ณ ลานประลองที่สิบเจ็ด แดดยามสายสาดต้องผ่านม่านเมฆเบาบาง เหนือพื้นกระเบื้องศิลาบนลานประลองที่ถูกตีกรอบด้วยเสาหินอักขระสูงตระหง่าน ราวกับสังเวียนศักดิ์สิทธิ์แห่งชะตากรรมที่ถูกสวรรค์ลิขิตไว้
เสียงผู้คุมประลองเอ่ยออกอย่างหนักแน่น
“อวี้เหวิน ผู้บ่มเพาะอิสระ หวังไป๋ แห่งสำนักเขามรกต ประลอง ณ ลานที่สิบเจ็ด เริ่มได้!”
ผู้คนโดยรอบเบียดเสียดกันแน่นขนัด แม้จะเป็นเพียงลานที่สิบเจ็ด มิใช่สนามหลัก หากแต่ในหมู่ผู้ชมกลับบังเกิดคลื่นกระแสคาดหวังขึ้นมาทีละน้อย สายตาจำนวนไม่น้อยจับจ้องยังร่างหนึ่งซึ่งยืนอยู่เงียบงันกลางลาน
เด็กหนุ่มชุดดำเร้นเงา ใบหน้าสงบ นัยน์ตาเรียบเฉย แต่มองลึกลงไปแล้วกลับดุจเปลวเพลิงที่เผาไหม้ใต้พื้นพิภพ ร่างนั้นคือ "อวี้เหวิน" ผู้ถูกพูดถึงมากในช่วงเช้า ไม่ใช่เพราะฐานะหรือสำนัก หากแต่เพราะเขาคือผู้ที่ฝากผลงานอันน่าตกตะลึงเอาไว้ผ่านการทดสอบสองด่านที่ผ่านมา
อีกฟากหนึ่งของลาน หวังไป๋ในชุดเขียวเข้มของสำนักเขามรกต ยืดอกเชิดหน้า ใบหน้าคมคายฉายความมั่นใจ ชื่อของเขาแม้ไม่ถึงขั้น “ห้าจอมอัจฉริยะ” หากแต่ในแวดวงฝึกกายเมืองซูไห่ ก็ใช่ว่าจะไร้ชื่อเสียง
“ข้าได้ยินว่าเด็กนั่นเพิ่งอยู่ขั้นต้นของกำเนิดกาย?” “หวังไป๋ระดับกลางเชียวนะ! โอกาสพลิกชะตาคงน้อยนัก…”
เสียงซุบซิบลอยตามสายลม ทว่าอวี้เหวินหาได้แยแสไม่ เขาเพียงก้าวเท้าช้าๆ เข้าไปกลางลาน ยืนรับสายลมที่กรรโชกเบา เสื้อผ้าโบกสะบัดคล้ายเปลวไฟในเตาใหญ่ เส้นผมยาวสะบัดตามแรงลม ราวกับยอดเขาที่มิหวั่นพายุ…
หวังไป๋ยิ้มหยันน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าดูมั่นใจนักนะ... แต่ความมั่นใจมิใช่สิ่งจะต้านหมัดข้าได้!”
สิ้นคำ มือหนาก็รั้งแน่นร่างกาย พลังกายที่ผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มงวดพลันไหลเวียนไปทั่ว แขนทั้งสองแข็งดุจศิลา ฝ่าเท้ากระแทกพื้นเสียงดัง ปัง! ร่างพุ่งออกดั่งเสือภูเขา พุ่งตรงมายังอวี้เหวินด้วยท่าหมัดหนักหน่วงดุจค้อนศิลา!
ทว่า..
อวี้เหวินเพียงเอนกายหลบหนึ่งก้าว… หมัดอันทรงพลังพลันพุ่งผ่านร่างเขาไปโดยไม่แตะต้องแม้ปลายชายเสื้อ!
หวังไป๋ขมวดคิ้วแน่น ร่างหมุนกลับทันที ซัดเท้าหลังเสริมด้วยแรงกายเข้าเป้าอย่างดุดัน ทว่าทุกจังหวะกลับถูกหลบได้หมดสิ้น หรือบางจังหวะ อวี้เหวินเพียงยกมือขึ้นรับพลางเอี้ยวไหล่เบาๆ แรงทั้งหมดกลับสลายหายราวถูกคลื่นน้ำกลืนไป
‘ทำไม… ข้ารู้สึกเหมือนต่อยใส่ภูเขา แต่กลับไม่ระคายเปลือกไม้ด้วยซ้ำ!?’ หวังไป๋เริ่มมีเหงื่อผุดขึ้นหน้าผาก
ในเวลานั้นเอง..
เสียง ตูม! ดังขึ้นเบาๆ เมื่อฝ่ามือของอวี้เหวินแตะเข้าที่ท่อนแขนของอีกฝ่ายครั้งแรก มองดูผิวเผินคล้ายเพียงผลักเบาๆ แต่หวังไป๋กลับรู้สึกคล้ายกระแสเพลิงระเบิดขึ้นกลางกล้ามเนื้อ!
เขาถอยกรูดไปสามก้าว ใบหน้าซีดเล็กน้อย แขนขวาเริ่มชาไร้ความรู้สึก
“นี่มัน…อะไรกัน… ข้าอยู่ขั้นกลางแท้ๆ!” เขาเหลือบตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง ร่างที่ไม่แม้จะยกมือป้องกัน เพียงยืนนิ่งใต้แสงตะวัน ทว่าสะท้อนความรุนแรงที่มิอาจหยั่งวัดได้
อวี้เหวินมิได้เอ่ยคำใดออกมา เขาเพียงถอนหายใจแผ่วเบา ทว่าในลมหายใจนั้นแฝงไว้ด้วยไอร้อนแผดเผา ความร้อนจาก "เตาอัสนีวิบัติ" ที่หลอมกายเขาจนเกินขอบเขตของกำเนิดกายขั้นต้นมาไกลนัก
ดวงตาอวี้เหวินหรี่ลงเล็กน้อย “เจ้า…หมดแล้วหรือยัง?”
คำถามแผ่วเบา หากแต่แทงลึกไปถึงใจกลางของหวังไป๋
คล้ายถูกดูแคลน ทว่าเขากลับไม่กล้าตอบโต้ มือขวายังชาเท่าชั่วขณะ หัวใจเริ่มหวาดหวั่น
ทว่าอวี้เหวินกลับมิได้รุกไล่ เพียงยื่นมือซ้ายออกไปเบื้องหน้า หมัดนั้นค่อยๆ ตวัดจากด้านล่างสู่เบื้องบน ราวกับเปลวไฟแหวกสายลม
“หมัดอัคนีสังหาร เงาแรก!”
ปัง!
หมัดเพียงหนึ่งครั้ง ดั่งเงาของอัคคีที่ทะยานเหนือแผ่นดิน ฟาดเข้าสู่กระแสลม กระแทกอากาศกระเพื่อมสะเทือน!
หวังไป๋ตาเบิกโพลง หมัดนั้นไม่แตะต้องร่างเขาโดยตรง ทว่าแรงอัดจากระลอกหมัดกลับปะทะใส่กลางอกจนเขากระเด็นออกไปราวหุ่นฟาง ลอยสูงขึ้นกลางอากาศ แล้วกระแทกพื้นเสียงดังลั่น!
“หวังไป๋พ่ายแล้ว!”
เสียงประกาศของผู้คุมการประลองดังก้องทั่วลาน
ทันใดนั้น ความเงียบก็ปกคลุมทั่วบริเวณ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงอื้ออึง…
“เป็นไปได้ยังไง…” “หมัดเดียว? หมัดเดียวเท่านั้นรึ!?” “อวี้เหวิน…ผู้นี้มันตัวอะไรกันแน่!”
อวี้เหวินไม่ได้หันกลับไปมองผู้คนที่วิพากษ์เบื้องหลัง เขาเพียงหมุนกาย ชุดดำโบกพลิ้ว และเดินกลับเข้าสู่ขอบลานประลอง ทิ้งไว้เพียงแววตาอันคมกริบ และกลิ่นไอร้อนระอุที่ยังล่องลอยอยู่ในอากาศ
จากการประลองที่ไม่มีใครสนใจ กลับกลายเป็นศูนย์รวมสายตาทั่วลาน
ในใจของผู้ชม ณ บัดนี้ บังเกิดคำถามขึ้นแทบพร้อมกัน..
“เด็กหนุ่มผู้นั้น…แท้จริงแล้วคือผู้ใดกันแน่?”
---
ณ ยามเที่ยงวัน แสงแดดทอประกายเหนือเวทีทั้งสิบแปด เสียงจอแจจากผู้ชมรอบสนามเริ่มจางลงทีละน้อย เมื่อผู้อาวุโสผู้หนึ่งในชุดคลุมสีฟ้าจางก้าวออกมาสู่ลานกลางอย่างสงบ
ชายผู้นั้นคือ เหอจิ้งหลาน ผู้อาวุโสลำดับที่เจ็ดแห่งตำหนักเมฆามังกร ผู้ควบคุมการทดสอบทั้งสามด่านในปีนี้ แววตาของเขาคมกริบดั่งคมดาบเย็น ดั่งจะมองลึกเข้าไปในวิญญาณของผู้ใดก็ตามที่ยืนอยู่ตรงหน้า
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นแต่เรียบเย็น เมื่อเปล่งออกมาท่ามกลางลานกว้าง กลับแฝงพลังสะกดอารมณ์ผู้คนทั่วทั้งลานให้สงบนิ่งในทันที
“ผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งสิบแปดคน ฟังให้ดี”
สุ้มเสียงของเขากังวานราวระฆังวัดโบราณ ก้องกังวานเหนือสนามประลองทุกสนาม ผู้คนโดยรอบต่างชะงักเสียงสนทนา หันไปจับจ้องด้วยความคาดหวัง
“ขณะนี้ พวกเจ้าผ่านการทดสอบทั้งสามด่าน และยืนหยัดในฐานะศิษย์ใหม่ของตำหนักเมฆามังกรเรียบร้อยแล้ว
แต่ ตำหนักแห่งนี้ ไม่เคยเพาะศิษย์เพื่อเดินเคียงกันอย่างเสมอภาค
ผู้แข็งแกร่ง ย่อมต้องนำหน้า
ผู้ล่าช้า ย่อมต้องรับบทบาทผู้ตาม”
เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ
“การประลองในรอบสุดท้ายนี้ เป็นการจัดลำดับอันดับศิษย์ใหม่ทั้งสิบแปดคน
…เพื่อให้ผู้คัดเลือกจากตำหนักฝ่ายใน ประเมินตำแหน่งที่จะส่งเจ้าฝึกฝนต่อไปในอนาคต
กฎของการประลองนี้ มีดังนี้..”
รอบสนามเงียบสงัด ทุกคนตั้งใจฟัง แม้แต่เหล่าอัจฉริยะทั้งห้าก็มิได้เบือนสายตาไปทางอื่น
“สนามประลองจะถูกแบ่งเป็น หกสนาม แต่ละสนามมีผู้เข้าประลอง สามคน
ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวในแต่ละสนาม จะได้เข้าสู่รอบถัดไป
ส่วนผู้พ่ายทั้งสิบสอง…จะเข้าสู่สายจัดอันดับลำดับ 7 ถึง 18 และต้องประลองกันเองจนครบถ้วน”
เขาเหลือบมองผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบแปดด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนกล่าวเสียงเข้ม
“เมื่อได้ผู้ชนะทั้งหกแล้ว…
จะจับสลากแบ่งออกเป็นสามคู่ ประลองเพื่อคัดเลือกสามผู้ชนะ และสามผู้แพ้
จากนั้น ทั้งสามผู้ชนะ จะประลองเวียนกันเองอีกครั้ง เพื่อจัดอันดับที่ 1 ถึง 3
ส่วนผู้แพ้ทั้งสาม ก็จะประลองเวียนกันเพื่อจัดอันดับที่ 4 ถึง 6
ส่วนที่เหลือ…จะนับคะแนนรวมทั้งสามด่านเพื่อเรียงอันดับอย่างชัดเจน”
สิ้นคำกล่าว เสียงฮือฮาก็เริ่มดังขึ้นเล็กน้อย ทั้งจากผู้ชมรอบสนามและเหล่าศิษย์ที่ผ่านเข้ารอบ
เขากวาดตามองไปทั่วบริเวณ ก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยสุ้มเสียงอันทรงอำนาจ
“พวกเจ้า…เข้าใจหรือไม่?”
เหล่าศิษย์ทั้งสิบแปดไม่รีรอ ต่างพยักหน้ารับโดยพร้อมเพรียง แววตาของแต่ละคนมีทั้งความฮึกเหิม มั่นใจ และเคร่งขรึมประปนกันไป
แม้แต่อวี้เหวินยังลืมอาการเหนื่อยล้าจากการประลองรอบก่อน กล้ามเนื้อใต้ร่มผ้าของเขาเบ่งตึงเล็กน้อยด้วยความคาดหวัง ภายในอกเต้นระรัวไม่ใช่เพราะความกลัว แต่คือเปลวไฟแห่งความท้าทายที่พลุ่งพล่าน
ข้างกายเขา คือคู่ต่อสู้หลายคนซึ่งเริ่มจับตามองเขาด้วยสายตาต่างออกไปจากเดิม หลังการต่อสู้กับหวังไป๋ในลานประลองที่สิบเจ็ด…ไม่มีใครคิดว่าเขาเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มหน้าตาเยือกเย็นอีกต่อไป
จากนั้น…ผู้อาวุโสเหอจิ้งหลานจึงกล่าวเสียงหนักแน่น
“ในเมื่อพวกเจ้าเข้าใจดีแล้ว
จงแสดงให้เห็นเถิด…
ว่าใครคือผู้อยู่เหนือผู้อื่น!”
เขายกมือขึ้นเบาๆ ราวกับจะปัดฝุ่นบนอาภรณ์ของตน ทว่าในวินาทีนั้น เสียงกลองศึกกลับดังขึ้นจากทั่วทิศ!
ตุ้ง! ตุ้ง! ตุ้ง!
เสียงกลองราวกับระเบิดภูผา สะเทือนถึงทรวงอกของผู้คนรอบลานประลอง
เวทีทั้งหกค่อยๆ เลื่อนขึ้นจากพื้นลานโดยรอบ มีชื่อของเวทีสลักไว้ด้วยอักขระเรืองแสง สนามประลองที่หนึ่ง ถึง สนามประลองที่หก
เหล่าศิษย์สิบแปดคนได้รับชื่อเวทีของตนจากผู้คุมสนาม ต่างก้าวออกอย่างมั่นคงไปยังสนามที่ตนต้องประลอง
อวี้เหวินหรี่ตาเล็กน้อย เมื่อเห็นรายชื่ออีกสองคนที่จะประลองร่วมกับเขาในเวทีที่สี่
ในนั้นมีชื่อหนึ่งที่เขาจำได้…ไม่ใช่เพราะเคยพบเจอ แต่เพราะได้ยินเสียงเล่าลือมาในลานฝึกฝน
เด็กหนุ่มที่ผู้คนกล่าวว่า “มีพลังร่างกายมหาศาลแต่ไร้สมอง” กับอีกคนที่ “บ่มเพาะด้วยวิธีลับจากหมู่บ้านตะวันฉาย”
แววตาของอวี้เหวินมิได้แสดงอาการตื่นเต้นใด ๆ หากแต่สายตากลับนิ่งลึก ราวบ่อน้ำใต้ผาหิน
“รอบนี้…คงได้ลองขยับกายอีกสักครา”
เขาพึมพำเบา ๆ กับตนเอง
และแล้ว… เสียงฆ้องเริ่มต้นการประลองรอบจัดอันดับก็ดังขึ้น!
เสียงดังก้องสนั่นสะท้านไปทั่วตำหนักเมฆามังกร
เวทีทั้งหก สะท้านพร้อมกัน!
การประลองจัดอันดับที่ทุกผู้คนเฝ้ารอ…ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว!
ใต้ฟ้าสีคราม อาทิตย์ยามสายส่องประกายเหนือยอดไม้ ดอกไม้ใบหญ้าระยิบระยับดุจหยกน้ำแข็งกลางแสงตะวัน ลานประลองกว้างใหญ่ทั้งหกแห่งตั้งเรียงรายเป็นรูปโค้งครึ่งวง พระจันทร์ สร้างภาพอันโอฬารราวสวรรค์เปิดม่านสู่การต่อสู้ของอัจฉริยะ
บรรยากาศเคร่งเครียด แต่กลับเปี่ยมด้วยแรงสั่นสะเทือนแห่งความคาดหวัง ผู้คนบนอัฒจันทร์นับหมื่นล้วนเบียดเสียดกันแน่นขนัด ทุกดวงตาต่างจับจ้องไปยังเวทีทั้งหกด้วยใจเต้นระรัว
เสียงฆ้องประกาศเริ่มพิธีการดังก้องเหนือท้องฟ้า
“ผู้เข้าสู่รอบจัดอันดับทั้งสิบแปดคน จงขึ้นประจำสนามประลองของตน!”
เสียงประกาศนั้นเปรียบดั่งสายฟ้าฟาดกลางเวหา แต่ละผู้เข้าสอบล้วนขยับกายเหินขึ้นสู่ลานประลองของตน ภายใต้สายตาหวาดลุ้นของผู้ชมทั้งหลาย
---
สนามที่หนึ่ง หลี่หมิง แห่งสำนักบูรพาวายุ
เครื่องแต่งกายฟ้าเงินปลิวสะบัดตามแรงลม กระบี่วายุครามบนหลังของเขาเปล่งประกายเย็นเยียบราวน้ำแข็งในราตรี ดวงตาคมกล้าดังสายฟ้า แลดูเมินเฉยต่อโลกีย์แต่แฝงไว้ด้วยรังสีอันอหังการ์
เขายืนเงียบ ไม่กล่าวสิ่งใด แต่ผู้คนรอบลานกลับขนลุกเกรียว เพียงยืนอยู่ที่นั่น…ก็ราวกับพายุใหญ่กำลังเคลื่อนคล้อยมาอย่างช้า ๆ
คู่ต่อสู้ของเขาคือ ศิษย์จากตระกูลหลัวที่ใช้หอกยาว และเด็กหนุ่มจากดินแดนเวิ้งเมฆาผู้เชี่ยวชาญพลังเท้า
“หลี่หมิงผู้นี้ ข้าเคยเห็นกระบี่ของเขา! เพียงวูบเดียวก็ตัดต้นไม้ใหญ่มิให้มีเสียงเลยทีเดียว!”
---
สนามที่สอง เซี่ยชิงหลัว แห่งหิมะนิรันดร์
นางก้าวเดินบนพื้นเวทีด้วยความเงียบงามราวหิมะแรก ผ้าขาวบางเบาเหมือนม่านหมอกล้อมกาย กลิ่นอายเย็นเฉียบแผ่ซ่านออกไปราวกับลดอุณหภูมิของสนามทั้งสนามลงหลายส่วน
ดวงตาคู่งามเยือกเย็น สะท้อนความสงัดอย่างยากหยั่งถึง
คู่ประลองของนางคือ ศิษย์จากสำนักอัคคีล่องลม และหญิงสาวจากเผ่าทะเลทรายผู้มีวิชาดวงตาพิษ
“เจ้านั่นน่ะหรือจะเอาชนะนางได้? วิชาหิมะนิรันดร์ขั้นที่สาม…แม้แต่ผู้อาวุโสยังไม่กล้ารับมือ!”
---
สนามที่สาม หลัวเทียนอี้ แห่งพันดาราไร้รูป
ชุดดำเรียบไม่มีลวดลาย เงาร่างของเขาราวกับกลืนหายไปกับแสงแดดยามสาย ใบหน้าเรียบสงบไร้อารมณ์ แม้ยืนอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายกลับดูเสมือนไม่มีตัวตน
สองคู่ต่อสู้ของเขาต่างเป็นศิษย์ของสำนักเล็กทางทิศใต้ แต่แววตายังคงเคร่งขรึม มิกล้าประมาท
“ข้าได้ยินว่าหลัวเทียนอี้บ่มเพาะวิชาลี้ลับ หากถูกเขาแตะเพียงหนึ่งครั้งก็ยากจะหาทางตอบโต้ได้อีก!”
---
สนามที่สี่ อวี้เหวิน
ท่ามกลางเสียงผู้ชมที่เริ่มกล่าวถึงชื่อของเขา เด็กหนุ่มชุดสีดำดวงตาดั่งเปลวเพลิงสงบเหยียบย่างขึ้นลานประลองด้วยความมั่นคง ปราศจากวาจาอวดโอ้ ทว่ากลับมีประกายบางอย่างในแววตา ที่แม้ผู้มากฝีมือยังอดมองไม่ได้
“เด็กหนุ่มนั่น...คือคนที่เอาชนะหวังไป๋แห่งเขามรกตด้วยหมัดเดียวมิใช่หรือ?”
สองผู้ท้าทายยืนรออยู่แล้ว
คนแรก เด็กหนุ่มผู้มีรูปร่างใหญ่โตมโหฬาร มัดกล้ามเปล่งปลั่งราวศิลาชั้นยอด เสียงคำรามยามหายใจดังก้องไปถึงเบื้องล่างของลานประลอง “ข้าคือเจียนอู่! ผู้แข็งแกร่งที่สุดของหมู่บ้านเขากระดูกเหล็ก!”
อีกคน เด็กหนุ่มรูปร่างเรียวบาง ดวงตาสงบนิ่งดูไม่สะดุดตาใด ๆ แต่ผู้ชมคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเบา ๆ “นั่นมัน…ผู้ฝึกจากหมู่บ้านตะวันฉาย! ว่ากันว่าพวกเขาใช้เคล็ดลับลึกลับในการฝึกฝน ทั้งยังสามารถใช้สมาธิควบแน่นพลังปราณได้โดยไม่เคลื่อนไหว!”
---
สนามที่ห้า จูซงเทียน แห่งหมื่นวิญญาณ
เสื้อคลุมม่วงดำปกคลุมกาย ผิวพรรณซีดเซียว ลูกปัดกระดูกที่เอวส่งเสียงกระทบกันแผ่วเบา บรรยากาศรอบกายเขาเย็นเฉียบพร้อมกลิ่นอายของบางสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์
ผู้ชมล้วนเบือนหน้าเล็กน้อย ราวกับรู้สึกถึงวิญญาณล่องลอยที่มองไม่เห็น
คู่ต่อสู้ของเขาคือศิษย์จากสำนักสัตตะศิลาผู้มีเกราะเหล็กคุ้มกาย กับเด็กสาวผู้ใช้พิณเป็นอาวุธ
“เขาเคยสั่งเสือวิญญาณให้ขย้ำศิษย์จากสำนักเสวี่ยหลิงจนเละไม่เหลือโฉมหน้า…”
---
สนามที่หก ไป๋หยุนเซิง แห่งดาราม่วงส่องฟ้า
ชุดม่วงเข้มของเขาโดดเด่นกลางแสงแดด ดวงตาคมดุจเหยี่ยวกวาดมองผู้คนด้วยท่าทีเย็นชา ฝ่ามือขวาสวมถุงมือคริสตัลที่สะท้อนแสงวูบวาบ
ผู้ชมรอบข้างล้วนมีสีหน้าหวาดหวั่น ไม่มีผู้ใดลืมเรื่องเล่าว่าเขาโค่นยอดฝีมือระดับหลอมรวมกายเพียงหมัดเดียว
“‘หมัดฟ้าคราม’ ไป๋หยุนเซิง…วันนี้คงได้เห็นฝีมือของเขากับตาจริง ๆ แล้ว!”
---
บรรยากาศของทั้งหกสนามตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงผู้ชมกลืนหายไปในความนิ่งเงียบชั่วขณะ
และแล้ว...
“เริ่มการประลอง!”
เสียงประกาศของผู้คุมสนามดังก้องพร้อมกันดั่งฟ้าร้องหกทิศ!
ในสนามประลองที่หนึ่ง เสียงลมคำรามก้องเหนือศีรษะราวกับท้องนภาเองก็สะท้อนถึงพลังของผู้ยืนอยู่กลางเวทีนั้นหลี่หมิง แห่งบูรพาวายุ
สนามประลองที่หนึ่ง — หลี่หมิง
เพียงยืนสงบนิ่ง เสื้อคลุมสีฟ้าเงินสะบัดตามแรงลมที่เกิดจากไอพลังของร่างกายหลอมรวมออกมาเบาบาง ทว่ากลับให้ความรู้สึกดั่งพายุคลั่งรอการปะทุ
กระบี่วายุครามยังมิได้ชักออก เพียงแขวนอยู่บนหลัง แต่เพียงสายตาหลี่หมิงจับจ้อง ร่างของศิษย์ตระกูลหลัวกลับเย็นเยียบราวยืนอยู่ท่ามกลางลมหิมะบนยอดเขาสูง
ฝ่ายตรงข้ามพุ่งเข้าใส่ หมัดทลายเขาแฝงพลังกล้ามเนื้อระดับสูง ตัดอากาศจนเกิดเสียงหวีด แต่ร่างของหลี่หมิงกลับเลื่อนหลบพลิ้วไหวดั่งลมไหลผ่าน
แค่เพียงสลับเท้า..
ผัวะ!
ฝ่ามือหนึ่งฟาดเฉียงเข้าด้านข้างลำตัวอีกฝ่าย เสียงกระแทกดังสนั่น ศิษย์ตระกูลหลัวกระเด็นลอยร่าง พุ่งตกเวทีราวกับผ้าขาวสะบัดปลิว
หลี่หมิงยืนอยู่เฉย ๆ มิแม้จะขยับแขนอีกข้างหนึ่ง
อีกฝั่งหนึ่ง เด็กหนุ่มจากดินแดนเวิ้งเมฆาลอบสูดลมหายใจลึก ขาทั้งสองตั้งมั่นต่ำ ชีพจรพลังเคลื่อนไปยังฝ่าเท้าอย่างรวดเร็ว ร่างทั้งร่างแปรเปลี่ยนเป็นเงาวูบไหวดุจลมตะวันออก
ทันใดนั้น..
“เคร้ง!”
กระบี่วายุครามหลุดจากฝักด้วยเสียงแผ่วเบา หากแต่ดวงตาผู้ชมกลับเบิกกว้างในเสี้ยววินาที ร่างของศิษย์ตระกูลหลัวสะท้านวูบ เสื้อคลุมตรงหน้าอกฉีกขาดเป็นแนว
ยังไม่ทันที่เสียงกระบี่จะสงบ เด็กหนุ่มจากเวิ้งเมฆาพลันกระโจนเข้า ทว่าสายฟ้ากลางพายุย่อมมิอาจถูกจับต้องในชั่วพริบตาเดียว หลี่หมิงหายวับไป
เสียงสายลมปะทะกายดัง ปัง! เด็กหนุ่มจากเวิ้งเมฆาถูกเหวี่ยงออกไปนอกเวทีอย่างไร้การต้าน
“จบแล้วหรือ…” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากผู้ชม พร้อมกับลมหายใจที่แขวนอยู่ในอกของหลายคนคลี่คลายลงในที่สุด
---
สนามประลองที่สอง — เซี่ยชิงหลัว
เมื่อเซี่ยชิงหลัวเหยียบลงบนเวที ผืนดินพลันส่งเสียง กรอบแกรบ ราวมีอะไรบางอย่างแข็งตัวใต้ฝ่าเท้า
หาใช่ปราณน้ำแข็งไม่…แต่มาจากพลังร่างกายอันเยือกเย็นที่ฝึกมาจนหลอมรวมเข้ากระดูกและกล้ามเนื้อ ขับออกเป็นไอสีขาวบางจาง
ศิษย์หญิงจากเผ่าทะเลทรายตวัดเท้าขึ้น บุกเข้าด้วยหมัดทะลวงไส้ แฝงแรงบิดของสะโพกและหัวไหล่เต็มเปี่ยม
แต่เซี่ยชิงหลัวเพียงเอี้ยวตัวเบา ๆ แล้วใช้ปลายเท้าแตะพื้น ลมเย็นแผ่พุ่งขึ้นราวสายหมอก ร่างของคู่ต่อสู้ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนหมัดของนางจะสวนกลับเข้าใต้ซี่โครง
เสียง ตุ้บ! ดังเบา หากแต่ร่างฝ่ายตรงข้ามทรุดฮวบ ลมหายใจขาดห้วง
อีกคนเห็นดังนั้นก็ชักเท้าถอยไปครึ่งก้าว ใจเริ่มหวั่น สายตาเซี่ยชิงหลัวหันไปสบ พร้อมเอ่ยแผ่วเบา
“เจ้ามิมีจิตจะสู้…จะประลองไปเพื่ออันใด”
อีกฝ่ายนิ่งงันครู่หนึ่ง ก่อนจะค้อมศีรษะต่ำ
“ข้ายอมแพ้”
---
สนามประลองที่สาม — หลัวเทียนอี้
หลัวเทียนอี้ยืนสงบนิ่ง ไร้พลังปราณแผ่ออกสักนิด ราวกับเป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดาผู้หนึ่ง
หากแต่เมื่อฝ่ายตรงข้ามโจนเข้าใส่พร้อมกันสองคน ร่างของเขากลับเบี่ยงตัวเพียงนิดเดียว ฝ่ามือขวาฟาดตัดอากาศ เพี๊ยะ! เข้าใบหน้าหนึ่งในนั้น
อีกคนยังไม่ทันเปลี่ยนท่า หลัวเทียนอี้หายวับไปทางด้านหลัง ก่อนปล่อยหมัดสั้นกระแทกเข้าเบ้าหลังเข่า ศิษย์จากสำนักขุนเขาทรุดฮวบลงอย่างหมดท่า
เสียงคนดูอื้ออึงขึ้น แม้ไม่มีไอปราณแผ่สะท้าน แต่ทุกการเคลื่อนไหวของเขากลับ “ซ่อน” พลังไว้ในความเรียบง่าย
“เจ้าคิดว่า…หากมองไม่เห็นข้า จะตั้งรับได้อย่างไร”
เขากล่าวเย็นชาแล้วหันหลังเดินกลับไปยืนสงบกลางเวที
---
สนามประลองที่ห้า — จูซงเทียน
เวทีที่ห้าปรากฏเงาร่างของชายผู้คล้ายเดินออกมาจากเงามรณะ เขาคือจูซงเทียน แห่งแดนเงาวิญญาณ
กล้ามเนื้อที่กายเขามิใหญ่โต หากแต่หนั่นแน่นราวเหล็กหลอม ผิวหนังซีดขาวเหมือนไม่เคยสัมผัสแสงอาทิตย์
ลูกปัดกระดูกที่สะพายเอวสั่นไหวเพียงเล็กน้อย หาใช่พลังวิญญาณ หากแต่เป็น “ความทรงจำของร่างกาย” ที่ฝึกฝนร่วมกับสัตว์วิญญาณนับร้อย
เสียงคำรามของเสือดังขึ้น ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็น “จิตวิญญาณแห่งหมัด” ที่เขาฝึกมา ไอพลังแห่งสัตว์ประสานกับกล้ามเนื้อเป็นหมัดที่แฝงสัญชาตญาณ
จูซงเทียนพุ่งเข้าไปในพริบตา ซัดหมัดเข้าท้องคู่ต่อสู้จนร่างงอ เสี้ยววินาทีต่อมาเขาเหวี่ยงไหล่ส่งอีกคนลอยตกเวที
หมัดของเขาเปื้อนเลือด…แต่สีหน้าเย็นเฉียบดั่งน้ำเย็นยามเหมันต์
---
สนามประลองที่หก — ไป๋หยุนเซิง
ไป๋หยุนเซิงในชุดม่วงเข้มยืนตระหง่านกลางเวที พลังจากกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกหนักตลอดปีแผ่กระจายออกเป็นไอพลังสีอ่อนจางจนพื้นหินส่งเสียงสั่นสะเทือนเบา ๆ
คู่ต่อสู้สองคนต่างก็ตั้งท่าระวัง ใช้ทั้งพละกำลังและเทคนิคที่ฝึกจากสำนักเพื่อทดสอบเขา
แต่เมื่อไป๋หยุนเซิงสาวเท้าเข้ามาหนึ่งก้าว หมัดขวาของเขาก็พุ่งออกด้วยแรงที่กล้ามเนื้อทั้งร่างส่งผ่านเป็นคลื่นเดียว
เสียง “ตูม!” ดังลั่น ร่างของศิษย์ธาตุดินลอยคว้างก่อนจะฟาดลงกับพื้นเวทีอีกฝั่งหนึ่ง
คนสุดท้ายร่ายท่าทางหมัดเปลวเพลิง ไอร้อนเบาบางแผ่ออก…แต่ไม่ทันได้ซัดหมัดแรก กลับถูกหมัดของไป๋หยุนเซิงสวนเข้าที่อกจนทรุดตัวนั่งลงไปทันที
เขาหยัดกายยืนนิ่ง หายใจสม่ำเสมอ แม้ใช้พลังร่างกายระดับสูงสุด แต่สีหน้ากลับไม่เหนื่อยแม้แต่น้อย
—
เสียงเฮดังขึ้นจากทั่วทุกทิศ พลังของอัจฉริยะทั้งห้าฉายชัดบนเวทีราวหงส์เหนือฟ้า มังกรเหนือสมุทร… และในใจของผู้ชมหลายคน กำลังเฝ้ารอเวทีเดียว สนามประลองที่สี่
เพราะที่นั่น…คือเวทีของ “อวี้เหวิน” ชายหนุ่มซึ่งไม่ใช่อัจฉริยะ หากแต่กลับเอาชนะศัตรูในยามแรกได้อย่างเด็ดขาด
เมื่อสนามอื่นต่างประลองจบลง สายตานับพันก็พุ่งไปยังสนามแห่งเดียวที่ยังคงเหลือ…