่สายของวันพฤหัสที่แสนสดใส หอพักรวมอันเงียบสงบระหว่าง่เตรียมอ่านหนังสือสอบมิดเทอมนั้นเป็ต้องะเืเมื่อหญิงสาวทั้งสองมาเยือน
“อีหมิว!มึงหัดอธิบายสูตรแคลให้แม่งเข้าใจด้วยสิวะ เขียนอะไรยากฉิบ!”
ไอ้เต้เขวี้ยงสมุดจดลงกับโต๊ะหงุดหงิดเต็มประดา
“ฉันสอนแกไปสามรอบแล้วแท้ๆ หัดตั้งใจฟังบ้างสิวะ อีเต้!”
หมิวบันดาลโทสะ โต้ตอบกลับอย่างเผ็ดร้อนไม่แพ้กัน
“กูให้ไอ้ฝันเฟื่องสอนก็ดีอยู่แล้ว มึงอย่ามากวนประสาทดีกว่า”ไอ้เต้ตะคอก
“ฉันเองก็อ่านหนังสือดีๆ ใครกันยะ ที่บอกให้มาแก้โจทย์ด้วยกันน่ะ!” หมิวเองก็ไม่ยอมเหมือนกัน
“พอได้แล้วทั้งสองคนเลย เสียงดังรบกวนห้องอื่นเขานะ!”
ดรีมตะเบ็งเสียงห้ามทัพจนเจ็บคอไปหมดแล้ว
หากเปรียบหนุ่มนักบาสฯ เป็คนหัวร้อนปากเสียประจำคณะฯ แล้วตัวแทนมือวางอันดับหนึ่งฝ่ายหญิงที่ของขึ้นง่ายไม่แพ้กันเห็นจะเป็หมิวนั่นเองสองคนนี้อยู่ด้วยทีไรเป็ต้องมีเื่กันตลอด เป็ไม้เบื่อไม้เมาขนานแท้เลยก็ว่าได้
ดรีมกับแนนต่างส่ายศีรษะเบื่อหน่าย พวกเขาละเอือมระอาที่ต้องมารับบทบาทกรรมการห้ามศึกจำเป็ระหว่างคนเ้าอารมณ์ทั้งสองยิ่งนัก
วันนี้เป็วันสุดท้ายที่เด็กปีหนึ่งคณะสังคมศาสตร์อย่างพวกเขาจะได้ติวหนังสือก่อนการสอบกลางภาคจะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้ด้วยความปรารถนาดีดรีมจึงเสนอให้ชักชวนเพื่อนสาวทั้งสองคือแนนและหมิว มาติววิชาแคลคูลัสที่แสนยากร่วมกันณ หอพักของไอ้เต้ หากมีคำถามก็จะได้ช่วยกันแก้โจทย์จากที่คิดว่าหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว แต่เห็นจะได้ผลลัพธ์ตรงกันข้ามเสียแล้ว
ั้แ่สองสาวก้าวเข้ามาภายในห้องนี้ เต้กับหมิวก็ทะเลาะกันไม่หยุด จนดรีมประสาทเสียเอาตัวเองไปนั่งคั่นกลางระหว่างสองคนเอาไว้แต่กระนั้นต่างฝ่ายก็ยังส่งคำพูดจิกกัดให้อีกฝ่ายเจ็บแสบเป็ระยะยังดีว่าแนนคอยห้ามปรามจนหมิวยอมแต่โดยดีการอ่านหนังสือจึงสามารถดำเนินต่อไปได้
การติวหนังสือกลับเข้าสู่ความสงบั้แ่่เที่ยงเป็ต้นมา
หนุ่มสาวทั้งสี่นั่งล้อมรอบโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยสี่ด้านซึ่งตั้งอยู่กลางห้องบนโต๊ะมีขนมหวานขวดน้ำอัดลมวางระเกะระกะ ต่างฝึกทำข้อสอบเก่าจากปีก่อนๆท่ามกลางความเงียบสงัด
ดรีม หมิวและแนนอยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมกางเกงขาสั้นส่วนเ้าของห้องผิวแทนอยู่ในชุดเสื้อกีฬาแขนกุดและกางเกงบอลหนุ่มสาวอ่านหนังสือไปก็ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถลงไปนอนกลิ้งเกลือกกับพื้นบ้างบิดี้เีนอนเอกเขนกบนเตียงบ้างตามประสา
หมิวและแนนเป็หญิงสาวหน้าตาสะสวยผมยาวถึงไหปลาร้าทั้งคู่ พวกเธอไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนหวานเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ตามอุดมคติหญิงไทยโบราณแต่มีกลิ่นอายความห้าวก๋ากั่นซุกซ่อนอยู่ต่างเคยชินสนิทสนมกับเพื่อนผู้ชายเป็อย่างดีชนิดที่ว่าเล่นหัวกันได้จึงเข้ากันกับเต้และดรีมได้โดยไวั้แ่สมัยสอบติดใหม่ๆ ทุกครั้งที่มีงานกลุ่มทั้งสี่ก็มักจะจับกลุ่มรวมกันตลอดเรียกว่านอกจากดรีมแล้วคนที่เต้สนิทมากรองลงมา ก็คือสองสาวหมิวแนนนี่เอง
หมิวคือสาวหมวยตาชั้นเดียวสุดเฉี่ยวผู้มีความมั่นใจในตัวเองสูงเป็คนฉลาดรู้ว่าตนเอง้าอะไร รักความยุติธรรมและทนไม่ได้กับความไม่ถูกต้องใดๆก็ตาม อารมณ์ร้อนง่ายแต่หายไว พูดตรงไปตรงมาจนบางทีเรียกว่าขวานผ่าซากด้วยซ้ำแต่กระนั้นก็เป็คนที่รักเพื่อนมากและมีน้ำใจคอยรับฟังยามเพื่อนมีปัญหาเสมอ
ในขณะที่แนนมีความนิ่งใจเย็นกว่าสาวเหนือตาโตน่ารักผู้นี้มีนิสัยง่ายๆ อะไรก็ได้ขนานแท้มีบุคลิกเป็ผู้ตามโดยกำเนิด เป็สาวผิวขาวผู้เชื่องช้าเนิบนาบพูดจาด้วยเสียงเบาละมุนมักคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนพูดอะไรออกไป
เพื่อนทั้งหลายต่างประหลาดใจกับการจับคู่ดูโอ้ของสองสาวคู่นี้ยิ่งนักแนนมาสนิทสนมกับหมิวที่แสนจะใจร้อนแตกต่างกันสุดขั้วนี้ได้อย่างไรอาจจะเปรียบเสมือนพลังหยินหยางที่ขับเคลื่อนเติมเต็มซึ่งกันและกันก็เป็ได้
และที่สำคัญทั้งสองสาวใกล้ชิดสนิทกันอีท่าไหนไม่รู้ จู่ๆก็มาเปิดตัวว่าเพิ่งเริ่มต้นคบหาเป็แฟนกันเมื่อไม่นานมานี้เรียกว่าเป็คู่รักหญิงหญิงที่หนุ่มทั้งคณะฯ จับตามองอย่างน่าเสียดายเนื่องด้วยรูปร่างหน้าตาสะสวยน่ารักทั้งคู่ ทำเอาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ทำได้เพียงมองตามตาละห้อยเท่านั้นด้วยหมดสิทธิ์ไม่อาจเป็เ้าของหัวใจของสองสาวนี้ได้
“วันๆ เอาแต่ทำโจทย์ เบื่อว้อยอยากไปเดตแล้ว!”
หมิวทิ้งตัวนอนกับพื้น กลิ้งไปมาราวกับเด็กน้อยเอาแต่ใจ
“อีกไม่กี่วันก็ได้ไปเที่ยวกันแล้วล่ะ อดใจรออีกหน่อยสิหมิว” แนนพูดด้วยโทนเสียงเนิบนาบตามสไตล์สาวดอยความใจเย็นนี้ทำเอาแฟนสาวโอนอ่อนตามไปด้วย
“จ้า... เขาจะรอน้า”
“แนนเองก็รอคอยเหมือนกันจ้า”
แนนกอดแขนแฟนสาวผู้เอาแต่ใจ อารมณ์ร้อนของหมิวถูกดับมอดโดยทันทีทันใดด้วยคำพูดที่ร่มเย็นเปรียบดั่งสายน้ำชุ่มฉ่ำนั้น
“ไปสวีทกันที่อื่นป่ะ กูรำคาญลูกตา” ไอ้เต้แซะ หนุ่มโสดอย่างเขาเห็นคู่รักจู่จี๋กันต่อหน้าแล้วมันะเืใจ
“ไม่มีแบบพวกกูละซี่มึงอ่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า” หมิวหัวเราะสะใจ
“เออสิวะ กูโสดสนิทนี่หว่า”
“อ้าว มึงก็มีดรีมอยู่ทั้งคน ทำมาเป็เหงา” หมิวกล่าว
“เพื่อนกันโว้ย” เต้แก้ตัว
“เพื่อนกันค้างคืนกันบ่อยนักนะมึง ให้ตายกูก็ไม่เชื่อ!” สาวห้าวอย่างหมิวตอกกลับ
“เดี๋ยวมึงก็รู้... ว่าแต่พี่เจจะแวะมากี่โมงวะ ไอ้ฝันเฟื่อง?” หนุ่มนักกีฬาหันไปถามเพื่อนตัวน้อยที่ยังคงอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ
“เห็นว่าวันนี้เลิกงานเร็ว อาจจะแวะมาซักหกโมงเย็นแน่ะ”เด็กหนุ่มร่างบางตอบพลางอ่านแชทไลน์คนรัก “แต่มึงโอเคใช่มั้ยที่พี่เขาจะแวะมา”
“ไม่มีปัญหา มาถึงแล้วบอกละกันเดี๋ยวกูลงไปรับ”
“โอเช”
สาวๆ ควงแขนกันพลางนึกสงสัยว่าผู้มาเยือนที่ชื่อ “พี่เจ” คนนั้นเป็ใครกันหนอ?
เด็กมหาลัยทั้งสี่กลับมาติวหนังสืออย่างขะมักเขม้นอีกครั้ง จนกระทั่งไอ้เต้บ่นหิวข้าวจึงชักชวนกันไปกินอาหารตามสั่งใต้หอ
ไม่นานนักสมาร์ตโฟนก็ดังขึ้น ดรีมรับสายนั้นตื่นเต้นดีใจเป็ล้นพ้น
“จอดรถด้านหน้าแล้วเข้ามาได้เลยฮะ พวกผมกำลังกินมื้อเย็นใต้หอพอดี”เสียงหวานบอกคนในมือถือ
เพียงอึดใจเดียวชายหนุ่มลูกครึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตทำงานสีฟ้าอ่อนกางเกงสีน้ำตาลมะฮอกกานีก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจร่างสูงสมาร์ตไม่ได้มาตัวเปล่า วันนี้เขามาพร้อมถุงขนมเบเกอรี่แบรนด์ดังในมือ
“พี่เจ! มาแล้วเหรอฮะ”ดรีมโผเข้ากอดแฟนหนุ่มทันที
“มาแล้วครับคนดี วันนี้พี่เลิกงานเร็วซื้อเค้กสตรอเบอร์รี่มาฝากทุกคนด้วย”
“ขอบคุณมากฮะ เดี๋ยวผมเอาจานมาแบ่งก่อนนะ”
เด็กหนุ่มอาสาหยิบจานกระเบื้องและช้อนส้อมจากร้านอาหารด้วยตนเอง
เต้เป็คนแรกที่ไหว้สวัสดีพี่เจตามด้วยสองสาวนักศึกษาที่ทำความเคารพผู้มาเยือนแปลกหน้าจากที่นั่งอ้าซ่าไม่ระมัดระวังกันอยู่กลับนั่งหลังตรงเรียบร้อยโดยพลัน พวกเธอมองผู้มาเยือนทำตาปริบๆด้วยไม่แน่ใจว่าชายหนุ่มสุดหล่อวัยสามสิบผู้นี้ รู้จักกันกับดรีมและเต้ได้อย่างไร
ไอ้เต้ลากเก้าอี้พลาสติกอีกตัวมาตั้งข้างที่นั่งของดรีมเชื้อเชิญให้พี่เจนั่งตามสบาย
“แนะนำให้รู้จักนะฮะ นี่แนนกับหมิวเพื่อนพวกผมเองวันนี้มาติวด้วยกันฮะ” ดรีมแนะนำตัวเพื่อนสาวทั้งสอง
“สวัสดีค่ะ” สาวๆ กล่าวทักทายอีกครั้ง
“ส่วนนี่พี่เจแฟนกู” ดรีมบอก
“ห๊า!!!”
สองสาวประสานเสียงใสุดขีด
“อ้าว! แล้วไอ้เต้ละ!!!”
“กูบอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ใช่ พี่เขาต่างหากแฟนหนุ่มตัวจริงของไอ้ฝันเฟื่องมัน”หนุ่มนักกีฬากล่าวขึ้นท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริดของสองสาว
“เนี่ยฮะพี่เจ คนที่มหาลัยจิ้นผมกับไอ้เต้กันหมดเลย” ดรีมบ่นอุบรับถุงขนมจากมือคุณแฟนสุดที่รัก
“ฮะฮะฮะ อย่าว่าแต่เพื่อนเราเลยถ้าพี่ไม่รู้จักก็คงคิดว่าสองคนคบกันนั่นแหละ”
“อ้อ แล้วแนนกับหมิวก็คบกันนะฮะ อยู่หอด้วยกันด้วย”ร่างบางบอกแฟนหนุ่มลูกครึ่ง
“กูว่าวันๆ พวกมึงไม่ชวนกันติวหนังสือหรอก ชวนทำอย่างอื่นกันซะมากกว่าละม้าง”ไอ้เต้แซวสองสาวที่พักอาศัยอยู่ห้องเดียวกัน
“โสดสนิทอย่างมึงอิจฉาละซี่ อยู่หอเหงาๆ คนเดียว” หมิวยิ้มเยาะ
“เออว่ะ รอบโต๊ะมีแต่คนรักกัน คนโสดอย่างกูแม่งโดดเดี่ยวเหี่ยวเฉาฉิบหาย!”
เสียงหัวเราะร่วนดังขึ้นรอบวง
หนุ่มลูกครึ่งส่งขนมเค้กให้ร่างบางตักแบ่งใส่จานให้เพื่อนๆดรีมจัดแจงแบ่งขนมหวานสำหรับทั้งห้าจานในปริมาณเท่ากัน ขนมเค้กน่าอร่อยถูกส่งให้ทุกคนพร้อมกับกระดาษทิชชูเช็ดปากอีกด้วยั์ตาสีควันบุหรี่จับจ้องอากัปกิริยาเด็กหนุ่มที่รักด้วยความเอ็นดูรักใคร่
ดรีมสังเกตเห็นว่าถูกจับตามอง จึงเอ่ยปากถาม
“...หน้าผมมีอะไรติดเหรอฮะ?”
“เปล่าครับ ดรีมเป็แม่ศรีเรือนดูแลเพื่อนๆ แล้วน่ารักดี”หนุ่มลูกครึ่งกล่าวอย่างหลงใหลเคลิบเคลิ้ม
“ก็...ไม่ขนาดนั้นหรอกฮะ...” คนน่ารักเขินอายอีกแล้ว
“วันนี้ไม่ได้คุยกันเลย คิดถึงนะครับ”
“ผมก็คิดถึงพี่เจเหมือนกันฮะ” ร่างบางตอบเสียงแ่ แก้มใสแดงระเรื่อเลี่ยงสายตามองไปทางด้านอื่น
...โอ๊ย พี่เจจะพูดอะไรหวานๆ แบบนี้ต่อหน้าคนอื่นอีกนานมั้ยคร้าบบบแค่นี้ผมก็อายเพื่อนจะแย่อยู่แล้ว!!... ดรีมะโในใจ
สองสาวที่เพิ่งเคยได้พบเจอร่างสูงเป็ครั้งแรกเพียงมองปฏิกิริยาของทั้งดรีมและพี่เจต่างก็ฟิน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันไม่หยุด
“ดรีมอยู่กับแฟนแล้วน่าร๊ากกก! ไม่เคยเห็นมึงอายม้วนต้วนแบบนี้เลย!”หมิวกล่าวเสียงฟินเว่อร์
“แล้วปกติน้องดรีมอยู่มหาลัยเป็ยังไงเหรอครับ? อยากรู้จัง” พี่เจถาม
“ดรีมเหรอคะ ก็เป็คนขยันตั้งใจเรียนมากแต่ก็เป็จอมโวยวายประจำคณะฯ ค่ะฮ่าฮ่าฮ่า ...นี่พวกหนูก็เพิ่งรู้นะคะว่าดรีมมีแฟนแล้ว!”
“เรากับพี่เจเพิ่งตกลงคบกันเมื่อวานเอง ก็มีแต่ไอ้เต้ที่รู้นั่นแหละนอกนั้นไม่ได้บอกใครเลย”ดรีมพูด
“แล้วพี่เจ ชอบอะไรในตัวเพื่อนหนูเหรอคะ?” สาวหมิวถามอย่างกระตือรือร้น
ใบหน้าคมสันปรายตายังคนจิ้มลิ้มที่นั่งอยู่เคียงข้างเขาดรีมเองก็คล้ายจะตื่นเต้น รอคอยอยากฟังคำตอบอยู่เหมือนกัน
“ชอบที่ดรีมเป็ดรีมครับ ร่าเริง จริงใจ เซ็นซิทีฟ แล้วก็แคร์ความรู้สึกคนรอบข้างอยู่เสมอ”หนุ่มนักธุรกิจยิ้ม “แถมยังทำอะไรทำจริง ทำงานบ้านเก่ง ทำอาหารก็อร่อยครับ”
คำชื่นชมแสนสัตย์ซื่อนั้นมาพร้อมกับสายตาอ่อนโยนที่คลั่งรักแฟนหนุ่มตัวน้อยไม่ไหวหวานหยดย้อยทำเอาใบหน้าเรียวเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำจนถึงใบหูลามไปทั่วทั้งร่าง
“หู้ยยยยยยยย” สองสาวแซวเกรียวกราว
“ผมไปเอาน้ำก่อนนะฮะ!”
ร่างบางเฉไฉลุกออกจากโต๊ะเพื่อเลี่ยงหนีความเขินอายภาพนั้นยิ่งทำให้พี่เจฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ขออนุญาตถามเพิ่มได้มั้ยคะ...แล้วพี่กับเ้าดรีมเจอกันได้ยังไงเล่าให้พวกหนูฟังหน่อยสิ!”หมิวยังคงสัมภาษณ์แฟนเพื่อนอย่างต่อเนื่อง เื่รักๆ ใคร่ๆของเพื่อนมีหรือที่เธอจะพลาด
“เื่นั้น... ต้องขอบคุณคิวปิดของเราครับ ไม่งั้นพี่คงไม่ได้รู้จักน้องดรีมแล้วแน่ๆ”พี่เจกล่าว
“คิวปิด?? ใครเหรอคะ?” สาวน้อยถาม
พี่เจชี้ไปยังเด็กหนุ่มนิสัยห่ามผู้เคี้ยวขนมเค้กตุ้ยๆไม่ได้สนใจบทสนทนาใดๆ บนโต๊ะอาหารเลย
หมิวกับแนนอ้าปากขากรรไกรแทบค้าง
“ห๊า! ไอ้เต้เป็คนแนะนำให้รู้จักกันเหรอคะ!”
“กูโหลดแอ๊พหาคู่ให้เฉยๆ ที่เหลือพี่เขากับไอ้ฝันเฟื่องไปคุยกันต่อเอง”เต้ยัดเค้กเข้าปากคำใหญ่
“แต่ก็ถือเป็พ่อสื่อให้พี่นะ ต้องขอบคุณเต้ด้วย”
“ผมสิครับต้องขอบคุณพี่เจ ั้แ่พี่เข้ามาในชีวิตเพื่อนผมมันก็ยิ้มง่าย มีความสุขขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเลยครับ ผมดีใจนะ...รู้สึกได้ว่ามันเจอพื้นที่ปลอดภัยของมันแล้วจริงๆ”
เด็กหนุ่มผิวแทนในชุดนักบาสเกตบอลเอื้อนเอ่ยความรู้สึกออกมาอย่างเปิดเผยจนเพื่อนสาวต่างก็แปลกใจเพราะไม่เคยเจอเต้ในเวอร์ชันที่พูดอะไรชวนซาบซึ้งเช่นนี้มาก่อน
แก้วน้ำเย็นเฉียบถูกวางลงบนหัวสกินเฮด ทำเอาเ้าตัวสะดุ้งเฮือก
“โอ๊ย เย็น!” เต้คำราม
“พูดอะไรเป็ผู้เป็คนกับเขาก็เป็นี่นา” เสียงหวานกล่าวจากด้านหลัง
“เออ กูก็พูดไปงั้นแหละ ไม่นึกว่ามึงจะแอบฟังอยู่”
“ไม่ได้แอบฟังเฟร้ย!เอ้านี่น้ำของมึง” ร่างบางยื่นแก้วที่มีน้ำเย็นเต็มแก้วให้เพื่อนซี้
“น้ำเปล่าฮะ พี่เจ”
“ขอบคุณครับ”
เด็กหนุ่มส่งแก้วน้ำให้แฟนหนุ่ม เลื่อนมานั่งซบไหล่หนาด้วยท่าทีแสนจะน่ารัก
“วีคนี้สอบติดๆ กันหลายวัน อีกนานเลยกว่าจะได้เจอพี่เจอีก...”
“ไว้วิดีโอคอลหากันก็ได้ครับ ไม่ได้เจอแค่ได้เห็นหน้าก็ยังดี”มือหนากุมมือเรียวระหงแน่น
“คิดถึงโมชิด้วยฮะ พี่เจอย่าลืมแปรงขนให้มันด้วยนะ”
“ได้เลยครับ ไว้ดรีมไปค้างอีกสิจะได้แปรงขนโมชิด้วยตัวเองไง”หนุ่มลูกครึ่งชักชวน
“ไปแน่ฮะ ผมกลายเป็ทาสแมวเพราะพี่เจเลยเนี่ย ฮะฮะฮะ”
เต้ผู้รับฟังบทสนทนาชวนค้างคืนสุดมุ้งมิ้งนั้น ก็เผลอนึกถึงปัญหาหนักอกของเพื่อนตัวน้อยที่ปรึกษาเขาเมื่อคืนหน้าดำคร่ำเครียด
ใบหน้าเด็กหนุ่มนักบาสฯ พลันแปรเปลี่ยนเป็เหยเกคิ้วขมวด แต่ก็ไม่พูดอะไรทีท่านั้นไม่อาจรอดพ้นจากสายตาอันแหลมคมราวกับพญาเหยี่ยวสีควันบุหรี่ไปได้
ร่างสูงใหญ่นึกสนุก เขาพอจะเดาสาเหตุของท่าทางที่เปลี่ยนไปของหนุ่มนักกีฬาออกจึงลองพูดดักออกไป
“ขอบคุณเต้ด้วยนะครับ ดูเหมือนคราวนี้ดรีมจะปรึกษาหลายๆ เื่สินะแล้วได้คำตอบกันรึยังครับ?”เสียงทุ้มกล่าวพร้อมรอยยิ้มมีเลศนัย
แฟนหนุ่มตัวน้อยตัวแข็งทื่อ
พรวด!
“แค่กแค่กแค่ก!!!”
เด็กหนุ่มผิวแทนสำลักน้ำดื่มตัวโยน
“โอ๊ย สกปรกหมดแล้วไอ้เต้!”หมิวโวยวายเนื้อตัวเปียกปอนเพราะถูกพ่นน้ำใส่เมื่อครู่
“ท...โทษที แค่ก...แค่ก...”
“เอ้า ใจเย็นมึง หายใจลึกๆ” แนนช่วยลูบหลังเพื่อนอีกแรง
“แค่ก...แค่ก...”
“คราวนี้น้องดรีมปรึกษาเต้เื่อะไร พี่เองก็อยากรู้นะครับ”
พี่เจหันไปถามแฟนหนุ่มนักศึกษาเ้าของใบหน้าแดงซ่านอีกครั้งหนุ่มนักธุรกิจพอจะเดาทางได้แต่แรกอยู่แล้วว่าต้องหนีไม่พ้นเื่ขนาดของเขาเป็แน่แต่ขอแหย่เด็กหนุ่มทั้งสองเล่นหน่อยดีกว่า
ดรีมอึ้งไปนาน ไม่รู้จะตอบอะไรดี
“ม...ไม่มีอะไรหรอกฮะ!”
“เดี๋ยวนี้กล้ามีความลับกับพี่แล้วเหรอครับ”ใบหน้าคมสันยื่นเข้าใกล้ร่างบางยิ่งขึ้น
“ไม่ใช่ความลับอะไรซะหน่อย...”
“ปล่อยให้พี่ทำก็จบแล้ว ไม่เห็นต้องลำบากอ้อมโลกขนาดนี้เลย”ร่างสูงฉวยโอกาสหอมแก้มแดงแปร๊ดนั้นทันทีทันใดจนดรีมสะดุ้ง
“พี่เจ!!!”
“ล้อเล่นน่ะ ฮะฮะฮะ”
ท่าทางทีเล่นทีจริงของหนุ่มลูกครึ่ง เรียกปฏิกิริยากระวนกระวายสุดซื่อของแฟนหนุ่มตัวน้อยได้มากโข
“มึงก็ยอมๆ พี่เขาไปเหอะ นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว” หมิวบอกหลังจากรับฟังมานาน
“ความรักไม่มีเพศหรอกนะ อะไรมีความสุขก็ทำไปเหอะดรีม” แนนเสริม
“ช่ายๆ มันหมดยุคกระมิดกระเมี้ยนแล้วจ้า รักกันก็ต้องรักทั้งกายทั้งใจสิ”หมิวบอก
“ครั้งแรกอาจจะเจ็บนิดหน่อย แต่จากนั้นทุกอย่างก็ราบรื่นขึ้นนะ”
สองสาวเชียร์เพื่อนอย่างรู้งาน
กลับกลายเป็ดรีมเสียอีกที่เขินอายกับคำแนะนำใต้สะดือเ่าั้
“อะไรของพวกมึงเนี่ย จู่ๆ ก็มายัดเยียดความเป็เมียอะไรให้กูแบบนี้!” ดรีมประท้วงเสียงแข็ง
“เพื่อนเกย์ฉันเต็มคณะฯ ทุกคนเอ็นจอยชีวิตคู่กับแฟนมากนะ...ชีวิตมันสั้นอย่าคิดอะไรเยอะเลยมึง” คราวนี้เป็หมิวที่พูดให้ข้อคิดขึ้นมา
“พูดได้ดีมากครับ เชียร์พี่เยอะๆ นะไว้คราวหน้าพี่จะซื้อขนมมาฝากหมิวกับแนนอีก” พี่เจเอาของกำนัลเข้าล่อชักรู้สึกถูกชะตากับแก๊งเพื่อนสาวของน้องดรีมเสียแล้วสิ
“ด้วยความยินดีค่า! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
จากนั้นสองสาวก็คาดคั้นสัมภาษณ์ถึงการเจอกันครั้งแรกระหว่างดรีมกับพี่เจอย่างหมดเปลือกชนิดที่ว่าคนไร้เดียงสาอายม้วนต้วนจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้วเด็กหนุ่มไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะมีวันที่เขาต้องมาถูกเค้นถามประเด็นเื่ความรักดุเดือดเมามันเช่นนี้ด้วยสาวๆ ยามอยากรู้อยากเห็นนี่ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
อีกใจหนึ่งเด็กหนุ่มก็รู้สึกดีใจที่พี่เจสามารถเข้ากันกับกลุ่มเพื่อนของเขาได้ดีดรีมกังวลเล็กน้อยว่าด้วยอายุที่แตกต่างแฟนหนุ่มจะเข้ากันกับเพื่อนสาวทั้งสองได้หรือไม่แต่จากการเจอกันครั้งแรกกลับเข้ากันได้เป็ปี่เป็ขลุ่ย จนดรีมย้อนถามตนเองว่าหรือเราไม่ควรให้ทั้งสองฝ่ายมาเจอกันนะ? จับมือกันแซวเขาไม่หยุดไม่หย่อน
ไอ้เต้ผู้รับรู้เื่ราวชีวิตของเพื่อนซี้มาโดยตลอดก็เงียบปากไม่ได้เสริมหรือพูดอะไรเพิ่มเติมอีกเด็กหนุ่มผิวเข้มได้เรียนรู้ตัวตนของพี่เจเพิ่มเติมว่าเป็คนมีปฏิสัมพันธ์เข้ากันคนอื่นได้ง่ายให้ความเป็กันเองกับพวกเขาซึ่งเป็เด็กมหาลัยแม้นจะ่วัยต่างกันก็ตามนอกจากภาพลักษณ์ที่หล่อเหลาแล้วคำพูดคำจาก็มีเสน่ห์สร้างความประทับใจให้คนรอบข้างได้เสมอ
...บางทีอาจจะเหมาะกับไอ้ฝันเฟื่องที่แสดงความรู้สึกไม่ค่อยเก่งก็ได้แฮะ...เต้รำพึงรำพันกับตัวเอง
บางครั้งร่างบางเองก็อธิบายความรู้สึกของตัวเองไม่เก่งพอมีเื่ชายหนุ่มลูกครึ่งเข้ามาก็ทำให้โลกใบเล็กของดรีมแปรเปลี่ยนไป จากเป็คนนิสัยเก็บตัวเงียบก็เริ่มเปิดใจยอมรับอะไรใหม่ๆมากขึ้นพักหลังดรีมเรียนรู้ที่จะสื่อสารความรู้สึกในใจที่ปกติเอาแต่ปิดกั้นไว้ภายในให้คนอื่นรับรู้เต้เองก็พลอยยินดีไปกับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีของเพื่อนด้วยเช่นกัน
พี่เจผู้มีความเป็ผู้ใหญ่เข้าใจโลกมากพอ กับดรีมเด็กหนุ่มวัยมหาลัยผู้บริสุทธิ์ใสซื่อไม่ทันคนรอบข้างแม้นบุคลิกดูจะแตกต่างกันมากแต่เมื่อทั้งสองมาอยู่ด้วยกันก็ราวกับมีบั๊บเบิ้ลบางๆห่อหุ้มทั้งคู่เอาไว้ กลายเป็โลกส่วนตัวสีชมพูที่ดูเข้ากันได้อย่างลงตัว
เต้ยิ้มมุมปาก ััได้ถึงความสุขล้นปรี่เมื่อเห็นสองคนอยู่เคียงข้างกัน
สำหรับเขาที่ไม่เคยจะนึกสนใจเื่รักๆ ใคร่ๆ แต่อย่างใด พอเจอความสัมพันธ์แสนงดงามของคู่นี้ก็ทำให้กำแพงสูงที่ปิดกั้นหัวใจของเด็กหนุ่มนักกีฬาสั่นคลอน ค่อยๆทลายลงอย่างเชื่องช้า
...บางทีการมีความสัมพันธ์แบบคนรัก ก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ...