สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 ตอนที่ 254 ทุเรศจนอ้วกแตก

        ขณะที่ปีศาจหินฟาดไม้กระบองลงไปอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายก็ชะงักไปทันที พวกเขาไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่พวกเขาเห็นเพียงแค่แผ่นหลังของปีศาจหินที่โดดเดี่ยวและแสนจะเจ็บปวดแล้วยังได้ยินเสียงพูดพึมพำว่า...เพราะอะไรต้องโกหกข้าด้วย?

 

       เขาและเฉินเซ่าป๋ายไม่อาจใช้พลังวัตรในนี้ ทำให้ไม่ต่างไปจากคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นโชคดีที่พลังของปีศาจหินถูกควบคุมไว้ไม่น้อยแล้ว จึงไม่สามารถทำร้ายพวกเขาทั้งสองคนได้เฉินเซ่าป๋ายปีนป่ายออกมาจากกองทราย หลังจากพ่นทรายในปากออกมาแล้วจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม“ดูเหมือนเป็นลิงที่มีความหลังไม่น้อย”

 

        ปีศาจหินหันกลับมาอย่างกะทันหัน เฉินเซ่าป๋ายจึงรีบปิดปากเงียบทันทีหากอยู่ด้านนอกยังพอว่า แต่ในนี้เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของปีศาจหินเลย

 

        ปีศาจหินหันกลับไปแล้วใช้ไม้กระบองในมือชี้ไปยังรูปปั้นน้ำเต้าสีดำ“ตอนนั้นเจ้าเป็นคนบอกว่ามาเพื่อสร้างความยุติธรรม แต่ทำไมถึงกลับช่วยตัวปลอมนั่น?”

 

        ไม้กระบองในมือเขาเปลี่ยนมาชี้ที่รูปปั้นหญิงสาวด้านข้าง“ตอนนั้นเจ้าบอกว่า เพียงแค่ข้าซื่อสัตย์ เจ้าจะล้างกลิ่นอายความอัปยศที่สะสมในตัวข้ามานานนับหมื่นปีแต่เจ้ากลับใช้กลิ่นความอัปยศในตัวข้ามาสร้างข้าตัวปลอมอีกคน...เพราะอะไร? พวกเจ้าบอกข้ามาสิ!มันจะฆ่าข้า พวกเจ้าไม่เพียงไม่ห้าม แต่ยังร่วมมือกันควบคุมพลังวัตรของข้าอีกข้าจึงทำได้เพียงกลับเข้าไปในก้อนหินใหม่...อย่าว่าแต่หนึ่งหมื่นปีเลยต่อให้จะผ่านไปอีกหลายหมื่นปีข้าก็ไม่มีทางลืมมันได้”

 

        เขายกไม้กระบองขึ้นแล้วตั้งท่าจะฟาดไปอีกครั้งทว่าอันเจิงเดินเข้าไปลากเขาไว้ก่อน “นี่เป็นเพียงแค่รูปปั้นเท่านั้นเองตีแล้วจะมีประโยชน์อะไร?”

 

        ปีศาจหินชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เหมือนร่างกายสูญเสียเรี่ยวแรงทันที ไม้กระบองในมือหล่นลงพื้น

 

        “มารดามันเถอะ...”เฉินเซ่าป๋ายที่เพิ่งเดินเข้ามานั่งยอง ๆ แล้วเอามือไปจับเท้า

 

        ปีศาจหินนั่งลงอย่างกะทันหันแล้วดวงตาที่แดงก่ำก็มีน้ำตาไหลลงมาอย่างช้า ๆ

 

        “เกลียดคนพูดปดรึ?” อันเจิงถามขึ้น

 

        ปีศาจหินหันไปมองอันเจิงจากนั้นก็พยักหน้า

 

        “ข้าก็เกลียด”

 

        อันเจิงนั่งลงข้างปีศาจหินจากนั้นก็นึกถึงเรื่องที่ตัวเองถูกหลอกตอนอยู่กรมตุลาการ เขาถูกหลอกให้ออกจากจักรวรรดิต้าซีแล้วถูกคนที่เชื่อใจลอบสังหารเขาไม่รู้เรื่องความเป็นมาของปีศาจหินตัวนี้อย่างละเอียด แต่อันเจิงเข้าใจความเกลียดชังและความโมโหนี้เป็นอย่างดี

 

       “ฉะนั้นการที่เจ้าทำเช่นนี้ไม่มีประโยชน์”

 

        อันเจิงตบไหล่ของปีศาจหินเบา ๆ“เจ้าในตอนนี้สู้คนที่หลอกลวงเจ้าได้หรือไม่?”

 

        ปีศาจหินครุ่นคิดครู่หนึ่งจากนั้นก็ส่ายหน้า “ในเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนสู้ไม่ได้ ตอนนี้ก็คงสู้ไม่ชนะอยู่ดี”

 

        “ข้าก็สู้คนที่หลอกลวงข้าไม่ได้เช่นกันคนที่หลอกข้าเกือบทำให้ข้าตาย คาดว่าข้าคงเข้าใกล้ความตายมากกว่าเจ้าเสียอีกเพราะข้าเคยสัมผัสถึงความตายจริง ๆ มาแล้ว...ตอนนี้ข้าสู้คนที่หลอกข้าไม่ได้ฉะนั้นข้าจึงมาที่นี่ในวันนี้ ความแตกต่างระหว่างเจ้าและข้าก็คือข้าอยากแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นเพื่อปกป้องคนที่ตัวเองรักแล้วขั้นต่อไปถึงจะเป็นการแก้แค้น ส่วนเจ้าไม่มีคนที่ตัวเองอยากปกป้องฉะนั้นก็ต้องเข้มแข็งเพื่อปกป้องตัวเอง หากวันหนึ่งเจ้าต้องเจอคนที่เคยหลอกเจ้า แล้วเขาทำลายศักดิ์ศรีเจ้าอย่างง่ายดายอีกครั้ง...เจ้าจะทำอย่างไร?”

 

        ปีศาจหินชะงักไปหลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงพยักหน้า

 

        อันเจิงประคองตัวเฉินเซ่าป๋ายขึ้นแล้วก้มมองเท้าของเฉินเซ่าป๋าย “บวมไปหมดแล้ว...”

 

        เฉินเซ่าป๋ายโมโห“เจ้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องมาประคองตัวข้ารึ?!”

 

        อันเจิงปล่อยมือ “กล่าวขอบคุณก่อน”

 

        เฉินเซ่าป๋ายนั่งลงบนพื้นจากนั้นก็หันมาเขม่นหน้าอันเจิงแล้วถอนหายใจยาว ๆ “คนเราต้องยืนด้วยขาของตัวเอง”

 

       เฉินเซ่าป๋ายยื่นมือจะไปหยิบไม้กระบองเพื่อใช้เป็นไม้เท้าประคองตัวแต่แล้วก็ไม่อาจเคลื่อนไหวมันได้ เพราะความชอบเอาชนะเฉินเซ่าป๋ายยังคงออกแรงหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง จนกระทั่งผ่านไปสามครั้งทว่าไม้กระบองไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด “ทำไมถึงหนักขนาดนี้?”

 

        ปีศาจหินหันมามองเฉินเซ่าป๋ายแวบหนึ่งจากนั้นก็ยื่นมือคว้าไปบนอากาศ แล้วไม้กระบองก็ลอยกลับมาอยู่ในมือของเขาเขาหันไปมองเฉินเซ่าป๋ายพร้อมพูดอย่างจริงจัง “ข้าไม่ใช่ลิงแต่ข้าคือลิงที่เกิดจากหิน และข้าก็ไม่ได้ชื่อเจ้าลิง ข้าชื่อฉีเทียนโปรดจำไว้ด้วย ข้าไม่ใช่ลิงแต่เป็นลิงที่เกิดจากหิน!”

 

       เฉินเซ่าป๋ายมองไปยังอันเจิงด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ แล้วยื่นมือไปหา“ข้าบาดเจ็บหนักมาก รีบประคองข้าไปหอนางโลมเร็ว...”

 

        อันเจิงกลอกตาแล้วประคองตัวเขาลุกขึ้น

 

        “ชื่อฉีเทียนใช่หรือไม่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นลิงหรือไม่ใช่ลิงก็ตาม แต่มีชื่อก็พอแล้ว”

 

        “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่คือสถานที่อะไร?”

 

        “ไม่รู้”

 

        “ที่นี่คือบ่อสายฟ้า”

 

        “บ่อสายฟ้าคือสถานที่อะไรแล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร?”

 

        “ข้าบอกว่าใช่ก็คือใช่”

 

        ฉีเทียนมองไปยังรอบด้านจากนั้นก็เดินไปด้านหลังของรูปปั้นน้ำเต้าสีดำ “หากข้าจำไม่ผิด ด้านหลังนี้น่าจะมีบ่อสายฟ้าอยู่บ่อสายฟ้านี้เป็นของจำลอง ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าสร้างขึ้นเพราะอะไรมิติลับในใต้หล้านี้สามารถช่วยให้มนุษย์บ่มเพาะกายภายในระยะเวลาอันสั้นแต่มิติลับของจริงมีน้อยจนนับได้ อีกทั้งส่วนใหญ่ก็ถูกผู้ที่แข็งแกร่งครอบครองไปหมดแล้วมิติลับที่อยู่ในใต้หล้าของพวกเจ้า ส่วนใหญ่ก็คือมิติลับปลอมเท่านั้น แต่จะบอกว่าปลอมก็ไม่ถูกนักเพราะมันสร้างตามต้นแบบทุกอย่างเพียงแค่มีประโยชน์มากไม่เท่ามิติลับของจริงเท่านั้นเอง”

 

        อันเจิงประคองเฉินเซ่าป๋ายเดินไปตามทางหลังจากออกจากห้องโถง ปรากฏว่าด้านหลังก็คือบ่อขนาดใหญ่ที่มีความยาวมากกว่าร้อยเมตรด้านในว่างเปล่า ราวกับสถานที่นี้ถูกสร้างขึ้นมาคู่กับน้ำเต้าสีดำไม่มีผิดเพราะมันมีสีดำสนิท ทั้งยังมีแสงประกายสีดำอีกด้วย

 

        “นี่คือบ่อสายฟ้าจำลอง”

 

        ฉีเทียนพูดขึ้น“หากเป็นบ่อสายฟ้าของจริงละก็ มันจะมีขนาดใหญ่กว่านี้สิบเท่า”

 

        “บ่อสายฟ้ามีประโยชน์อะไร?” อันเจิงถาม

 

        “หลอมร่างกาย”

 

        “ผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตจุติสวรรค์ก็สามารถฝึกฝนร่างกายโดยการหลอมร่างแต่ในบ่อนี้ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้กระทั่งน้ำ แล้วจะหลอมร่างอย่างไร?” เฉินเซ่าป๋ายอดสงสัยไม่ได้

 

        ฉีเทียนยิ้มอย่างเย็นยะเยือก“การเริ่มต้นบ่มเพาะกายของพวกเจ้าก็เรียกว่าหลอมร่างรึ? หากข้าดูไม่ผิด พลังวัตรของเจ้าอยู่ในขอบเขตกิเลสมารส่วนเจ้าก็อยู่ขอบเขตสุมารุขั้นเก้า ร่างกายของพวกเจ้าต่างจากคนทั่วไปตรงไหน?เพียงแค่ทรายถูเท้าเลือดก็ไหลแล้ว หากถูกข้าใช้ไม้กระบองนี้ฟาดหนึ่งครั้งพวกเจ้าคงกระดูกหักไปแล้วล่ะ...อ่อนแอสิ้นดี การหลอมร่างกายที่พวกเจ้าเรียกกันมันเป็นเพียงวิธีเด็ก ๆ เท่านั้นแหละ”

 

        เฉินเซ่าป๋ายโมโหขึ้น“เจ้านี่มันน่านักนะ”

 

        ฉีเทียนเบ้ปาก “ข้าบาดเจ็บสาหัสเลยทำตัวน่าสงสารต่อหน้าบิดาเจ้าเท่านั้นแต่เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าอัดเจ้ารึ? ตอนที่ข้าแข็งแกร่งขั้นสูงสุด ต่อให้จะมีบิดาเจ้าอีกสิบคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า”

 

        “เจ้าชั่ว! ไม่สิ! เจ้าลิงน้อย!”

 

        ฉีเทียนไม่สนใจเขาแล้วชี้เข้าไปในบ่อ “ลงไปซะ”

 

        “เพราะอะไร?”

 

        ฉีเทียนไม่สนใจแต่กลับลากอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายโยนเข้าไปในบ่อพวกเขาทั้งสองคนไม่อาจขัดขืน จึงถูกโยนลงไปนอนกับพื้นเฉกเช่นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังวัตรอันเจิงเพิ่งคิดจะลุกขึ้น แต่ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนสายฟ้าไหลเข้าสู่ร่างแล้วร่างเขาก็สูญเสียเรี่ยวแรงไปทันที ขณะที่เขาล้มลงแล้วร่างกระทบเข้ากับพื้นในบ่อทำให้มีสายฟ้าขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น แล้วทำให้ร่างอันเจิงลอยขึ้นไปทันที

 

        เขากระเด็นมาทางหนึ่ง ส่วนเฉินเซ่าป๋ายก็กระเด็นไปอีกทางเมื่อร่างพวกเขาทั้งสองแตะโดนพื้นก็จะกระเด็นขึ้น เป็นแบบนี้ซ้ำ ๆไม่ต่างไปจากการเดาะลูกบอลเลย เพียงครู่เดียว เสื้อผ้าบนร่างของพวกเขาทั้งสองคนก็ถูกเผาไหม้จนหมดไม่เพียงแค่เสื้อผ้าเท่านั้น แม้กระทั่งผิวหนังของพวกเขาก็ถูกแรงจากสายฟ้าทำให้ไหม้ดำไม่ว่าพวกเขาอยากหยุดแค่ไหนก็ไม่อาจควบคุมมันได้เพียงแค่ร่างแตะลงพื้นก็ต้องกระเด็นขึ้นมาแล้ว เป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ

 

        “อ่อนแอ!”

 

       ฉีเทียนที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดขึ้นด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก“นี่เป็นเพียงบ่อสายฟ้าจำลองเท่านั้นเอง หากเป็นบ่อสายฟ้าของจริงละก็พวกเจ้าเพิ่งเข้าไปก็คงวิญญาณแตกซ่านแล้ว ข้าไม่เข้าใจจริง ๆพวกเจ้ามีพลังวัตรที่อ่อนแอขนาดนี้แล้วยังกล้าเข้ามาในมิติลับนี่อีก ด้วยระดับพลังของพวกเจ้าในตอนนี้เกรงว่าก็คงทนได้ไม่มาก นี่เป็นเพียงความแรงขั้นแรกของบ่อสายฟ้าเท่านั้น...ระดับความแรงมีทั้งหมดเก้าขั้นเพียงแค่ขั้นแรกพวกเจ้าก็รับไม่ไหวแล้ว หากอยากจะรับมือกับความแรงขั้นที่สอง เกรงว่าพวกเจ้าต้องใช้เวลาบ่มเพาะกายไปอีกสิบปีเลยทีเดียว”

 

        อันเจิงถูกสายฟ้าไหลผ่านร่างจนเริ่มมึนงงแล้วเขาก็เริ่มพยายามพูดขณะที่ลอยอยู่กลางอากาศ “ที่ว่า...หลอมร่างกายก็คือการถูกสายฟ้าไหลผ่านร่างเช่นนี้รึ?”

 

        ตุ้บ! เขากระเด็นขึ้นอีกครั้ง

 

       เฉินเซ่าป๋ายที่อยู่กลางอากาศพูดต่อจากอันเจิง “มีประโยชน์อะไร?”

 

        ตุ้บ! หลังจากหล่นลงพื้น เฉินเซ่าป๋ายก็กระเด็นขึ้นอีกครั้ง

 

        “ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องใช้พลังวัตรที่แข็งแกร่งเพียงแค่ร่างกายแข็งแกร่งก็สามารถเป็นผู้วิเศษได้ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าหลายปีที่ผ่านมาจะทำให้การบ่มเพาะกายของพวกเจ้าถดถอยมาถึงจุดนี้ ต่อให้จะเป็นบิดาของเจ้าในสายตาข้าก็ไม่นับว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง หลังจากผ่านมาหนึ่งหมื่นปีแล้วใต้หล้านี้ไม่มีแม้กระทั่งผู้วิเศษ...ทำให้ข้าปวดใจจริง ๆ”

 

        เฉินเซ่าป๋ายลอยขึ้น“เจ้าแน่จริงก็มาพูดกันต่อหน้าสิ”

 

        อันเจิงลอยขึ้น “เมื่อไหร่จะ...”

 

        เฉินเซ่าป๋ายกระเด็นขึ้น “สามารถหยุดได้?”

 

        ฉีเทียนทำท่าเหมือนไม่ค่อยพอใจ“นี่เพิ่งจะนานเท่าไหร่เอง พวกเจ้าก็รับไม่ไหวซะแล้ว? ทำตัวให้คนอื่นดูถูกจริงๆ ตอนที่ข้าเข้าบ่อสายฟ้าครั้งแรก รู้สึกสบายตัวเหมือนนอนแช่น้ำอุ่นเลยนะ”

 

        เฉินเซ่าป๋าย “เจ้าบอกมาแค่ว่า...”

 

        อันเจิง “จะหยุดอย่างไร?”

 

        ฉีเทียนพูดด้วยเสียงที่สุขุม“ข้าไม่รู้!”

 

        เฉินเซ่าป๋าย “มารดามันเถอะ...”

 

        อันเจิง “สวรรค์...”

 

        ฉีเทียนมองไปยังรอบด้านแล้วเริ่มค้นหาอะไรบางอย่าง“พวกเจ้าอดทนอีกสักหน่อย ข้าเพิ่งจะได้กลิ่นหอมของเนื้อที่เริ่มสุกคาดว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ข้าจะลองหาดูก่อน...”

 

        เฉินเซ่าป๋าย “เจ้ายังไม่รู้...”

 

        อันเจิง “ว่าจะหยุดอย่างไร!”

 

        เฉินเซ่าป๋าย “ก็กล้าโยนพวกเรา...”

 

        อันเจิง “เข้ามาแล้วรึ!”

 

        พวกเขาทั้งสองคนเหมือนกำลังกระโดดบนเตียงนุ่มก็ไม่ปานคนหนึ่งขึ้นอีกคนลง แล้วตอนนี้ร่างก็เริ่มมีควันขึ้นแล้ว ผ่านไปหลายนาที ร่างของพวกเขาทั้งสองคนไม่เหมือนสภาพเดิมอีกแล้วแต่เหมือนกลุ่มควันสีดำที่กระเด็นขึ้นแล้วตกลงเท่านั้น โชคดีที่หลังจากฉีเทียนเดินวนรอบบ่อครึ่งรอบในที่สุดก็หาวิธีการเปิดปิดสายฟ้าในบ่อได้แล้ว ความจริงมันก็อยู่แค่ด้านตรงข้ามเท่านั้นเองด้านข้างของบ่อสายฟ้ามีแท่นควบคุมอยู่บนพื้นดินที่ว่างเปล่า ฉีเทียนยื่นมือไปจับแล้วหันไปมองพวกเขาทั้งสองที่กำลังลอยอยู่“หาเจอแล้ว ข้าจะหยุดมันเดี๋ยวนี้แหละ”

 

        เขากระชากมือไปด้านข้าง...

 

        ตูม!

 

        สายฟ้าในบ่อขนาดใหญ่ระเบิดขึ้นทำให้อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายลอยขึ้นไปสูงกว่าเดิม ใต้บั้นท้ายของพวกเขาทั้งสองคนเหมือนมีพลุที่แตกขึ้นฟ้าเมื่อลอยขึ้นไปถึงกลางอากาศแล้วก็ถูกพลังที่แปลกประหลาดลากกลับลงมาขณะที่พวกเขาทั้งสองคนกำลังจะหล่นลง สายฟ้าก็ระเบิดขึ้นอีกครั้ง

 

        ฉีเทียนชะงักไป จากนั้นก็ใช้มือถูจมูก“กลับกัน...”

 

        เขาลากมือลงด้านล่างแล้วสายฟ้าก็หายไปทันที อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ตกลงมาอย่างรวดเร็วร่างของฉีเทียนประกายลำแสงดั่งสายฟ้าแล้วพุ่งเข้าไปรับพวกเขาทั้งสองคนไว้ทันที

 

        อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายประคองกันและกันหลังจากหันไปมองหน้ากันครู่หนึ่งก็อ้วกทันที

 

        “เจ้าทุเรศจริง ๆ ทุเรศจนข้าอ้วกแตกเลย”

 

        “เจ้าคิดว่าข้าอ้วกเพราะแพ้ท้องรึ?”

 

        เฉินเซ่าป๋ายประคองตัวอันเจิงแล้วมองไปยังฉีเทียน“ถึงแม้เจ้าจะพูดจาไม่เข้าหูเลยสักนิด แต่อย่างไรก็ต้องขอบคุณเจ้าขอบคุณที่เจ้ายังรู้ว่าต้องมารับพวกเราสองคนเอาไว้ด้วย”

 

        อันเจิงถอนหายใจพร้อมพูด“ข้าเดาว่าเขาคิดว่าตอนนี้เนื้อกำลังสุกพอดี หากปล่อยให้หล่นลงพื้นจะทำให้เนื้อเสียหายมากกว่า”

 

        ฉีเทียนไม่สนใจคำพูดของพวกเขาทั้งสองแล้วเอามือไขว้หลังเดินจากไป

 

        “เขาต้องหัวเราะอยู่แน่เลย!”เฉินเซ่าป๋ายพูด

 

        “ไหล่ทั้งสองข้างสั่นขนาดนั้นหากไม่หัวเราะน่ะสิแปลก...”

 

        พวกเขาทั้งสองคนประคองไหล่กันเดินไปนั่งอันเจิงหาสมุนไพรมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตแล้วทาลงบนผิวที่ถูกสายฟ้าเผาไหม้จนเกรียมแต่ที่น่าแปลกก็คือ พวกเขาทั้งสองคนยังไม่ทันประคบสมุนไพรลงบนผิว ผิวสีดำก็แตกออกแล้วค่อยๆ ร่วงลงพื้นทีละชิ้น

 

        เมื่อเฉินเซ่าป๋ายเห็นผิวหนังชั้นในสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที “มารดามันเถอะ...เจ้าดูนี่สิ ด้านในยังมีควันอยู่เลย!”

 

        อันเจิง “...”