บทที่ 123
ขยะ...ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นได้แค่ขยะ
“พวกข้ามาจากเมืองรัสเซล ต้องการมาช่วยเหลือผู้ที่อยากอพยพไปยังแดนเหนือ...” ทหารในชุดพ่อค้าธรรมดาเอ่ยขึ้นเสียงดัง ข้อความดังกล่าวสร้างความยินดีให้ผู้รับฟังอย่างเปี่ยมล้น
“พวกเราจะอ้อมไปรับชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงด้วย พวกท่านยังมีเวลาตัดสินใจในภายหลัง ใครที่ต้องการติดตามไปกับเราสามารถเก็บของได้เลย”
ไม่มีใครปฏิเสธความหวังดีอันนั้น หมู่บ้านแอชจึงกลายเป็นเพียงหมู่บ้านร้างในเวลาไม่ถึงวัน
ขบวนรถม้าขนาดใหญ่รับผู้โดยสารจากแอชเกือบร้อยคน เสบียงที่เดวิดทิ้งเอาไว้เล็กน้อยถูกเก็บรวบรวมมาทั้งหมด ชาวบ้านแต่ละคนไม่มีสัมภาระมากนัก การจัดขบวนขึ้นรถโดยสารจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วและเรียบง่าย
สามวันหลังจากนั้นพวกเขาก็รวบรวมผู้ต้องการอพยพครบเต็มจำนวน แม้จะเหลือคนตกค้างบางส่วนในหมู่บ้านที่ห่างไกล แต่คนเหล่านั้นก็ได้รับความช่วยเหลือชั่วคราวด้วยเสบียงและเครื่องนุ่งห่มเพิ่มความอบอุ่น กลุ่มขบวนขนส่งจากรัสเซลจะผ่านมาอีกครั้งจนกว่าเขตวินเดลรอบนอกจะได้รับความช่วยเหลือทั้งหมด
นี่เป็นครั้งแรกที่หลายคนได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่า ความหวังของชีวิต พวกเขาได้เห็นความเร็วของรถม้าจากรัสเซลแล้ว จึงไม่มีความกังวลหลงเหลือแต่อย่างใด
ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น เขตนอร์ทเซริส และเวสท์เซริสก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเช่นเดียวกัน แผนแย่งชิงประชากรของท่านชายเดวิดกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ทุกคนมั่นใจว่าภารกิจส่งท้ายปีนี้จะสำเร็จด้วยดี
ขณะเดียวกัน... คิทเดินทางมาถึงเมืองวินเดลได้สามวันแล้ว
เมืองแห่งนี้ช่างเงียบเหงาเหมือนที่คาดเอาไว้ ประชากรจากเดิมที่เคยมีถึงห้าหมื่นคน ลดลงเหลือเพียงสองหมื่นต้นๆ เท่านั้น เหล่าทหารในอาณัติของลอร์ดวินเดลก็ทำงานอย่างขอไปที ไม่มีใครมีความสุขกับสภาพที่เป็นอยู่สักนิด
แม้อาหารจะแพงแสนแพง แต่สายข่าวของคิทก็มีเงินมากพอจะดื่มกินอาหารชั้นเยี่ยมในโรงเหล้าได้อย่างไม่มีปัญหา พวกเขาพบเจ้านายของตนเองและเริ่มถ่ายทอดข่าวที่สืบมาได้ตลอดช่วงหกเดือนที่ผ่านมาแล้ว ทุกอย่างเป็นสิ่งที่คิดคาดเดาเอาไว้ แถมยังมีข้อมูลลับบางอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้อีกด้วย
“วินเดลสมคบคิดกับ นอร์ท-เวสต์-เซาท์เซริส ลองอีริส และเฟลมมิ่ง อันนี้ข้าทราบแล้ว แต่...” คิททำหน้าสงสัย “...ทำไมพวกเจ้าถึงเจอคนน่าสงสัยที่ดูคล้ายกับคนของอินเซนเดีย?”
“ไม่ผิดแน่ครับ ท่านย่าของข้าเป็นคนจากอินเซนเดีย รูปลักษณ์ของคนที่นั่นแตกต่างจากชาวเซริสมาก ข้าค่อนข้างมั่นใจทีเดียว”
(อินเซนเดียมาเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในของเซริสได้อย่างไรกัน... ราชวงศ์อินเซนเดียล่มสลายไปแล้วนี่นา)
(ข้าต้องถามท่านซาบิน่าเสียหน่อยแล้ว... ไม่ชอบมาพากลจริงๆ) คิทนึกถึงราชินีแห่งเซริสผู้สืบสายเลือดสูงส่งมาจากอินเซนเดีย เขายังจำแววตาสีม่วงเหมือนอเมทิสต์ได้ดี
ตระกูลอินเซนเดียสืบสายเลือดมาจากองค์อิกนัสเทพแห่งไฟ แต่ว่าท่านเทพแห่งธาตุผู้ยิ่งใหญ่ตัดสินใจตัดขาดกับตระกูลที่ทำให้ท่านผิดหวัง ดวงตาที่ควรจะเป็นสีแดงเพลิงจึงเหลือเพียงสีม่วงเข้มเท่านั้น...
คิทเริ่มรู้สึกตงิดๆ ในใจว่าภารกิจของทวยเทพอาจมีส่วนกับเรื่องราววุ่นวายพวกนี้ ทว่าเขายังไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวกันได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามเขาต้องรวบรวมข้อมูลเหล่านี้เอาไว้เสียก่อน
“ข้าจะถามสายสืบของมอราลเกี่ยวกับอาณาจักรทางใต้เอง พวกเจ้าคอยสอดส่องเอาไว้ก็พอ ตอนนี้ข้ามีเรื่องที่สำคัญกว่านั้น....” ท่านชายเริ่มอธิบายแผนการแย่งชิงประชากร และเก็บหลักฐานเพื่อตลบหลังเหล่าขุนนางชั่วในศาลคดีความของชนชั้นสูง (Trial Court of the Nobles) ที่เซริส เหล่าสายลับยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยิน
“ท่านชายต้องการลวดลายตราประทับของลอร์ดวินเดลสินะครับ ไม่ยากเลยครับ พวกข้าสามารถจัดการให้เสร็จเรียบร้อยได้ในหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น”
“ขอตัวอย่างลายมือของลอร์ดวินเดลและบุตรชายด้วยเล่า ระหว่างฤดูหนาวนี้ก็หาข่าวเกี่ยวกับโลกใต้ดินของที่นี่ด้วย ข้าคิดว่าขุนนางเขตอื่นล้วนเชื่อมโยงกันหมด อย่างน้อยก็จับลูกน้องของพวกมันมาสอบปากคำสักคนสองคนก็ดี”
“รับทราบครับ ท่านชาย... แล้วเรื่องของมิสเตอร์เกรย์คนนั้น...”
“ไม่ต้องห่วงหรอก... พ่อค้าที่เป็นกลุ่มขนส่งที่มิสเตอร์เกรย์ติดสอยห้อยตามมาด้วยน่ะ ข้ารู้จักดี หึๆๆ ... สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำก็แค่สะกดรอยตามและคอยดักจับพิราบสื่อสารของคนพวกนั้นให้หมด”
“วินเดลน่ะอุดมสมบูรณ์ อยู่ตรงช่องเขาขนาบตลอดทิศเหนือ อีกไม่นานหรอก... ที่แห่งนี้จะกลายเป็นหนึ่งในแดนเหนือเช่นกัน”
คิทพูดออกมาอย่างตั้งมั่น เขาเบื่อที่จะมีหอกข้างแคร่แบบนี้เต็มที คงต้องจัดการให้ถึงที่สุดจนพวกมันทำอะไรไม่ได้อีก จากนั้นก็ค่อยยึดครองดินแดน แต่งตั้งใครสักคนมาช่วยปกครองและพัฒนาก็คงจะดีไม่น้อย การนัดแนะกับพวกพ้องเริ่มใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ทุกฝ่ายรับทราบแผนทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในวินเดล หลังจากอยู่ที่เมืองอันน่าหดหู่แห่งนี้ได้สามวัน หนุ่มน้อยคนเก่งก็ถึงเวลาต้องออกเดินทางเสียที
“ข้าจะเดินทางต่อเพื่อไปคุยกับกลุ่มข่าวที่บอราล จากนั้นจะตัดผ่านเขตลองอีริสไปยังมอราล ถ้ามีอะไรเร่งด่วนก็ติดต่อข้าผ่านสิ่งนี้...” ป้ายไม้สลักสวยงามถูกยื่นให้พร้อมคำอธิบาย มันเป็นของแบบเดียวกับที่หัวหน้านักเลงแห่งวินดิน่าได้รับไป
“เมืองนี้ยังมีทหารมากเกินไป แต่ถ้าพวกเขาอยากจะหลบหนีไปแดนเหนือ ก็ส่งข่าวบอกท่านพ่อของข้าได้ กลุ่มทหารขนส่งผู้อพยพกำลังออกปฏิบัติการแล้ว คงมีเวลาประมาณสองเดือนก่อนพายุหิมะจะเข้าเท่านั้น”
“รับทราบครับท่านชาย ถ้ามีเหตุด่วนข้าจะแจ้งให้ทราบ ส่วนข้อมูลประจำเดือนข้าจะส่งไปที่ส่วนกลางเหมือนเคยครับ”
คิทพยักหน้ารับทราบ หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกตัวไปทำหน้าที่ของตน...
ตอนนี้คงได้แต่รอเวลาและออกเดินทางไปข้างหน้าเท่านั้น
.
.
.
วินเดลเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเซริส เพราะเป็นเคยเป็นเขตชายแดนส่วนหนึ่งระหว่างเซริสกับบาบาริส เส้นทางการค้าหลักระหว่างแดนเหนือกับเมืองแห่งการค้าบอราลเดียก็ตัดผ่านที่นี่
จริงๆ แล้วเอิร์ลวินเดลสามารถปิดเส้นทางการค้าเพื่อกดดันแดนเหนือไม่ให้ได้เกลือหรือสินค้าสำคัญอื่นๆ ได้ แต่เพราะเขาเป็นเพียงเอิร์ล จึงไม่อาจทำการอุกอาจขัดขวางการค้าระหว่างสองมาร์ควิสแห่งดินแดน
เอิร์ลวินเดลจึงต้องกัดฟันทน ทำตัวเป็นสายสืบทำงานเบื้องหลังร่วมกับเอิร์ลแห่งลองอีริส รอให้ไวส์เคานท์ทั้งสาม และดยุคเฟลมมิ่งคอยกดดันเบื้องหน้า
ธุรกิจโลกใต้ดินของเหล่าขุนนางนั้นมีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล ทุกธุรกิจที่มีเรื่องผิดศีลธรรมล้วนอยู่ในความครอบครองของคนเหล่านี้ ขณะนี้เอิร์ลวินเดลในวัยกลางคนจึงต้องรับภาระเฟ้นหานักฆ่าฝีมือดีที่แฝงตัวอยู่ทั่วดินแดน เป้าหมายสำคัญ คือ ลอร์ดเดวิดแห่งเรดวู้ด ตามที่ได้ตกลงกันไว้กับพรรคพวกทุกคน
ไม่มีใครรู้ตัวเลยว่า เป้าหมายที่ต้องการสังหารในครั้งนี้ ได้เดินทางออกจากเมืองวินเดลไปเกือบสัปดาห์แล้ว...
“ไม่มีผู้ใดรับงานเลยรึ? นี่มันเรื่องตลกอันใด” ลอร์ดแห่งวินเดลกำลังอ่านรายงานการเสาะหานักฆ่าฝีมือดี แต่ดูเหมือนองค์กรแห่งโลกมืดเกือบทุกแห่งจะปฏิเสธ
“ขอรับนายท่าน ตอนนี้จึงเหลือแต่กลุ่มนักฆ่าที่เราได้ฝึกฝนเอาไว้ แต่พวกเขาก็มีฝีมือไม่เทียบเท่า”
“แม้แต่กลุ่มที่เคยไปสังหารเลดี้แคทเธอรีนก็ไม่รับอย่างนั้นรึ?”
“คนกลุ่มนั้นสลายตัวไปแล้วขอรับ ตลอดหกเดือนที่ผ่านมาข้าเองก็สืบเสาะหาพวกเขาไม่พบแม้แต่เงา”
ออกัส วินเดล กุมขมับอย่างเคร่งเครียด เขารับเงินมาจากกลุ่มขุนนางแล้ว ถ้าหากภารกิจนี้ไม่สำเร็จ คงจะมีปัญหามากทีเดียว เงินที่ใช้ปิดปากบารอนในเขตก็เสียไปมากจนคลังส่วนตัวแทบจะไม่เหลือเหรียญทองอีกแล้ว ธุรกิจหลักที่เป็นการค้าทาสของโลกใต้ดินก็ชะลอตัวเนื่องจากฤดูกาล
ภาษีที่ได้จากการขูดรีดประชาชนในเขตก็น้อยนิดนักเพราะคนส่วนใหญ่อพยพออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
ท่านลอร์ดยังไม่เข้าใจว่าเขาทำสิ่งใดผิด ความคิดที่มีในหัวยังจมปลักอยู่กับโคลนตม บิดามารดาล้วนคอยสอนเอาไว้ว่า ชนชั้นล่างเป็นเพียงมดปลวกไร้ค่า ที่คอยทำงานหาเงินมาให้เขาใช้เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดให้ยำเกรง ไม่มีความจำเป็นต้องเห็นคุณค่าของขยะชั้นต่ำพวกนั้น
แต่ตอนนี้เขาเริ่มตระหนักแล้ว ว่าประชากรในดินแดนนั้นเป็นทรัพยากรอันล้ำค่า ทว่ากว่าจะคิดได้... ก็สายเกินไปเสียแล้ว ลอร์ดออกัสกำลังอับจนหนทาง เขาไม่รู้ตัวเลยว่า ตำแหน่งและอำนาจในขณะนี้เหลือเวลาครอบครองอยู่น้อยเพียงใด
เขา... เกลียดเดวิด รัสเซล และต้นตระกูลเฮงซวยของแดนเหนือเหลือเกิน
“นายท่าน... นายท่านขอรับ!” ข้ารับใช้คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา อีกฝ่ายละเลยมารยาททุกอย่างที่พึงกระทำเพราะเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแจ้งนั้น สำคัญมากทีเดียว
“ว่าอย่างไร ถ้าไม่สำคัญ... เจ้าเจอดีแน่” หัวหน้าของเขาที่ยืนรายงานข่าวอยู่ในห้องส่งสายตามาอย่างดุดันจนอีกฝ่ายผงะถอยหลัง
“สะ... สำคัญขอรับหัวหน้า...” เด็กหนุ่มคนนั้นคำนับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม จากนั้นก็รายงานออกไป “สายข่าวจากรัสเซลเพิ่งเดินทางมาถึงขอรับ ตอนนี้กำลังอยู่ในห้องรับรอง”
“ใคร?” ออกัสแทบจะจำไม่ได้ว่าตนเองยังมีสายข่าวหลงเหลืออยู่ในแดนเหนือ
“เกรย์ ช็อปเปอร์ ขอรับ” หลังจากทบทวนได้สักพัก... ท่านลอร์ดก็ยกยิ้มขึ้นมาทันที ชื่อนั้นเขาจำได้ เพราะเรดวู้ดเป็นต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด พรรคพวกขุนนางของเขาก็จำได้ดีเช่นกัน
ไอ้แก่โง่เง่าหวังสูง ไม่เจียมกะลาหัวตนเองคนนั้น เป็นเบี้ยชั้นต่ำที่มีประโยชน์ยิ่ง... แค่เงินไม่กี่เหรียญทองต่อเดือน มันก็ยินยอมจะขายข่าวของบ้านเกิดอย่างง่ายดาย
คนทรยศเช่นนี้ มิควรค่าแก่การส่งเสริมแต่อย่างใด ได้แต่รอเวลาตายอย่างไร้ค่าเท่านั้น
“รีบเชิญมิสเตอร์เกรย์เข้ามา...” ออกัสยกยิ้มอย่างชั่วร้าย ก่อนจะส่งสายตาไปให้ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์คนสนิท “จัดเตรียมอาหารและที่พักให้เพียบพร้อม เสร็จงานเมื่อไรก็ ‘เก็บกวาด’ ด้วยล่ะ อย่าให้พื้นปราสาทของข้าเปรอะเปื้อนมากนัก เข้าใจไหม?”
“รับทราบขอรับนายท่าน”
หลังจากนั้นเกรย์ได้รับการดูแลอย่างดี จนความเหนื่อยล้าและความเครียดสะสมสลายหายไปเกือบหมด เนื้อย่าง ขนมปังแสนอร่อย กับซุปสูตรเข้มข้นถูกเสิร์ฟให้ถึงที่เหมือนเขาเป็นแขกผู้มีเกียรติของลอร์ดวินเดล สุราเลิศรสมีมาเติมไม่ขาดสายจนชายสูงวัยที่หลบหนีออกมาจากรัสเซลรู้สึกว่าทุกอย่างที่บากบั่นทำมาช่างคุ้มค่า
ลอร์ดแห่งดินแดนถึงขนาดมาร่วมโต๊ะกับเขาเป็นการส่วนตัว เกรย์ได้แต่คิดในใจว่า... หากเขาได้เป็นบารอนเมื่อใด ก็คงจะสุขสบายเช่นเดียวกัน แม้จะร่ำรวยไม่เท่าตำแหน่งเอิร์ลที่สูงกว่า แต่ก็น่าจะไม่ต่างกันมากนัก
ข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องราวที่กลุ่มขุนนางชั่วขาดหายไปเกือบหกเดือนถูกถ่ายทอดออกมาจนหมดโดยไม่มีปิดบัง เกรย์นั้นซื่อสัตย์ต่อนายจ้างของตน เพราะเขาต้องการพิสูจน์ตนเองว่ามีคุณค่า...
สัญญาลมปากในครั้งนั้น เป็นหลักประกันที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงยิ่ง... ออกัสมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
ในใจของท่านลอร์ดผู้นี้ กำลังรู้สึกสมเพชอีกฝ่ายมากทีเดียว
เขาไม่เคยเจอผู้ใดโง่เง่าขนาดนี้มาก่อน... สมกับเป็นพวกชั้นต่ำ สกปรกเหมือนขยะแต่อยากไต่เต้าขึ้นที่สูง
คำสอนของไวท์วิงส์ช่างไร้สาระนัก... ขยะนั้น ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เป็นได้แค่ขยะ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปได้