หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 158 คำเตือนจากพี่ชาย

            ฟ้าสางทอแสงตะวันรำไร

            อากาศยามเช้าบนภูเขาค่อนข้างเย็น

            เช้าตรู่ยามที่อาลู่ตื่นขึ้นมาก็เดินไปเรียกเสี่ยวอู่ให้ตื่นก่อนใคร จากนั้นเสี่ยวอู่จึงไปเรียกอาสวินต่อ แล้วทุกคนจึงเดินไปปลุกน้องสาวพร้อมกัน

            สุดท้ายเมื่อเดินเข้าไปในห้อง ก็เห็นว่าข้างเตียงของน้องสาวมีเจ้าเด็กอ้วนนอนอยู่

            ใบหน้าของอาลู่พลันเปลี่ยนเป็นมืดทะมึนราวกับเมฆครึ้มก่อนฝนตก

            เสี่ยวอู่และอาสวินที่เดินตามหลังมาก็พลันเบิกตาโพลงจ้องมองภาพตรงหน้า

            เจ้าเด็กอ้วนน่าตายนี่มาอยู่ในห้องของน้องสาวได้อย่างไร

            เด็กชายพลันถูกอาลู่เตะเพื่อปลุกให้ตื่น

            ร่างอ้วนๆ ปีนขึ้นลุกนั่ง แล้วขยี้ตาแรงๆ สองสามครั้ง เมื่อเห็นคนตรงหน้า ร่างเสี่ยวซีก็พลันสั่นสะท้าน

            “อรุณสวัสดิ์ พี่ลู่ พี่อู่ พี่สวิน”

            เด็กชายกล่าวทักทายอย่างมีมารยาท

            จากนั้นจึงเพิ่งคิดได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            เมื่อวานเขานอนไปได้เพียงครึ่งคืนก็เกิดกลัวขึ้นมา ไม่รู้เช่นกันว่าเขาคลำทางมาห้องพี่โย่วที่อยู่ฟากนี้ของเรือนได้อย่างไร

            จากนั้นจึงถูกพี่โย่วถีบจนตกเตียง จึงได้นอนบนพื้นข้างเตียงตลอดคืน

            ทว่าบัดนี้กลับรู้สึกว่าสายตาของเหล่าพี่ชายตระกูลลู่ดูไม่ค่อยจะดีสักเท่าใด เด็กชายพลันตื่นเต็มตา รีบกอดพรมของตนแล้วจากไปอย่างรวดเร็วทันที

            เมื่อกลับไปถึงห้องของตนก็นอนหลับต่อทันที

            ขันทีชราไม่คาดคิดว่าเจ้านายของตนจะตื่นขึ้นกลางดึกเช่นนี้

            นายน้อยของเขายามได้หลับแล้ว ไม่ว่าจะปลุกอย่างไรก็ไม่เคยตื่น

            ยามนี้เขาตื่นมาก็เห็นว่านายน้อยยังนอนอยู่ก็รู้สึกวางใจ

            เฉินโย่วหลับค่อนข้างลึก

            ยังไม่คิดจะตื่นขึ้นมา

            เมื่อเห็นเหล่าพี่ชายก็หดกายแล้วกลิ้งเข้าไปซุกอยู่ที่มุมเตียง เว้นพื้นที่ด้านนอกไว้ให้เหล่าพี่ชาย

            ยามที่พวกเขายังเล็ก กระท่อมไม้บนภูเขากระดูกค่อนข้างซอมซ่อ ทั้งยังเหน็บหนาว เด็กทั้งสี่เบียดกันอยู่บนเตียงหลังเดียวจึงนับว่าเป็นเรื่องปกติ

            การนอนกอดกันกลมเป็นเรื่องธรรมดาของพวกเขา

            ต่อมาเมื่อเริ่มโตขึ้น แม่นางหลัวจึงได้บ่นหลายครั้งจนอาลู่เริ่มจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

            หลังจากนั้นอาลู่ เสี่ยวอู่ และอาสวินจึงได้นอนเบียดกันอยู่เตียงหนึ่ง ส่วนน้องสาวก็ให้นอนแยกอีกเตียงเพียงคนเดียว

            บัดนี้น้องสาวยังไม่ทันจะตื่นขึ้นมาก็งัวเงียทำตามความเคยชิน คงจะคิดว่ายังอยู่บนภูเขา จึงได้หดตัวไปอยู่ที่มุมเตียงเพื่อเว้นที่ไว้ให้เหล่าพี่ชายเช่นนี้

            เมื่อเห็นเตียงที่ยังว่างอยู่กว่าครึ่ง อาลู่ก็ทั้งโกรธทั้งขำ

            ความโกรธที่เห็นเจ้าเด็กอ้วนเมื่อครู่ก็พลันสลายไปราวกับหมอกควัน เหลือเพียงความอบอุ่นที่ยากจะบรรยาย

            เสี่ยวอู่ยังรู้สึกงุนงงอยู่ ทว่าน้องสาวเด็กที่สุด พี่ชายจะต้องปกป้องน้องสาว เมื่อก่อนเขาคอยปกป้องอาสวิน บัดนี้อาสวินโตแล้ว จึงเป็นน้องสาวที่ทำให้เขาค่อนข้างหนักใจ

            อาสวินใบหน้าค่อนข้างจะซีดขาว เห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธจัด

            อาลู่กระชากน้องสาวขึ้นมาอย่างไม่ปรานี เพื่อถามเรื่องเจ้าเด็กอ้วนว่าเป็นมาอย่างไร

            ใบหน้าของเฉินโย่วยังดูง่วงงุน

            “เจ้าอ้วนหรือ เขาวิ่งเข้ามาในห้องข้ากลางดึก ข้ายังคิดว่าเขาเป็นแม่นางงูขาวอยู่เลย พอข้าเห็นว่าเป็นเขาก็เตะจนกระเด็นเลยเชียว เขาจึงต้องนอนอยู่บนพื้นอย่างไรเล่า”

            “ต่อไปจะเข้านอนต้องลงกลอนให้ดีเข้าใจไหม” อาลู่กำชับน้องสาว

            เฉินโย่วหาวไป พร้อมทั้งเอ่ยขึ้น “แต่ตอนเช้าที่พวกพี่จะมาปลุกข้า ข้าไม่อยากลุกขึ้นไปเปิดประตูนี่”

            “ไม่เป็นไร ต่อให้เจ้าลงกลอนไว้ พวกข้าก็ยังมีกุญแจ” อาสวินเอ่ยขึ้น

            เสี่ยวอู่แม้จะยังไม่เข้าใจเท่าใด เพราะดูจากสภาพของเจ้าเด็กอ้วนแล้ว อย่างไรก็ดูไม่น่าจะรังแกน้องสาวได้ ทั้งน้องสาวยังเติบโตบนภูเขา เรื่องที่จะต่อยตีเจ้าเด็กนั่น สำหรับนางง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ทว่าก็ไม่รู้ว่าเหตุใดพี่ลู่และอาสวินจะต้องตึงเครียดถึงเพียงนี้

            ทว่าพี่ลู่กับอาสวินย่อมถูกต้องที่สุด เขาจึงพยักหน้าตามน้ำไป

            อาลู่ยังสั่งอีกว่าเรื่องนี้ห้ามพูดกับคนอื่นเด็ดขาด กระทั่งกับน้าหลัวก็ห้ามเล่า

            เฉินโย่วเมื่อคิดว่าขนาดพี่ชายยังตื่นตระหนกกันถึงเพียงนี้ หากน้าหลัวรู้เข้า จะต้องบ่นนางจนหูชาอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงยกมือสาบานว่าจะไม่พูดเด็ดขาด

            หลังจากกินข้าวเสร็จเฉินโย่วก็ถูกแม่นางหลัวเรียกตัวไป

            อาลู่และเสี่ยวอู่จึงกระตือรือร้นพาเจ้าเด็กอ้วนออกไปเล่นด้วยกัน

            เมื่อขันทีชราเห็นว่านายน้อยของตนออกไปเล่นด้านหลังภูเขาหลงยวน ทั้งอีกฝ่ายยังดูเหมือนจะรับนายน้อยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแล้ว เขาก็ตื้นตันใจขึ้นมา

            เด็กชายอยู่ดีๆ ก็ได้รับความสนใจเช่นนี้ก็ตกใจขึ้นมาเช่น ปกติมีเพียงพี่โย่วที่สนใจเขา พี่อู่ก็ยังพอไหว แต่พี่ลู่และพี่สวินกลับไม่ได้สนใจเขาอย่างสิ้นเชิง

            เหล่าเด็กหนุ่มพากันเดินไปจนถึงริมทะเลสาบ

            เด็กชายยังคงดีอกดีใจ จึงกระโดดโลดเต้นมาตลอดทาง เขาก็นับว่ายังพอจะดูคนออกอยู่บ้างว่าในกลุ่มนี้ พี่ลู่ย่อมต้องเป็นหัวหน้าอย่างแน่นอน

            “พี่ลู่ พวกเรามาที่นี่ทำไมหรือ”

            ปกติแล้วดูเหมือนจะมีแค่พี่โย่วที่เอาแต่เที่ยวเล่น คนอื่นๆ ดูเหมือนจะยุ่งอยู่ตลอด เขาเองก็เคยนึกสงสัยว่าคนอื่นๆ ยุ่งวุ่นวายอะไรกัน วันนี้ในที่สุดก็พาเขามาด้วยสักที

            “พอถึงแล้วเจ้าก็จะรู้เอง ข้ามีของน่าสนใจจะให้เจ้า” อาลู่ตอบอย่างใจเย็น

            เด็กชายรู้สึกว่าพี่ลู่ในตอนนี้ดูคล้ายกับพระมารดาของตนอย่างบอกไม่ถูก ดูภายนอกช่างอ่อนโยน ทว่าความจริงแล้วกลับดุร้ายเหลือทน เขาจึงขยับเข้าไปใกล้พี่อู่โดยสัญชาตญาณ

            ในสามคนนี้ พี่อู่แข็งแรงกำยำที่สุด ทว่าเด็กชายกลับรู้สึกสนิทสนมกับเขามากที่สุด

            ไม่นานนักพวกเขาก็เดินมาถึงอีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบ สถานที่นี้อยู่ไกลจากเรือนนัก

            อาลู่และคนอื่นๆ ก็พากันหยุดฝีเท้าลง

            “เสี่ยวซี ภาพต่อจากนี้เจ้าต้องตั้งใจดูให้ดี ทั้งเจ้ายังต้องจำภาพนี้เอาไว้ให้ดี เข้าใจหรือไม่” อาลู่เอ่ยปากบอกเด็กชาย

            เสี่ยวซีได้แต่พยักหน้าตอบรับ

            จากนั้นก็เห็นว่าอาลู่ล้วงงูตัวหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ใบหน้าของเด็กชายพลันฉายแววหวาดกลัว

            จังหวะต่อมาก็เห็นว่าอาลู่หยิบมีดเล่มหนึ่งออกมา จากนั้นก็สะบัดข้อมือครั้งหนึ่ง ตัดงูตัวนั้นขาดออกเป็นสองท่อน

            ใบหน้าของเสี่ยวซีซีดเผือดลงทันใด

            ทว่าต่อมาเสี่ยวอู่ก็เหวี่ยงลูกเหล็กฟาดลงไปบนร่างทั้งสองท่อนของเจ้างูผู้โชคร้ายจนร่างแหลกละเอียด

            เด็กชายพลันรู้สึกอ่อนแรงจนทรุดนั่งลงไปกับพื้น

            แต่แล้วอาสวินที่แต่งตัวเรียบร้อยหมดจนพร้อมท่าทางสง่างามค่อยๆ เก็บเนื้องูตรงนั้นโดยแบ่งเนื้อแหลกๆ ออกเป็นหกส่วน แล้วใส่ลงในกระเป๋า

            “ต่อไปหากพวกข้ารู้ว่าเจ้าแอบย่องเข้าห้องอาโย่วอีก เจ้าจะได้มีสภาพแบบงูตัวนี้แน่ เข้าใจหรือไม่”

            อาสวิน เด็กหนุ่มฟันขาวปากแดงยิ้มน้อยๆ แล้วเอ่ยกับเสี่ยวซี

            เด็กชายเมื่อคิดถึงฝีมือของพี่ชายทั้งสาม ใบหน้าอ้วนๆ ก็พลันเบะปากร้องไห้เสียงดัง “แง…”

            จากนั้นก็วิ่งร้องไห้จากไปทันที

            อาลู่ เสี่ยวอู่ และอาสวินยังคงหรี่ตามองเจ้าเด็กชายที่วิ่งหายไป

            พวกเขาล้วนแต่โตมาอย่างแร้นแค้น เมื่อเจอเรื่องอะไรก็ไม่เคยจะร้องไห้ง่ายๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่วิ่งไปร้องไห้ไปเช่นนี้

            “เหตุใดจึงร้องไห้เสียแล้วเล่า” อาลู่กล่าวขึ้น

            “นั่นน่ะสิ ลูกผู้ชายไม่ร้องไห้กันไม่ใช่หรือ” เสี่ยวอู่ก็บ่นลอยๆ 

            “อย่างกับเหล่าสตรี” อาสวินกล่าวขึ้นพร้อมใบหน้าเหม็นเบื่อเต็มทน

            อาลู่เอ่ยต่อ “เดิมทีเจ้างูนี่ก็ตายอยู่แล้ว ยามกินเจ้าเด็กนี่ไม่เห็นว่าจะกลัวอะไร”

            เสี่ยวอู่ที่กำลังเช็ดลูกเหล็กของตนก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย “ไม่แน่ว่าอาจจะแค่เสแสร้งก็ได้ เจ้าเด็กนั่นช่างน่ารังเกียจนัก”

            …...

            เด็กชายวิ่งหน้าตั้งร้องไห้จากไป วิ่งไปวิ่งมาก็ไปหยุดหน้าพี่โย่ว

            ทำเอาเฉินโย่วตกใจแทบแย่ เด็กชายวิ่งร้องไห้จ้า ดวงตาหรี่เล็กทั้งสองแดงก่ำ นางจึงได้ถามขึ้นด้วยความห่วงใย “ใครรังแกเจ้า เจ้าบอกข้ามา ข้าจะไปล้างแค้นให้” 

            ถึงอย่างไรเจ้าเด็กอ้วนก็เป็นน้องชายของนาง แม้จะเป็นครั้งแรกที่เคยมีคนเรียกนางว่าพี่โย่วก็เถิด อีกทั้งนางยังเคยถามเจ้าเด็กอ้วน แล้วก็พบว่าเขาอายุมากกว่านางด้วยซ้ำ

            เมื่อโดนคนที่อายุมากกว่าเรียกว่าพี่เช่นนี้ นางก็รู้สึกมีเกียรติอยู่ลึกๆ 

            ทว่าเมื่อเด็กชายคิดถึงพี่ชายอีกสามคนของพี่โย่วก็รีบส่ายหน้าไปมาทันที แต่ถึงกระนั้นก็ห้ามน้ำตาให้หยุดไหลไม่ได้ ร้องนานเข้าจมูกก็พลอยแดงก่ำไปด้วย

            เฉินโย่วไม่เคยมีประสบการณ์การปลอบใครมาก่อน จึงขมวดคิ้วน้อยๆ “เช่นนั้นเจ้าคิดถึงบ้านหรือ” 

            เด็กชายเมื่อถูกถามเช่นนี้ ทันใดก็รู้สึกคิดถึงเสด็จพ่อเสด็จแม่ขึ้นมาจริงๆ จึงได้ร้องไห้โฮขึ้นมา ใบหน้าอ้วนๆ ร้องไห้ไปก็พยักหงึกๆ

            “เช่นนั้นเจ้าเขียนจดหมายส่งให้พวกเขาก็ได้นี่นา เจ้าเสี่ยวอวี้ของพวกข้าส่งจดหมายไวนัก ข้าให้เจ้ายืมใช้ อย่าร้องไห้ไปเลย”

            เด็กชายหยุดร้องไห้ ทว่ายังคงทำตัวลีบเช่นเดิม พร้อมทั้งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เช่นนั้นข้ากลับไปเขียนจดหมายให้คนที่บ้านก่อนล่ะ พี่โย่ว ต่อไปข้าจะไม่แอบเข้าห้องท่านอีกแล้ว ข้ารับรองได้!”

            เฉินโย่วได้ยินเช่นนั้นก็งุนงงขึ้นมา อะไรกับอะไรกันนะ ทว่านางก็ยังคงทำท่าทางให้กำลังใจเจ้าน้องชายตรงหน้า “ไปเถิด ไปเถิด บ่ายนี้มีเนื้องูตุ๋น อร่อยอย่าบอกใครเชียว”

            เด็กชายที่เพิ่งจะหยุดร้องไปหมาดๆ บัดนี้น้ำตาก็เริ่มเอ่อล้นออกมาอีกครา…

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730