหน้าหวาดผวา หากตนไหวตัวช้ากว่านี้อีกนิดเดียว คงจะไม่ใช่แค่แขนของตนที่ถูกพรากไป แต่เป็นชีวิตทั้งชีวิต อานุภาพของคมขวานในมือศัตรูรุนแรงอย่างยิ่ง สามารถตัดแขนของอเวกระดับที่เจ็ดได้ราวกับหั่นเนย
คาลอสไม่ได้สนใจสีหน้าที่หวาดผวาของอีกฝ่าย ควงขวานสองรอบกระชับไว้อยู่ในมือจากนั้นจึงพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายต่อในทันทีด้วยเคล็ดท่าร่างเคลื่อนคล้อยเงา สร้างความสับสนจนอีกฝ่ายไม่สามารถเดาทางได้ว่าเขาจะพุ่งมาจากทิศไหน
ที่อีกฝ่ายสามารถหลบการโจมตีได้เป็นเพราะคาลอสไม่มีเคล็ดวิชาเฉพาะสำหรับขวาน ทำให้การโจมตีแข็งทื่อจนเกินไป แต่เขาไม่เชื่อหรอกว่าหากโจมตีต่อเนื่องเข้าไปซ้ำๆ อีกฝ่ายจะหลบได้ตลอดไป หากครั้งแรกจัดการอีกฝ่ายไม่ได้ ก็แค่โจมตีอีกครั้ง ถ้ายังจัดการไม่ได้อีกก็แค่รอกำลังเสริมเข้ามาจัดการ!