เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 105 สังหาร


            เหล่าหยาอีเข้าไปค้นในห้อง แต่ไม่พบสิ่งใด ราวกับเสียงร้องของทารกเมื่อครู่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

            สมาชิกในตระกูลซูพากันออกมาจากห้องด้วยความไม่สบายใจ จากนั้นรวมตัวกันที่ลานบ้าน ล้อมรอบซูเหลาเหย่ 

            เนื่องจากซูเยว่หยิ่งบาดเจ็บจึงไม่ได้ออกมา หลังจากที่เหล่าเหยาอีค้นเสร็จ นางก็นอนลงบนเตียงอีกครั้ง

            มีห้องครัวอยู่หลังบ้าน เมื่อชวีหนานอีและถังโยวพบที่นั่น พวกเขาเห็นลวี่เยากำลังโยนคบเพลิงในมือไปที่หน้าประตูห้องครัว บริเวณรอบ ๆ ดูเหมือนว่าจะชุ่มไปด้วยน้ำมัน เพียงจุดไฟก็ลุก  

            พริบตาเดียว ห้องครัวก็ถูกไฟลุกโหม

            ชวีหนานอีมองไฟที่ลุกโชนอยู่เบื้องหน้า พลางเหลือบมองใบหน้ายิ้มแย้มของลวี่เยา และถาม “นี่เจ้ากำลังทำอะไร?”

     ลวี่เยาตบมือพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้นราวกับคนโง่ “หนาวแล้ว มาอบอุ่นกันหน่อย”

            ชวีหนานอีเลิกคิ้วมองลวี่เยา จู่ ๆ ก็รู้สึกอยากจิ้มตาตัวเอง เหตุใดเขาจึงชอบสิ่งที่ทั้งอัปลักษณ์ แปลกประหลาด และไร้สมองเช่นนี้!?!

             เอ่อ...

            เมื่อครู่เขาคิดอะไรอยู่? ชอบหรือ?! เฮ้อ อย่างมากก็แค่ชอบนิดหน่อย ชวีหนานอีค่อนข้างดูถูกรสนิยมตัวเอง ทว่ากลับรู้สึกเล็ก ๆ ว่าเขาสนใจลวี่เยา นั่นเพราะฮัวชิงหร่านก้าวเข้ามาเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือคน ตราบใดที่มีคนแย่งชิง มันจะกลายเป็นขนมชั้นดีขึ้นมาทันที หลักการนี้ไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เป็นเพียงความโลภในใจมนุษย์  

            ชวีหนานอีไม่ต้องการยืนอยู่หน้ากองไฟเพื่อวิเคราะห์จิตใจตนเอง แต่กลับยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะดึงลวี่เยามาด้านหลัง และกล่าว “ซานเซียวตัวนั้นวางเพลิงแล้วหนีไป ช่างน่ารำคาญ” 

            ถังโยวหันไปมองชวีหนานอีด้วยความชื่นชม พลางคิด เป็นเสี้ยนลิ่งที่พูดโกหกได้หน้าตายและเป็นธรรมชาติมาก! ทว่า เหตุใดเขาจึงต้องช่วยลวี่เยาปกปิดเรื่องนี้? ไม่ว่ามองจากมุมไหน ชวีหนานอีก็ดูไม่เหมือนคนใจดีเลยสักนิด 

            ลวี่เยาก้มมองชวีหนานอีที่กำลังจับมือใหญ่ของนาง ดวงตาของลวี่เยาเป็นประกายคลุมเครือแวบหนึ่ง ทันใดนั้นนางก็อ้าปาก และทำเสียงทารกร้องไห้!  

            ชวีหนานอีหันกลับไปทันที เขามองใบหน้าอัปลักษณ์ที่สดใสของลวี่เยาแล้วก็ตัวสั่น ก่อนจะปล่อยมือของนาง  

            ถังโยวกลับตื่นเต้นอย่างแปลกประหลาด “อา เมื่อครู่คือเจ้านี่เอง...” จากนั้นรีบเอามืออ้วน ๆ ปิดปาก ทำท่าว่าห้ามพูด  

            ลวี่เยายืดอก ไม่กล่าวอะไร นางเตะหินพลางหันหลังกำลังจะเดินไป


            ถังโยวเดินตามพลางถาม “เจ้าจะไปไหน?”

            นางกล่าวยังไม่ทันจบ เหล่าข้ารับใช้ตระกูลซูก็รีบนำน้ำไปดับไฟ สตรีในบ้านต่างร้องโวยวาย ทว่ากลับไม่กล้าเข้าไปใกล้ ทำได้เพียงยืนมองกองไฟจากระยะไกล พลางอุทานเป็นครั้งคราว และเก็บแรงไว้ชี้นิ้วสั่งนู่นสั่งนี่ไปเรื่อย ๆ 

            แน่นอนว่ามีหญิงสาวบางคนปิดหน้าร้องไห้ บางคนรีบกลับห้องไปเก็บเครื่องประดับและของมีค่า เพราะกลัวว่าของที่พวกนางสะสมมาอย่างยากลำบากจะโดนไฟเผาเกลี้ยง

            ตระกูลซูอยู่ในความสับสนอลหม่านชั่วขณะ

            ลวี่เยายืนอยู่ในเงามืด เอนตัวพิงต้นไม้ ยืนมองความครึกครื้นตรงหน้า ที่นางมาในคืนนี้เพราะคิดจะทำข้อตกลงกับซูเยว่หยิ่ง ถึงอย่างไรนางก็ต้องการอยู่ในเขตลิ้วเหอแห่งนี้ต่ออีกสักพัก เพื่อตามหาผ้าเช็ดหน้าที่หายไป การลงมือในครั้งนี้จึงไม่ควรรุนแรงจนเกินไป ต้องใช้กลยุทธ์ ต้อนซูเยว่หยิ่งให้จนมุม จากนั้นค่อยทำข้อตกลงจึงจะปลอดภัยกว่า สุดท้าย สิ่งที่นางต้องการก็คือความเต็มใจของซูเยว่หยิ่ง 

            การเอาชีวิตคนบางคนนั้นง่าย แต่การให้ผู้อื่นเต็มใจมอบชีวิตแก่เจ้านั้นยาก

            ศึกครานี้ ซูเยว่หยิ่งเป็นเพียงตัวละครเล็ก ๆ บุคคลที่อยู่เบื้องหลังซูเยว่หยิ่ง เกรงว่าจะเป็นผู้มีฝีมือ ลวี่เยารู้สึกได้ว่าในเขตลิ้วเหอแห่งนี้เห็นทีจะไม่มีใครได้อยู่อย่างสงบสุข   

            สำหรับซูเยว่หยิ่ง นางถูกลิขิตให้ตายในไม่ช้าอยู่แล้ว

            ชวีหนานอีเลียนแบบนาง เอนกายพิงอีกฝั่งหนึ่งของต้นไม้ พลางมองตามลวี่เยาไปยังฉากครึกครื้นที่เกิดจากน้ำมือของนาง 

            เมื่อถังโยวเห็นทั้งสองทำเช่นนั้น นางจึงอยากเลียนแบบและเอนกายพิงต้นไม้บ้าง ทว่าต้นไม้ต้นนั้นถูกชวีหนานอีและลวี่เยาครอบครองหมดแล้ว ไม่เหลือที่ให้นางแทรกเข้าไปได้ นางพบต้นไม้อีกต้นจึงเอนกายพิง พลางถาม “ลวี่เยา พวกเจ้ามองอะไรอยู่?” 

            ลวี่เยากลับมาทำท่าโง่เขลา และตอบอย่างงุนงง “ดูคนน่ะสิ”

            ถังโยวพยักหน้าทำท่าเหมือนจะเข้าใจ “หากอยากมองให้ชัดกว่านี้ ก็ต้องปีนขึ้นต้นไม้ อย่างคำกล่าวที่ว่ายิ่งสูงยิ่งเห็นได้ไกลขึ้น” พูดจบ นางกำลังจะปีนขึ้นบนต้นไม้ที่ตนยืนพิงอยู่

            เนื่องจากคนรับใช้ของตระกูลซูจุดคบเพลิง ประกอบกับไฟในห้องครัวที่โหมขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ทั้งลานบ้านของตระกูลซูสว่างจ้า

            ด้วยเหตุนี้ถังโยวจึงแหงนหน้า แล้วก็ได้เห็นวัตถุสีดำลอยอยู่เหนือศีรษะตนเอง!

            ถังโยวตกใจจนปากสั่น ล้มลงกับพื้น ก่อนจะชี้ไปที่กิ่งไม้แล้วพูดตะกุกตะกัก “ผะ...ผีผี...มีผี!” แม้ว่าเสียงนั่นจะเบามากเมื่อเทียบกับเสียงดังโหวกเหวกรอบข้าง ทว่าชวีหนานอีและลวี่เยายังคงได้ยิน

            ทั้งคู่เงยหน้ามองขึ้นไปบนต้นไม้ 

            ชายบนต้นไม้สวมหมวกม่าน แต่งกายด้วยชุดสีดำ ครั้งแรกที่ถังโยวตะโกนว่าผี เขาก็เหาะหนีหายไปกลางอากาศในพริบตาแล้ว ชายผู้นี้วิชาตัวเบาเก่งกล้า ปลายกิ่งไม้ไม่สั่นเลยสักนิด 

            เมื่อลวี่เยาและชวีหนานอีมองตามทิศที่ถังโยวชี้ บนยอดไม้ ก็ไม่พบร่องรอยของชายชุดดำแล้ว 

            ชวีหนานอีเดินไปหาถังโยวแล้วเอ่ยถาม “เจ้าเห็นอะไร?”

            ถังโยวลุกขึ้นจากพื้น กล่าวอย่างเหนื่อยหอบ “เห็น...เห็น...เห็นผี!”

            ชวีหนานอีเลิกคิ้ว “ต้องให้ข้าถามอีกรอบไหม?”

            ถังโยวรีบส่ายหน้า ก่อนจะเปลี่ยนคำพูด “ข้าเห็นซานเซียว! ใช่ เป็นซานเซียวตัวนั้น! มันมืด ข้าเห็นไม่ชัดว่าคืออะไร ทันทีที่ข้าร้องว่าผี เจ้าซานเซียวก็หนีไปแล้ว การเคลื่อนไหวของมันเร็วมาก!”

            ชวีหนานอีมองไปบนต้นไม้พลางครุ่นคิด หากถังโยวมองไม่ผิด คนที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้อาจเป็นปีศาจสาวตัวจริง นางมาที่นี่เพื่อฆ่าซูเยว่หยิ่งเป็นแน่ เพียงแต่เขารู้สึกว่าซูเยว่หยิ่งอาจจะไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างที่แสดงออก 

            ลวี่เยามองไปยังที่ซ่อนของชายชุดดำ ในใจพลางคาดเดาบางอย่าง ชายผู้นั้นเคยอยู่ใกล้นางเช่นนี้ ทว่านางกลับไม่รู้สึกเลยสักนิดถึงการมีอยู่ของเขา ยอดฝีมือเช่นนี้มีอยู่จริง ทว่าไม่มากนัก

            เอาเถอะ ลวี่เยายอมรับว่าตนเองแอบโอ้อวดอยู่ในใจ 

            การฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ของนางไม่สูงมาก นางก็แค่ไม่สนวิธีทำร้ายคน

            หากชายที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้มีเจตนาร้าย และลงมือจัดการนางในทันที เป็นไปได้มากว่าครานี้ ศพที่นอนอยู่บนพื้นคงเป็นนาง จะประมาทซ้ำสองแบบนี้ไม่ได้!

            ทว่าเห็นชัดเจนว่า ชายผู้นั้นไม่ได้มีเจตนาร้าย

            นางนึกออกแล้ว ชายผู้นี้คือคนที่ถูกนางขับไล่ บอกแล้วแท้ ๆ ว่าจะไม่เจอกันอีกตลอดไป แต่เขาก็ยังมาตามหา 

            ลวี่เยาบอกไม่ถูกกับความรู้สึกในใจ นางเพียงหลับตา เพื่อปกปิดความกังวล 

            ในเวลานี้ สิ่งที่น่าตกใจก็เกิดขึ้น!

            ชายชุดดำสวมหมวกม่านกลับมา! เขาปรากฏตัวขึ้นเงียบ ๆ ใต้ต้นไม้!

            ถังโยวพยายามนึกถึงซานเซียวที่ตนเห็น พลางกล่าว “ท่านพี่ ท่านเคยเห็นซานเซียวตัวนั้นใช่ไหม? นางดำมาก ๆ ใช่ไหม? มีขนดกดำไปทั้งตัว? สิ่งที่ข้าเห็นเมื่อครู่เป็นก้อนดำ ๆ น่ากลัวมาก ท่านไม่รู้หรอก เมื่อครู่ข้าแค่จะปีนขึ้นไปสูง ๆ ทว่ากลับ...!!!” ขณะที่ถังโยวกำลังเปรียบเทียบให้ดู ปรากฏว่าเมื่อหันกลับไป นางเห็นชายชุดดำสวมหมวกม่านยืนอยู่ข้างหลังตนเองจริง ๆ ดวงตาของนางกลอกไปมาด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะล้มหมดสติ

            ทันทีที่ชายชุดดำปรากฏตัว ชวีหนานอีก็เงยขึ้นมอง แม้จะไม่ได้สบตากัน แต่ทั้งคู่กำลังสำรวจกันและกัน

            ชวีหนานอีไม่รู้ว่าชายชุดดำผู้นั้นจะย้อนกลับมา และไม่คิดว่าจะมีใครกลับมาด้วย ชวีหนานอีมองอีกฝ่ายเป็นเพียงชายชุดดำที่จู่ ๆ ก็โผล่มา เขาอดไม่ได้ที่จะคาดเดาว่า ชายผู้นี้เป็นใคร ต้องการสิ่งใด? เมื่อพิจารณาจากส่วนสูง ดูค่อนข้างคล้ายกับคนที่จุดไฟเผาที่ว่าการเขต 

            ชวีหนานอีมีความสงสัยในใจ แต่ไม่ได้แสดงออกทางใบหน้า เพียงคิดว่าชายชุดดำผู้นี้มิได้มาดี และข้างกายตนเองนอกจากลวี่เยา ก็ไม่มีใครให้ใช้งานได้ จากการที่ชายชุดดำลงมาจากฟ้าและปรากฏตัวอย่างเงียบกริบ ก็รู้ได้ทันทีว่าตนมิใช่คู่ต่อสู้ แทนที่จะร้องโวยวายขอความช่วยเหลือ สู้รอดูอยู่เงียบ ๆ จะดีกว่า 

            เมื่อคิดได้ดังนี้ ชวีหนานอีจึงไม่เคลื่อนไหวใด ๆ

            แต่คาดไม่ถึงว่าจู่ ๆ ลวี่เยาจะผลักเขาออกไป!

            เฮ้ย อยากตายหรือ!

            ชวีหนานอีไม่คิดเลยว่า จู่ ๆ ลวี่เยาจะผลักเขาออกไป ทำให้ร่างของเขาก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ตั้งใจ เขากวาดตามองรอบ ๆ เห็นทุกคนกำลังยุ่งกับการดับไฟ ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเขาตกอยู่ในอันตราย เขาถอนหายใจ ก้มศีรษะ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พี่ชาย เวลานี้เดือนดับ ลมก็พัดแรง ยากที่ท่านและข้าจะมีโอกาสได้ชมความครึกครื้นสุนทรีย์นี้ด้วยกัน เช่นนั้นเราหาที่นั่งพูดคุยและดื่มใต้แสงเทียนกันดีไหม?” ชวีหนานอีใช้โอกาสที่กำลังโน้มน้าว สังเกตชายชุดดำตั้งแต่หัวจดเท้าหนึ่งรอบ พบว่าเล็บของชายชุดดำเป็นสีดำ! และมีแสงสีเขียวจาง ๆ ราวกับ...อาบด้วยพิษร้าย ชวีหนานอีแอบตกใจ แต่ไม่เผยให้เห็นทางสีหน้าแม้แต่น้อย 

            สายตาของชายชุดดำดูจริงจัง เขามองผ่านชวีหนานอีและมองตรงไปยังลวี่เยา 

            ลวี่เยาคิด หึ ไอ้หนู คิดว่ามีม่านบังไว้ก็เท่ากับเราสองคนไม่เจอหน้ากันแล้วหรือ? ท่าทางอุดหูขโมยกระดิ่ง ของเจ้านี้ไปเรียนมาจากใคร?

            แม้ในใจลวี่เยาจะถือว่าชายชุดดำเป็นคนคุ้นเคย แต่สุดท้ายแล้วเพราะไม่เห็นใบหน้านางจึงไม่แน่ใจ อีกอย่าง ชายผู้นี้ก็ไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง และแม้ทั้งสองจะเดินสวนกันก็อาจจะไม่รู้จักกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสภาพนางในตอนนี้ 

            ลวี่เยาแอบสงสัยจึงมองไปที่เล็บของชายชุดดำ นางรู้ในทันทีว่า เขาคือคนคุ้นเคยจริง ๆ 

            นางแสร้งทำหน้าโง่เขลา พลางกระทุ้งหลังเอวชวีหนานอี กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทุกคนได้ยิน “เจ้านี่โง่ชะมัด! นั่นมันผู้หญิงชัด ๆ! เหตุใดจึงเรียกเขาว่าพี่ชาย?”

            ชวีหนานอีหันกลับมาขยิบตาให้ลวี่เยา พลางคิด เจ้าอย่าสร้างปัญหาในตอนนี้ หากชายผู้นั้นโกรธ เราสองคนจบเห่แน่ 

            ลวี่เยาแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ นางกะพริบตาพลางกล่าวอย่างไร้เดียงสา “ชวีหนานอี ตาเจ้าเป็นอะไร? แมลงเข้าตาหรือ? ข้าจะเป่าให้เอง”

            ชวีหนานอีตบหน้าผาก พลางกล่าวอย่างชาญฉลาด “ได้ เจ้าเป่าสิ”

            ทว่าลวี่เยากลับไม่ยอม นางชี้ไปที่ชายชุดดำและกล่าว “นั่นเป็นคนสนิทของเจ้า เจ้าให้เขาเป่าสิ!”

            ชวีหนานอีมองไปทางชายชุดดำ ก่อนจะเลิกคิ้วกล่าว “เช่นนั้น เจ้าเป่าให้ข้า?”

            ลวี่เยาหลบอยู่หลังชวีหนานอี จู่ ๆ นางคิดอยากจะเลาะกระดูกเขา แล้วยัดข้อหาสังหารเสี้ยนลิ่งชวีหนานอีให้กับชายชุดดำที่อยู่ตรงหน้า หากเป็นเช่นนี้ นางกระทำสิ่งใดในเขตลิ้วเหอก็จะสะดวกมากขึ้น

            เมื่อคิดได้ดังนี้ ลวี่เยายื่นมือออกไปกรีดสันหลังของชวีหนานอีทันที! 




    เสน่หาชั่วกัลป์เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ 

    ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้าขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

     

    ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g

    ***ถึงจะมี Ebookแล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***

    คล้ายกับเรื่องเสน่หาชั่วกัลป์ ที่คุณอ่าน