อันธการลิขิต (ภาคปฐมบท)

    ตอนที่ 77 วิหารกลิ่นกำมะถัน

    สายลมยามราตรีพัดแผ่วเบา นำพาความหนาวเย็นและกลิ่นอายชื้นแฉะมาปะทะผิวกาย ชาร์ลส์ยืนอยู่ข้างม้าของเขาที่ผูกไว้กับเสาไม้ริมบ้าน มือกำลังยัดปืนที่แย่งมาจากฮัมฟรีย์เข้าไปในกระเป๋าสัมภาระที่ติดอยู่บนอาน


    คำพูดสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ให้ชายชราก่อนจากมานั้น ไม่ได้เกิดจากความเย็นชาหรือเบื่อหน่ายอย่างที่แสดงออกไป แท้จริงแล้วมันเป็นความตั้งใจที่จะให้ฮัมฟรีย์ได้คิดทบทวน ให้ตระหนักว่าการฆ่าตัวตายในตอนนี้จะลากคนอื่นให้เดือดร้อนไปด้วย โดยเฉพาะชาร์ลส์ที่เพิ่งเข้ามาในบ้านและพูดคุยกับเขาเป็นคนสุดท้าย


    ชายหนุ่มเข้าใจดีว่าทำไมฮัมฟรีย์ถึงได้คิดสั้นในคืนนี้ การที่ต้องหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต เล่าความจริงอันน่าสะพรึงกลัวออกมาทั้งหมด คงกระตุ้นให้ความรู้สึกผิดที่ฝังลึกอยู่ในใจผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง และหลังจากที่ได้เล่าทุกอย่างให้นักสืบหนุ่มฟังแล้ว ก็เหมือนเป็นการส่งต่อภาระ ฝากความหวังไว้กับเขา จึงพร้อมที่จะจบชีวิตตัวเองเพื่อชดใช้บาป


    ชาร์ลส์หันกลับไปมองประตูบ้านเก่าที่เพิ่งเดินออกมา แสงตะเกียงริบหรี่ยังลอดออกมาตามช่องว่างระหว่างบานประตู ในใจหวังว่าชายชราจะสงบสติอารมณ์ลงได้ คิดให้รอบคอบและเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป


    เขาสูดหายใจลึก ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้า เป้าหมายต่อไปคือการหาที่เงียบสงบสักแห่งเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่ธีโอดอร์รวบรวมมาให้ สายลมเย็นพัดแรงขึ้น พาเอาเสียงใบไม้ไหวมาเข้าหู ราวกับเสียงกระซิบของความลับที่รอการเปิดเผย ม้าสีดำของเขาย่ำเท้าอย่างกระสับกระส่าย ก่อนที่ทั้งคู่จะออกเดินทางท่ามกลางความมืดของราตรีกาล


    หลังจากที่เสียงกีบม้าของชาร์ลส์เงียบหายไปในความมืด ฮัมฟรีย์ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ร่างกายโน้มไปข้างหน้าด้วยน้ำหนักของความทุกข์และความผิดบาป ดวงตาของเขาเหม่อมองเปลวไฟในตะเกียงที่เต้นระริกไปมา ทอแสงสีส้มอ่อนไปทั่วห้อง


    แต่แล้วจู่ๆ ความมืดก็คืบคลานเข้ามาในห้องอย่างผิดธรรมชาติ ราวกับม่านดำที่ค่อยๆ ปิดกั้นแสงสว่าง เปลวไฟในตะเกียงที่เคยลุกโชนกลับหรี่ลงจนแทบมอดดับ เหลือเพียงแสงริบหรี่ที่ไม่อาจต้านทานความมืดที่กำลังกลืนกินทุกอย่าง


    เสียงฝีเท้าดังก้องขึ้นจากความมืด... หนึ่งก้าว... สองก้าว... แต่ละจังหวะกระทบพื้นไม้เก่าดังกังวาน สะท้อนไปทั่วห้อง เสียงนั้นทำให้หัวใจของชายชราเต้นระรัว ความกลัวแล่นปราดขึ้นมาตามสันหลัง เหงื่อเย็นผุดซึมตามขมับ


    จากความมืดตรงหน้า ร่างสูงในชุดคลุมสีดำค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าถูกปิดบังด้วยผ้าคลุมศีรษะ อีกร่างหนึ่งในชุดแบบเดียวกันยืนอยู่เงียบๆ ด้านข้าง ราวกับเงาสะท้อนที่มีชีวิต


    ดวงตาของฮัมฟรีย์เบิกกว้างด้วยความตกใจ เห็นใบหน้าจากเสี้ยวเปลวไฟที่วูบไว้ ริมฝีปากสั่นระริก "เป็น... เป็นนายเอง?" เสียงของเขาแผ่วเบา แทบจะกลืนหายไปในความมืด


    "บอกเขาไปหมดเลยใช่ไหม?" เสียงทุ้มต่ำดังมาจากใต้ผ้าคลุม เย็นยะเยือกราวกับลมหนาว


    ฮัมฟรีย์พยักหน้าช้าๆ ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความเศร้าและความเหนื่อยล้า และที่สำคัญคือความละอายใจและสำนึกผิด "ใช่..." เขาตอบเสียงแผ่ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองร่างในชุดคลุม "นาย... เป็นคนฆ่าโรแลนด์ใช่ไหม?"


    แต่คำถามนั้นไม่มีคำตอบ มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งและความมืดที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ กลืนกินทุกอย่างจนไม่เหลือแม้แต่เงา…


    ……


    ชาร์ลส์นั่งอยู่ในมุมลับตาของร้านอาหาร 'ไก่ป่าทองแดง' เป็นโรงเตี๊ยมเก่าแก่ กลิ่นอายของความเก่าคร่ำคราและเสียงพึมพำของแขกที่มาใช้บริการลอยอวลอยู่ในอากาศ บนโต๊ะไม้เก่าตรงหน้ามีอาหารค่ำวางอยู่ ซุปเนื้อแกะเคี่ยวกับผักราก ที่ส่งกลิ่นหอมฉุยของโรสแมรี่และไทม์ พายเนื้อวัวที่มีแป้งกรอบนอกนุ่มใน หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ และน้ำเปล่า ซึ่งโดยปกติแล้วควรจะเป็นเครื่องดื่มอย่างเบียร์อุ่น ทว่าชายหนุ่มนั้นกลับไม่ชอบดื่มเบียร์ซะเลย


    แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่เหนือโต๊ะทอดเงาลงบนแผ่นกระดาษในมือซ้ายของเขา ขณะที่มือขวาจับช้อนตักซุปเข้าปากเป็นจังหวะ ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ข้อความซึ่งบรรยายชีวิตของเฮนรี่ แบลคเวลล์


    เฮนรี่ แบลคเวลล์ เกิดในครอบครัวช่างตัดเสื้อที่ยากจน เป็นลูกชายคนเดียวของแพทริคและมาร์เกรต แบลคเวลล์ มาร์เกรตเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่เมื่อเฮนรี่อายุเพียงสามขวบ ทิ้งให้แพทริคต้องเลี้ยงดูลูกชายตามลำพัง ด้วยรายได้จากการรับจ้างซ่อมและตัดเสื้อผ้า


    แพทริคพยายามสอนงานฝีมือให้ลูกชายตั้งแต่เล็ก แม้จะยากจนแต่ก็มีความสุขตามอัตภาพ จนกระทั่งเฮนรี่อายุสิบสี่ปี โชคร้ายก็เล่นงานครอบครัวอีกครั้ง เมื่อแพทริคประสบอุบัติเหตุตกบันไดขณะซ่อมหลังคาบ้าน เสียชีวิตในเวลาต่อมา ทิ้งหนี้สินก้อนใหญ่ไว้ให้ลูกชาย บ้านและทรัพย์สินถูกยึด เฮนรี่จึงต้องไปเป็นคนรับใช้ในคฤหาสน์ของเลดี้โจแอนนา มอนต์โกเมอรี่


    ระหว่างทำงานที่นั่น เขาได้รู้จักกับ ดันแคน เพนนิงตัน บุตรชายของ แพทริค เพนนิงตัน ขุนนางผู้ทรงอิทธิพล ทั้งคู่สนิทสนมกันแม้จะต่างชนชั้น จนดันแคนแนะนำให้เฮนรี่ไปทำงานเป็นคนสวนที่คฤหาสน์ของพ่อเขา ซึ่งให้ค่าจ้างดีกว่า


    ณ คฤหาสน์เพนนิงตัน เฮนรี่ได้แสดงความสามารถในฐานะช่างตัดเสื้อ เมื่อช่วยซ่อมเสื้อคลุมของ แพทริคที่ขาดในวันสำคัญ ฝีมืออันประณีตและรวดเร็วของเขาทำให้ แพทริคประทับใจ จึงเลื่อนตำแหน่งให้เป็นช่างตัดเสื้อประจำตัว


    ในช่วงนี้เอง เฮนรี่ได้พบรักกับ เมอร์ซี แฮรีสัน หญิงรับใช้ประจำตัวของเลดี้บริดเจ็ท ภรรยาของ คริสโตเฟอร์ ดาร์ซี่ ทั้งคู่ลักลอบพบกันอยู่สามปีก่อนจะได้รับพรจากเจ้านายของทั้งสองให้แต่งงานกัน เมอร์ซีเป็นผู้มีการศึกษาดี เนื่องจากเคยเป็นธิดาของพ่อค้าที่ล้มละลาย เธอช่วยสอนให้เฮนรี่อ่านออกเขียนได้ และปรับปรุงกิริยามารยาทให้เหมาะสมกับการคบหาชนชั้นสูง


    หนึ่งปีหลังแต่งงาน เฮนรี่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งช่างตัดเสื้อ โดยได้รับเงินก้อนใหญ่จาก แพทริคเป็นรางวัลตอบแทนการทำงาน เขาใช้เงินนี้เริ่มธุรกิจของตัวเอง เริ่มจากร้านตัดเสื้อเล็กๆ ในเมือง ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าชนชั้นสูงที่รู้จักฝีมือของเขาตั้งแต่สมัยทำงานที่คฤหาสน์เพนนิงตัน ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากร้านเล็กๆ กลายเป็นร้านหรูใจกลางเมือง มีลูกค้าระดับสูงมาใช้บริการไม่ขาดสาย


    ในช่วงสี่ปีนั้น เฮนรี่และเมอร์ซีมีชีวิตที่สุขสบาย จนกระทั่งอายุสามสิบสองปี เฮนรี่ได้ก่อตั้งสถานพยาบาลการกุศลเซนต์มาร์กาเร็ตขึ้น โดยเปิดรับบริจาคเพื่อเป็นค่าบุคลากรและอุปกรณ์ในการรักษา


    ชาร์ลส์วางช้อนลง หยิบผ้าเช็ดปากอย่างสุภาพ ดวงตาจับจ้องที่ข้อความตรงหน้า อ่านซ้ำไปมาหลายรอบ ความสงสัยผุดขึ้นในใจ 'แปลกชอบกล... เฮนรี่หาเงินมาสร้างโรงพยาบาลได้ยังไง? ถึงจะมีร้านตัดเสื้อที่ทำรายได้ดี แต่การสร้างโรงพยาบาลต้องใช้เงินมหาศาล'


    เขาครุ่นคิดต่อ 'เฮนรี่มีคนอยู่เบื้องหลัง? คนๆ นั้นจะต้องเป็นเจ้าของงานวิจัยตัวจริงอย่างแน่นอน คนที่สวมแหวนเงินวงใหญ่ แต่เป็นใครกันที่กล้าเสี่ยงให้เงินกับช่างตัดเสื้อธรรมดาเพื่อสร้างโรงพยาบาลการกุศล? หรือจะเป็นพ่อลูกตระกูลเพนนิงตัน?'


    แสงตะเกียงกระพริบไหว ส่องให้เห็นรอยขมวดคิ้วบนใบหน้าของชายหนุ่ม เขาวางความสงสัยนั้นไว้ก่อน แล้วก้มลงอ่านเนื้อหาส่วนต่อไป สายตาจับจ้องที่กระดาษในมือ พร้อมรับรู้ความจริงที่อาจซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด


    ชาร์ลส์พลิกกระดาษต่อไป สายตากวาดอ่านรายละเอียดธุรกิจของเฮนรี่ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงทอผ้าในเขตที่จ้างแรงงานราคาถูก โรงสีข้าวที่รับซื้อผลผลิตจากชาวนา กิจการขนส่งทางเรือที่ในแม่น้ำสายสำคัญ และโรงเลื่อยไม้ที่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน


    แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขามากที่สุดคือ เหมืองกำมะถันทางตอนเหนือ ที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง เขาหยิบดินสอขึ้นมาวงกลมข้อความส่วนนั้น


    'เหมืองกำมะถัน... น่าสนใจ' เขาครุ่นคิด พลางอ่านรายละเอียดต่อ


    ใกล้กับเหมืองมีโบสถ์ตั้งอยู่ สร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคของเฮนรี่เอง โดยอ้างว่าเพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนาให้กับคนงานที่เสียชีวิตในเหมือง ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยในแต่ละเดือน บ้างตายจากอุบัติเหตุ บ้างล้มป่วยจากสารพิษ


    'และที่สำคัญ...' ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว 'คนงานส่วนใหญ่เป็นนักโทษที่ถูกส่งมาใช้แรงงาน ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีใครคอยถาม ถ้าพวกเขาจะหายตัวไป... ก็คงไม่มีใครสังเกต'


    ความอยากอาหารหายไปหมดสิ้น สมองเริ่มประมวลผลข้อมูลที่ได้รับ สถานที่ห่างไกล การตายที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ และคนที่ไม่มีใครตามหา... ช่างเป็นที่ซ่อนที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทดลองอันน่าสยดสยอง ประกอบกับคำให้การของ ฮัมฟรีย์ที่บอกว่า รถม้าที่มารับของมักจะมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ ผ่านผ่านประตูเมืองและไม่เคยกลับมาในวันเดียวกันเลย


    แสงตะเกียงสาดส่องให้เห็นรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของชายหนุ่ม ในที่สุดเขาก็พบเบาะแสที่น่าสนใจเสียที


    ชาร์ลส์เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างร้านอาหาร นึกย้อนไปถึงเหมืองกำมะถันผุดขึ้นในหัว เขาเคยเห็นมันมาก่อนในระหว่างเดินทางไปทำงานนอกเมือง กลิ่นฉุนแสบจมูกที่ลอยมาตามสายลม และแนวกำแพงหินสูงที่ล้อมรอบพื้นที่กันคนเข้าออก


    เขานึกถึงเส้นทางที่จะต้องใช้ ออกจากเมืองไปทางทิศเหนือ ผ่านทุ่งหญ้าโล่งและป่าทึบ ก่อนจะถึงเขตภูเขาที่เหมืองตั้งอยู่ การเดินทางจะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน


    'ถ้าออกเดินทางคืนนี้...' เขาคำนวณในใจ 'ก็น่าจะไปถึงที่นั่นตอนเที่ยงวันหรือช่วงบ่าย'


    'คงต้องเตรียมตัวให้พร้อม ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่จะเข้าไปสำรวจโดยไม่มีการวางแผน'


    แสงตะเกียงสาดส่องให้เห็นแววตามุ่งมั่นของชายหนุ่ม เขาพับกระดาษเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอึกสุดท้าย ก่อนจะลุกขึ้นยืน เวลาเป็นสิ่งสำคัญ และเขาไม่อยากเสียเวลาอีกแม้แต่นาทีเดียว


    ชาร์ลส์ควักเงินวางไว้บนโต๊ะเป็นค่าอาหาร ก่อนจะสาวเท้าออกจากร้าน สายลมยามค่ำพัดกรรโชกผ่านถนนที่เริ่มวังเวง มีเพียงแสงตะเกียงริมทางที่ส่องสว่างเป็นระยะ


    'ต้องรีบกลับไปที่หน่วยพิเศษ' เขาคิดขณะเร่งฝีเท้า 'การแอบเข้าไปในเหมืองโดยลำพังคงเป็นความคิดที่โง่เง่า ต้องขออนุญาตหัวหน้าและขอกำลังเสริม'


    เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดังก้องในความเงียบ ภาพของเหมืองกำมะถันยังคงวนเวียนอยู่ในหัว กำแพงหินสูงตระหง่าน ไอพิษที่ลอยอวลในอากาศ และความลับอันน่าสยดสยองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง


    ชาร์ลส์เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น มุ่งหน้าไปยังกรมปราบปรามและป้องกันภัยเหนือธรรมชาติในเขตราชอำนาจชั้นนอก เขาต้องรีบรายงานเรื่องนี้ให้หัวหน้าทราบ และขอกำลังคนเพื่อบุกเข้าตรวจค้นเหมืองโดยเร็วที่สุด


    'เวลาเป็นสิ่งสำคัญ' เขาย้ำกับตัวเอง 'ต้องรีบแล้ว'



    คล้ายกับเรื่องอันธการลิขิต (ภาคปฐมบท) ที่คุณอ่าน

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

    ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    873K 2049
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810