บทที่ 49 การประมูล!
ไม่นานก็ถึงคิวของหลัวเซิง เขาเดินเข้าไปในห้องทำงานของหยางเทียนหรานด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หยางเทียนหรานกำลังก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์อยู่ ถึงแม้ว่าจะมีคนเข้ามา เขาก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลยแม้แต่น้อย เพราะผู้ชนะการประมูลในวันนี้ เขาได้ตัดสินใจไว้ในใจเรียบร้อยแล้วพวกที่มาทีหลังก็แค่มาเสียเที่ยว
หลัวเซิงวางแผนงานลงบนโต๊ะทันทีที่เดินเข้ามาในห้อง จากนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า “ผมมาเข้าร่วมการประมูลในฐานะตัวแทนของบริษัทชิงเมิ่งครับ”
แต่ไม่รู้ทำไม พอได้ยินชื่อบริษัทชิงเมิ่งหยางเทียนหรานก็เงยหน้าขึ้นทันที เขามองหลัวเซิงขึ้นลงด้วยสายตาเหยียดหยัน ก่อนจะหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ นายเป็นขอทานหรือไง? แต่งตัวแบบนี้ยังกล้ามาประมูลงานกับโจวกรุ๊ปของเราอีกเหรอ? ไปซื้อเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ก่อนไป!”
หลัวเซิงขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าหยางเทียนหรานไม่ใช่คนดีอะไร แต่เขาก็ไม่คิดว่าหมอนี่จะกล้าทำตัวอวดดีขนาดนี้
“ผมมาประมูล” น้ำเสียงของเขาเย็นชาลงอย่างกะทันหัน
“เหอะ ประมูลงาน? ไสหัวไปเลย! โจวกรุ๊ปของเราไม่ใช่ที่สำหรับขอทานอย่างนาย!” หยางเทียนหรานโกรธขึ้นมาบ้างแล้วไอ้เด็กนี่กล้ามาข่มเสียงใส่เขางั้นเหรอ? ไม่ถูกโยนออกไปก็ดีเท่าไหร่แล้ว!
“งั้นเหรอ ถ้างั้นถ้าคุณยังจะพูดแบบนี้อีก ผมก็ได้แต่หวังว่าคุณจะไม่มานั่งเสียใจภายหลัง” หลัวเซิงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน จ้องมองหยางเทียนหรานแล้วพูด
หยางเทียนหรานตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน “เหอะ นายเป็นใคร? ถึงกล้าพูดกับฉันแบบนี้? ยังกล้ามาข่มขู่ฉันอีก? ฉันเป็นคนรับผิดชอบการประมูลครั้งนี้! ตอนนี้ฉันขอประกาศว่าบริษัทนายไม่มีทางชนะการประมูล!”
หลังจากพูดจบ หยางเทียนหรานก็คว้าแผนงานบนโต๊ะขึ้นมาฉีกเป็นชิ้นๆ ทันที
“ไสหัวไปให้พ้น! ไม่งั้นฉันจะเรียกยามมาลากตัวไป!” หยางเทียนหรานคำรามลั่น
เดิมทีหลัวเซิงก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรหยางเทียนหรานอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เมื่อเห็นการกระทำของอีกฝ่าย หลัวเซิงก็โกรธขึ้นมาทันที บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกน่ากลัว “ถ้าแกแน่จริงก็ลองเรียกยามมาสิ”
หยางเทียนหรานรู้สึกได้ถึงพลังกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวหลัวเซิง เขาทั้งตัวสั่นเทาไปหมด แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ในชั่วขณะนั้น เขาถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว
นี่คือพลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวหลัวเซิง! ความกดดันของผู้ที่อยู่เหนือกว่า!
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าหลังจากที่หลัวเซิงกลับมาแล้ว อารมณ์ของเขาดีขึ้นมาก ตอนนี้หยางเทียนหรานคงได้กลายเป็นศพไปแล้ว!
“หึ!”
หลัวเซิงส่งเสียงเย็นชา แล้วหันหลังเดินจากไป จนกระทั่งหลัวเซิงออกจากห้องทำงานไปแล้ว หยางเทียนหรันถึงรู้สึกตัวว่าร่างกายของตัวเองขยับได้อีกครั้ง เขาทรุดตัวลงบนเก้าอี้แล้วก็สบถออกมาทันที “เชี่ยเอ๊ย! แกได้เจอดี! กล้าดียังไงมาขู่กับฉัน!”
หลัวเซิง ก้าวออกจากห้องทำงานแล้วโทรหากัวหว่านฉีทันที เสียงของ กัวหว่านฉีเต็มไปด้วยความเคารพดังขึ้นจากปลายสาย
“ท่านหลัว เกิดอะไรขึ้นคะ?”
“ผู้จัดการมที่อวดดีนั่น มันฉีกแผนธุรกิจของฉัน”
น้ำเสียงของหลัวเซิงเย็นยะเยือก
“อะไรนะคะ! ท่านหลัววางใจได้ค่ะ ฉันจะจัดการให้เดี๋ยวนี้ค่ะ”
กัวหว่านฉีพูดพลางรู้สึกหนักอึ้งในใจหยางเทียนหรานคงไม่มีชีวิตต่อไปได้อีกแล้ว!
ไม่เพียงแต่กล้ารับสินบนมากมายขนาดนั้น ยังกล้าทำให้ท่านหลัวโกรธขนาดนี้ เขาไม่ตายแล้วใครจะตาย?
เนื่องจากตระกูลตู้ได้เชิญสื่อมวลชนมาในวันนี้ สถานที่แห่งนี้จึงได้รับความสนใจอย่างมาก สื่อต่าง ๆ พากันประโคมข่าวเกี่ยวกับร้านยาเย่าหวัง
ข่าวลือเกี่ยวกับการที่ร้านยาเย่าหวังจะชนะการประมูลแพร่สะพัดไปทั่ว
แต่หลัวเซิงกลับมองเรื่องราวทั้งหมดนี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในสายตาของเขาตอนนี้ ร้านยาเย่าหวังก็เป็นแค่ตัวตลกเท่านั้น!
ตามกำหนดการการประกาศบริษัทที่ชนะการประมูลจะเกิดขึ้นในอีกห้าวันข้างหน้า
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไป 5 วันแล้ว
เช้าตรู่ของวันนี้ตระกูลโจว ได้จัดงานแถลงข่าวครั้งใหญ่ขึ้นเพื่อประกาศบริษัทที่ชนะการประมูล
เนื่องจากตระกูลโจวเป็นถึงตระกูลเศรษฐีอันดับหนึ่ง ดังนั้นวันนี้ บริเวณหน้าโรงแรมที่ถูกเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานจึงเต็มไปด้วยรถยนต์จอดเรียงรายมีผู้คนมากมาย บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าร้านยาเย่าหวังได้ส่งตัวแทนมาเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก นำโดยตู้หมิงอวี่
ในขณะเดียวกันลู่กั๋วฟู่และลู่เจียวเจียวก็มาถึงที่นี่แล้วเช่นกัน พวกเขายืนอยู่ข้างหลังตู้หมิงอวี่
ท้ายที่สุดแล้วตระกูลลู่ไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะเข้าร่วมงานในสถานที่ระดับสูงเช่นนี้ได้ พวกเขาจึงทำได้แค่ยืมชื่อเสียงของร้านยาเย่าหวัง เท่านั้น
เนื่องจากการประโคมข่าวอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ราคาหุ้นของร้านยาเย่าหวังจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและทันทีที่ตู้หมิงอวี่ ปรากฏตัวเขาก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคน
ทุกคนต่างลงความเห็นว่า ในครั้งนี้ผู้ชนะต้องเป็นร้านยาเย่าหวังอย่างแน่นอน
“หมิงอวี่! เจ้าช่างเป็นลูกเขยที่ดีของเขาจริง ๆ วันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า พวกเราก็คงไม่มีโอกาสได้มาเข้าร่วมงานนี้ด้วยซ้ำ!”
ลู่กั๋วฟู่พูดขึ้นทันทีด้วยใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
ส่วนตู้หมิงอวี่นั้นกลับมีสีหน้าเรียบเฉย เพราะวันนี้เป็นวันที่ครอบครัวของเขาจะได้โผบินสู่ฟ้าเขาจึงต้องรักษาภาพลักษณ์เอาไว้
ขณะเดียวกันที่อีกฟากหนึ่งหลัวเซิงที่พาลู่ชิงเมิ่งมาด้วย โดยมีเฉินหว่านเยว่และลู่จวิ้นฉีเดินตามหลังก็ได้มาถึงที่แห่งนี้เช่นกัน ทว่ากลับถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขวางทางไว้ที่หน้าประตู
แม้ว่าในมือหลัวเซิงจะมีบัตรเชิญอยู่ แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธ โดยอ้างว่าบัตรเชิญในมือหลัวเซิงไม่น่าจะเป็นของเขาเพราะดูจากการแต่งกายของหลัวเซิงแล้วก็ไม่เหมือนกับคนมีฐานะ
วันนี้หลัวเซิงได้เปลี่ยนมาสวมชุดสูทตามคำขอร้องของลู่ชิงเมิ่งแล้วแต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ยังคงคิดว่ามันดูไม่สมฐานะอยู่ดี
“ฮึ่ม! ฉันบอกแล้วว่าไอ้ขยะไร้ค่าคนนี้มันทำไม่ได้! ดูสิตอนนี้ต้องมาขายขี้หน้า แม้แต่ประตูเรายังเข้าไปไม่ได้เลย!ทำไมพวกเราถึงต้องเชื่อมันด้วยนะฉันโมโหจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว! ”
เฉินหว่านเยว่ตะโกนด่าทอด้วยความโกรธ
“โอ้ นั่นลู่ชิงเมิ่งไม่ใช่เหรอ?”
ตู้หมิงอวี่เห็นเหตุการณ์เข้าพอดี จึงเดินเข้ามาหา
เมื่อได้ยินดังนั้นลู่ชิงเมิ่งจึงหันกลับไปมองและพบว่าเป็นตู้หมิงอวี่ แววตาของเธอจึงฉายแววรังเกียจออกมา
หลัวเซิงเองก็ก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มายืนอยู่ตรงหน้าของลู่ชิงเมิ่ง
เมื่อเห็นหลัวเซิงปรากฏตัว บนใบหน้าของตู้หมิงอวี่ก็เผยความหวาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้เขาเคยเสียท่าให้กับหลัวเซิงอยู่หลายครั้งทำให้เขายังคงรู้สึกหวาดผวาอยู่จนถึงทุกวันนี้
ทว่าไม่นานนัก เขาก็ตั้งสติได้เพราะวันนี้เป็นวันที่ผู้คนต่างจับจ้องมาที่ตัวเขา อีกทั้งหลังจากวันนี้ผ่านพ้นไปร้านยาเย่าหวังของพวกเขาก็จะต้องเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอนแล้วทำไมเขาจะต้องกลัวเจ้าเด็กนี่ด้วย?
เขาจึงเอ่ยเยาะเย้ยออกมาทันทีว่า “หึหึ หลัวเซิง ไม่คิดเลยนะว่าไอ้ขยะไร้ค่าอย่างแกจะกล้ามาที่นี่ด้วย? ไสหัวไปซะ! ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่แกจะมาได้!”
เฉินหว่านเยว่และลู่จวิ้นฉีต่างก็รู้จักกับตู้หมิงอวี่เป็นอย่างดีเพราะอีกฝ่ายเป็นถึงลูกเขยของลู่กั๋วฟู่ และเป็นผู้ที่จะกุมบังเหียนร้านยาเย่าหวังในอนาคต ตอนที่พวกเขารู้ข่าวนี้ครั้งแรกก็พากันอิจฉาตาร้อนอยู่ไม่น้อย
“หึหึ ไม่ใช่ที่ที่ฉันจะมาได้งั้นเหรอ?”
หลัวเซิงแค่นหัวเราะเย็นชา ไม่สนใจตู้หมิงอวี่แม้แต่น้อย