บทที่ 23 ฆ่าคนแล้ว
เจียงหนานยิ้มอย่างมีเลศนัยให้ลู่เสี่ยวเยว่ “ถ้าฉันบอกว่าฉันทำนายได้ เธอเชื่อไหม?”
ลู่เสี่ยวเยว่ตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็แค่นเสียงเยาะหยัน “เชื่อกับผีน่ะสิ อย่าแสร้งทำตัวเป็ร่างทรงหน่อยเลย”
เจียงหนานไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม ทำเกี๊ยวต่อไปเงียบ ๆ
แต่เพราะคำพูดของหล่อน ภายในใจของลู่เสี่ยวเยว่จึงไม่ใคร่สงบนัก
ลู่เสี่ยวเยว่ไม่ชอบเจียงหนานถึงดูแคลนจากก้นบึ้งของหัวใจ แน่นอนว่าเธอปฏิเสธที่จะเชื่อว่าอีกฝ่ายมีความสามารถอันน่าอัศจรรย์ขนาดนั้น
ทว่าเจียงหนานรู้เื่ที่เธอชอบฉินเฟิงได้อย่างไรกัน
เจียงหนานเห็นลู่เสี่ยวเยว่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความเร็วในการทำแผ่นแป้งลดลงอย่างเห็นได้ชัดเลยเร่งเร้า
“เร็วเข้าสิ ถ้าไม่อยากทำก็เอาไม้นวดแป้งให้ฉัน”
ลู่เสี่ยวเยว่จ้องกลับมาอย่างขบเคี้ยวเขี้ยวฟันแวบหนึ่ง
จากนั้นก็ขมีขมันรีดแผ่นแป้งต่อ
“ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นของเธอล่ะ?” เจียงหนานถามอย่างไม่ใส่ใจ
ทำไมไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นมาหาลู่ฮ่าวเลย
“หล่อนกลับไปแล้ว”
ถูกแม่เธอไล่กลับไป
แม่บอกว่าลู่ฮ่าวแต่งงานแล้ว สวีเฉี่ยวเจินควรมายุ่งวุ่นวายให้น้อยลง
“เธอตั้งใจจะแนะนำหล่อนให้ลู่ฮ่าวหรือ?”
ลู่เสี่ยวเยว่ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ
เจียงหนานถามต่อว่า “เธอคิดว่าฉันไม่คู่ควรกับลู่ฮ่าว มีแค่แม่สาวทันสมัยคนนั้นที่เหมาะกับลู่ฮ่าวหรือ?”
“แล้วไม่ใช่หรือไง?” ลู่เสี่ยวเยว่เงยหน้าขึ้น จ้องเจียงหนานด้วยความเกลียดชัง
ลูกพี่ลูกน้องของลู่เสี่ยวเยว่ชอบลู่ฮ่าวมานานแล้ว
ในฐานะน้องสาวที่ดี เธอย่อมพยายามเป็แม่สื่อแม่ชักอย่างเต็มกำลัง
ถ้าเฉี่ยวเจินแต่งงานกับลู่ฮ่าวพี่ใหญ่ของเธอ ความสัมพันธ์ฉันท์ครอบครัวก็จะยิ่งลึกซึ้งขึ้นไปอีก
เจียงหนานก่นด่า “โง่”
“หมายความว่าอย่างไร? เธอสิโง่ ไม่ใช่แค่โง่ แต่ยังหน้าโง่อีกด้วย” พอถูกด่าว่าโง่ ลู่เสี่ยวเยว่ก็พองขนขู่ฟ่อทันที ทั้งยังด่ากลับอย่างอารมณ์เสียอีกต่างหาก
เจียงหนานโดนจอมโง่เขลาโจมตีหลายครั้งหลายครา โทสะพลันพลุ่งพล่าน เธอโมโหจนหยิบมีดหั่นผักบนเขียงขึ้นมาแล้วจามลงบนเขียงเต็มแรง “ลองด่าอีกทีสิ? เดี๋ยวแม่ก็ฉะหน้าเข้าให้หรอก”
ลู่เสี่ยวเยว่สีหน้าบิดเบี้ยว เดิมยังอยากด่า แต่พอเห็นมีดหั่นผักในมือเจียงหนานแล้วก็หน้าถอดสี ใจนกรีดร้องเสียงแหลม วิ่งเตลิดออกไปข้างนอก
“จะฆ่าคนแล้ว นังอ้วนกำลังจะฆ่าคนแล้ว”
ลู่เสี่ยวเยว่ร้องโหยหวนไปวิ่งไปพลางเลี้ยวร่างเข้าไปในบ้านหลังเล็กที่พวกลู่ฮ่าวทำผนังอยู่
ฉินเฟิงเพิ่งแปะส่วน้าเสร็จ ตอนนี้ไม่ต้องยืนบนบันไดแล้ว เขารู้สึกว่าบันไดเกะกะจึงเอามันออก
พอเห็นหญิงสาวที่วิ่งหน้าตั้งเข้ามา เขาก็กระตุกมุมปากเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้น?”
“เ้าหน้าที่ฉิน ช่วยฉันด้วยค่ะ นังอ้วนเจียงหนานจะเอามีดฟันฉัน” ลู่เสี่ยวเยว่วางแผนสร้างโอกาสให้ฉินเฟิงเป็วีรบุรุษช่วยสาวงามทันที
ถือโอกาสนี้ให้พี่ใหญ่เห็นโฉมหน้าอันแท้จริงของนังอ้วนคนนี้เสียเลยก็แล้วกัน
ฉินเฟิงออกไปนอกประตู วางบันไดลง เหลือบมองไปทางห้องครัว แต่ก็ไม่เห็นร่างของเจียงหนาน
เขากลอกตา “เธอเป็โรคหลงผิด*[1] อะไรหรือเปล่า? แม่สาวอ้วนจะฆ่าเธอที่ไหนกัน?”
ลู่ฮ่าวได้ยินเสียงเอะอะก็ออกมาดูเช่นกัน
ครั้นฉินเฟิงเห็นลู่ฮ่าวก็เอ่ยถามอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด
“น้องสาวแก… สมองมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
ลู่เสี่ยวเยว่ “???”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนไม่เชื่อ เธอจึงอธิบายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “จริง ๆ นะคะ ฉันไม่ได้โกหก นังอ้วนเจียงหนานนั่น หล่อนเอามีดมาขู่ฉันจริง ๆ”
ทำไมคนเหล่านี้โดนนังอ้วนนั่นมอมเมากันหมด เชื่อมั่นเหลือเกินว่าหล่อนเป็คนดี
ในตอนนั้น เจียงหนานที่สวมผ้ากันเปื้อนก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูห้องครัว ะโลั่นอย่างเดือดดาล
“ลู่เสี่ยวเยว่ ถ้าเธอช่วยได้ก็ช่วย ไม่อยากช่วยก็กลับบ้านไปซะ อย่าก่อเื่วุ่นวายที่นี่จะได้ไหม? ถ้าฉันฟันเธอจริง คงไปนั่งในตะรางแล้ว คิดว่าฉันบ้าไปแล้วหรือไง?”
คาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าผู้หญิงที่พูดจาเจ็บแสบคนนี้จะเป็เสือกระดาษ*[2]
ลู่เสี่ยวเยว่อาศัยว่ามีลู่ฮ่าวกับฉินเฟิงอยู่ด้วย เชิดหน้าชูคอตอกกลับอย่างโกรธแค้น “เธอถือมีดแล้วชัด ๆ”
“ปอดแหก”
เจียงหนานด่าจบก็มองไปยังลู่ฮ่าวกับฉินเฟิง ถามขึ้นว่า “พวกคุณทำใกล้จะเสร็จแล้วหรือยัง?”
“ยังเลย” ลู่ฮ่าวตอบ
“อ้อ งั้นฉันจะห่อให้ช้าลงหน่อย” พูดจบเจียงหนานก็เข้าไปในครัวอีกครั้ง
ฉินเฟิงกับลู่ฮ่าวเข้าไปทำผนังต่อ ส่วนลู่เสี่ยวเยว่ที่ยืนเคว้งอยู่ในลานบ้านได้แต่กระทืบเท้าด้วยความโมโห
ลู่ฮ่าวทำเกินไปจริง ๆ ไม่ใช่พี่ชายที่คลอดจากแม่เดียวกันเลย
ไม่เหลียวแลน้องสาวอย่างเธอเลยสักนิด
พึ่งพาอะไรไม่ได้เลยให้ตายสิ
ไหนจะท่าทีของฉินเฟิงอีก เสียใจไม่น้อยเลย
ลู่เสี่ยวเยว่ร้องไห้โฮกลับบ้าน เอาเื่ที่เจียงหนานรังแกบอกกับสวี่อวี้ฉิน
แถมยังฟ้องว่าเจียงหนานทำเกี๊ยวกินคนเดียวที่บ้านเก่า
สวี่อวี้ฉินที่กำลังถูเสื้อผ้ากับกระดานซักผ้าเห็นลูกสาวร้องห่มร้องไห้ก็กล่าวด้วยอารมณ์หงุดหงิด “ใครใช้ให้แกไปยุ่งกับเจียงหนานล่ะ? สมควรแล้ว”
เมื่อเห็นว่ามารดาก็มีท่าทีแบบเดียวกัน ลู่เสี่ยวเยว่ก็เอ่ยอย่างขุ่นเคืองว่า “แม่ หล่อนถือมีดหั่นผักแล้วนะ ถ้าแม่ไม่ช่วยหนูระบายความแค้นก็ช่างเถอะ แต่ทำไมต้องพูดจาบั่นทอนกันด้วย”
“วันหน้าก็ไปที่นั่นให้มันน้อยลงหน่อย” สวี่อวี้ฉินพูดจบก็ซักผ้าต่อ
สวี่เจิงที่งีบหลับอยู่โดนเสียงเอะอะมะเทิ่งจากลานบ้านปลุกตื่น เขาเลยลากรองเท้าแตะเดินออกมา
ลู่เสี่ยวเยว่พูดกับเขาทันที “พี่ เจียงหนานนังผู้หญิงคนนั้นไม่ได้แค่ตบตีคนรักของพี่ วันนี้มันแกว่งมีดใส่ฉันด้วย”
สวี่เจิงลูบจัดทรงผมอันยุ่งเหยิง หน้ายังไม่สร่างจากอาการง่วงงุนเท่าไรนัก
ทว่าลู่เสี่ยวเยว่ไม่มีสายตาที่จะมองเห็น “พี่แก้แค้นให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
“ไม่ได้” สวี่เจิงเปล่งออกมาสองคำอย่างเ็าแล้วเดินไปทางห้องน้ำ
พี่ชายสองคนต่างปฏิเสธที่จะปกป้องเธอ ลู่เสี่ยวเยว่น้อยอกน้อยใจ บวกกับคับแค้นใจยิ่ง เธอะเิโทสะทันใด “พี่ยังเป็พี่ชายของฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย? ถ้าไม่ใช่แซ่เดียวกันก็ไม่สนิทกันจริง ๆ ด้วยสินะ”
เดิมทีสวี่เจิงกำลังจะเข้าห้องน้ำ แต่เมื่อได้ยินเสียงะโตัดพ้อจะเป็จะตายจากเด็กสาวที่อยู่ข้างหลัง เขาก็หันหลังกลับ มายืนตรงหน้าเธอในสองก้าว จ้องมองมาด้วยั์ตาเยือกเย็น มุมปากยกโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มชวนน่าขุนลุกแล้วแค่นเสียงหยัน “เธอก็คิดแบบนี้หรือ? เพราะฉันไม่ได้แซ่ลู่ ก็เลยเป็คนนอก? ไม่สนิทกับเธองั้นสิ?”
“พี่ ฉัน…” ลู่เสี่ยวเยว่ผงะกับปฏิกิริยาของสวี่เจิง
เธอถอยหลังหนึ่งก้าวยามสบประสานั์ตาเย็นเยียบ แก้วตาสั่นระริกด้วยความใ ได้แต่อ้ำอึ้ง ไม่รู้จะพูดอะไรดี
แววตาของสวี่เจิงคลอไปด้วยประกายแสงอันหนาวเหน็บ น้ำเสียงประหนึ่งชุบด้วยน้ำแข็ง “ใช่แล้ว ฉันใช้ชีวิตอาศัยใต้ชายคาคนอื่น*[3] ทำไมฉันเป็แบบนี้ เธอรู้ไหม?”
สายตาของเขาจับจ้องลู่เสี่ยวเยว่อย่างเอาเป็เอาตาย ปานจะกลืนกินเธอให้ได้อย่างไรอย่างนั้น
สวี่อวี้ฉินเห็นสวี่เจิงที่อารมณ์หลุดการควบคุมก็ลุกขึ้น เดินเข้าไปดึงลูกชายออกมา “เสี่ยวเจิง ทำอะไรน่ะ?”
สวี่เจิงสะบัดสวี่อวี้ฉินออก สายตาจับจ้องลู่เสี่ยวเยว่อีกครา “แม่ก็บอกเธอสิ ทำไมผมถึงต้องอาศัยใต้ชายคาคนอื่น?”
สวี่อวี้ฉินเผยสีหน้าเ็ป ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดได้เลย
*[1] โรคหลงผิด เป็ความผิดปกติทางจิตที่มีอาการหลงผิดหรือเชื่อในเื่ต่างๆ ที่ไม่เป็ไปตามหลักความจริง
*[2] เสือกระดาษ เปรียบคนที่ภายนอกดูน่าเกรงขาม แต่แท้จริงไร้ซึ่งอำนาจ หรือเรียกว่า แข็งนอกอ่อนใน
*[3] อาศัยใต้ชายคาคนอื่น หมายถึง คนที่ใช้ชีวิตด้วยการพึ่งพาอาศัยคนอื่น คล้ายสำนวนไทยที่ว่า ยืมจมูกคนอื่นหายใจ