แสงสว่างที่บิดเบี้ยวจากการแทรกแซงมิติพลันจางหายไป เท้าของหลงเทียนเฟย (龙天非) สัมผัสกับพื้นศิลาที่เย็นเยียบของชั้นที่สิบเก้า
บรรยากาศของชั้นนี้แตกต่างจากชั้นที่ยี่สิบเอ็ดโดยสิ้นเชิง มันเป็นโถงศิลาที่กว้างใหญ่และเรียบง่าย ผนังหินถูกขัดเกลาจนเรียบเกลี้ยง มีคบเพลิงสีครามลุกโชนอยู่ตามเสาหินเป็นระยะ สร้างเงาที่ทอดตัวยาวและเต้นระบำไปมาอย่างเงียบเชียบใจกลางโถงนั้น ร่างจำแลงของผู้ฝึกตนในอาภรณ์สีเทาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากฝุ่นผง พลังปราณที่แผ่ออกมานั้นอยู่ในระดับสัมผัสปราณขั้นสมบูรณ์ แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ฝึกตนระดับต้น
ทว่าสำหรับบุรุษหนุ่มผู้เพิ่งผ่าน "การฝึกพิเศษ" กับศัตรูระดับสานรากฐานมานับครั้งไม่ถ้วน พลังกดดันระดับนี้ช่างเบาบางราวกับปุยนุ่น
'ให้ข้าต้องมาออกแรงกับคู่ต่อสู้ระดับนี้อีกรึ' หลงเทียนเฟยถอนหายใจยาวเหยียด 'ช่างเป็นการดูถูกวิถีแห่งความเกียจคร้านของข้าโดยแท้ การต่อสู้เช่นนี้ไม่ท้าทายและสิ้นเปลืองเวลาโดยใช่เหตุ'
ความคิดหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้นในใจของเด็กหนุ่ม 'ในเมื่อหลีกเลี่ยงภาระที่น่ารำคาญใจนี้ไม่ได้ หนทางที่ดีที่สุดในการปกป้องความสงบสุขก็คือการแข็งแกร่งขึ้นจนไม่มีผู้ใดกล้ามารบกวน การต่อสู้ที่น่าเบื่อหน่ายนี้ คือโอกาสอันดีที่สุดที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นโดยไม่ต้องออกแรงเอง'
เขาตัดสินใจในทันที เขาจะใช้การต่อสู้นี้เป็นม่านบังหน้า เพื่อที่ตนเองจะได้หลบเข้าไปฝึกฝนในมิติเร่งเวลาอย่างลับๆ
"ถึงเวลาทำงานแล้ว" เขาพึมพำกับตัวเอง
แสงสีทองวาบขึ้นข้างกาย ลูกงูเทพตัวน้อยปรากฏตัวขึ้น 7 มันเลื้อยพันรอบแขนของหลงเทียนเฟยอย่างคุ้นเคย ก่อนจะส่งเสียงขู่คำรามเบาๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของศัตรู
"หลังจากนี้ไป ข้าจะเรียกเจ้าว่า 'เสี่ยวหลง' (小龙)" หลงเทียนเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "พลังของเจ้าในตอนนี้ สมควรที่จะรับมือกับศัตรูระดับนี้ได้แล้ว ส่วนข้า...จะเข้าไปพักผ่อนในมิติสักครู่ การปล่อยให้เวลาอันมีค่าสูญเปล่าไปกับการเฝ้าดูการต่อสู้ที่ไร้ซึ่งความท้าทาย ช่างน่าเสียดายนัก"
พูดจบ เด็กหนุ่มก็เดินไปหาซอกหินมุมหนึ่งที่ดูเหมาะเจาะ ทิ้งกายลงนั่งพิงอย่างสบายอารมณ์ และไม่ลังเลที่จะเปิดใช้งานมิติเร่งเวลาในทันที
"โฮก"
เสี่ยวหลงซึ่งบัดนี้มีพลังอยู่ในระดับ สัมผัสปราณขั้นปลาย ขานรับคำสั่งด้วยความกระตือรือร้น มันพุ่งทะยานออกจากแขนของผู้เป็นนาย ร่างสีทองอร่ามของมันกลายเป็นเส้นแสงพุ่งเข้าใส่ร่างจำแลงทันที
การต่อสู้กลายเป็นการร่ายรำของอสรพิษเทพ เสี่ยวหลงปรากฏตัวและหายไปราวกับภูตพรายด้วย 'พุ่งทะยานเงา (Shadow Dash)' โจมตีจากมุมที่คาดไม่ถึงด้วย 'ลมหายใจไฟแรกเริ่ม (Initial Fire Breath)' ที่ร้อนแรง ทุกครั้งที่ร่างจำแลงโจมตีสวนกลับมา มันก็จะใช้ 'เกล็ดปราณเรืองรอง (Glowing Qi Scales)' ที่เปล่งประกายสีครามจางๆ ขึ้นมาลดทอนความรุนแรงของการโจมตี
ผ่านไปไม่นาน ร่างจำแลงที่สับสนและอ่อนล้าก็เปิดช่องว่างครั้งใหญ่
เสี่ยวหลงไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอย มันพุ่งเข้ากัดที่ลำคอของร่างจำแลงด้วย 'กัดฉกปราณ (Qi Bite)' 14 ก่อนจะใช้ 'สะบัดหางปราณ (Qi Tail Whip)' 15 ฟาดเข้าที่ร่างนั้นอย่างเต็มแรง
ตูม
ร่างจำแลงกระเด็นไปกระแทกกับผนังหินอย่างจัง ก่อนจะค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงหายไป
แท่นศิลาเล็กๆ แท่นหนึ่งค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากพื้น ณ จุดที่ร่างจำแลงเคยยืนอยู่ บนนั้นปรากฏขวดยาหยกขาวใบเล็กและศิลาจิตวิญญาณระดับกลางสองสามก้อนวางอยู่ เสี่ยวหลงเลื้อยไปคาบขวดยาและศิลาจิตวิญญาณทั้งหมดกลับมาวางไว้ข้างๆ ร่างของหลงเทียนเฟยที่ยังคงนั่งหลับตานิ่งอยู่ ก่อนจะขดตัวลงเฝ้าระวังอย่างภักดี
ในขณะเดียวกัน ภายในมิติเร่งเวลา หลงเทียนเฟยกำลังโคจรพลังตาม 'คัมภีร์ลมปราณมังกรฟ้าบรรพกาล (青龙古息诀)' อย่างเต็มกำลัง ด้วยการชี้นำจาก 'ร่องรอยความทรงจำ' และการสนับสนุนจากพลังสายเลือดที่ตื่นขึ้น ทำให้การบำเพ็ญเพียรของเขารวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่กำลังจะทะลวงผ่านคอขวดสุดท้ายของขั้นสัมผัสปราณ
'อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น'
ณ ส่วนที่ลึกเร้นที่สุดของ เทือกเขาเทียนจี๋ (天极山脉) ที่ซึ่งไอหมอกจางบางและแสงจันทร์สาดส่องลงมาได้เต็มที่ ริมลำธารใสสะอาดที่ไหลรินอย่างเงียบเชียบ ร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนนิ่งสงบอยู่บนโขดหิน
นางสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ที่พลิ้วไหวตามสายลมราตรี บนเรือนผมสีดำขลับประดับด้วยปิ่นหยกรูปบุปผาจันทราเพียงอันเดียว ผิวพรรณของนางขาวผ่องราวกับหิมะแรกต้องแสงจันทร์ ใบหน้าเรียวงามหมดจดราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาจากสรวงสวรรค์ บรรยากาศรอบกายนางเปี่ยมไปด้วยความสงบและสูงส่ง แต่ก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของพลังที่บริสุทธิ์และลึกลับจนยากจะหยั่งถึง
นางมิได้ทำสิ่งใดเป็นพิเศษ เพียงแค่ยื่นปลายนิ้วที่เรียวงามของตนเองลงไปสัมผัสกับผิวน้ำที่นิ่งสงบของลำธารในวินาทีนั้นเอง หยดน้ำค้างบนใบหญ้ารอบกายนางพลันแข็งตัวเป็นผลึกน้ำแข็งชั่วครู่ ก่อนจะละลายหายไป และบนผิวน้ำที่ปลายนิ้วของนางสัมผัส...ดอกบัวน้ำแข็งขนาดเล็กดอกหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า มันบานสะพรั่งอย่างงดงามอยู่ชั่วลมหายใจหนึ่ง ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีเงินจางๆ ลอยหายไปกับสายลม
สตรีปริศนาผู้นั้นชักมือกลับอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่งดงามราวกับดวงดาวของนางทอดมองไปยังยอดของหอคอยชิงหลงที่มองเห็นอยู่ไกลลิบๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม
"ในที่สุด...ก็จะถึงเวลานั้นแล้วสินะ"
(จบตอนที่ 45)