ภายในห้องโถงกลางของตำหนักที่หกนั้นได้มีร่างของถังเฟยหู่กำลังนั่งสมาธิอยู่ตรงกลางโดยมีพายุที่รุนแรงครอบคลุมร่างของเขาเอาไว้พายุนั้นมีส่วนผสมที่เจือปนไปด้วยไอพิษอย่างรุนแรงที่ด้านข้างนั้นได้มีหยางเฟยเทียนผู้เป็นอาจารย์ยืนกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อสั่งสอนให้ลูกศิษย์ผู้นี้สามารถควบคุมพลังปราณของตนได้
ดวงตาของหยางเฟยเทียนเรืองรองไปด้วยแสงสีทองเขากำลังใช้วิชาเนตรในการสังเกตการเคลื่อนไหวปราณภายในร่างของถังเฟยหู่เพื่อช่วยชี้แนะเขาด้วยความเชี่ยวชาญในการฝึกวิชาปราณเจ็ดสำเนียงมาหลายปีจึงสามารถชี้แนะการควบคุมได้อย่างชำนาญอีกทั้งหยางเฟยเทียนยังได้แนะนำเรื่องเคล็ดการปรับใช้วิชาเนตรเพลิงเข้ากับวิชาปราณ
เนื่องจากวิชาปราณของถังเฟยหู่ได้แปรผันกลายเป็นวิชาวายุพิษและวิชาเนตรของถังเฟยหู่เองก็มีรากฐานจากเพลิงพิษ จึงทำให้หยางเฟยเทียนผู้เป็นอาจารย์ได้แนะนำให้ใช้วิชาทั้งสองร่วมกันโดยมีธาตุพิษเป็นตัวเชื่อมอีกทั้งธาตุวายุและเพลิงยังช่วยหนุนเสริมกันและกันทำให้การโจมตีทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกหลายส่วน
ภายใต้การชี้แหนะของผู้เป็นอาจารย์ถังเฟยหู่ได้ซึมซับประสบการณ์การต่อสู้ของศิษย์พี่น้องและของตนมากขึ้นอีกทั้งยังมีความเข้าใจในศาสตร์แห่งดนตรีมากขึ้นอีกกว่าหลายส่วน ราวกับความเข้าใจในศาสตร์ดนตรีของเขาเป็นก้อนหินที่อยู่ริมผาซึ่งขาดเพียงแค่ลมเบาๆที่ผลักดันให้พุ่งออกไป ซึ่งคำชี้แนะของหยางเฟยเทียนและการต่อสู้ที่ได้พบเจอนั้นก็เป็นราวกับสายลมนั่นเป็นแรงผลักดันที่ช่วยหนุนเสริมและในที่สุดชายหนุ่มก็สามารถบรรลุซึ่งญาณแห่งดนตรีในที่สุดพร้อมกับที่เกิดการปะทุขึ้นของลมปราณภายในร่างกายที่เกิดจากการหลอมรวมและควบคุมรูปแบบปราณวายุพิษได้อย่างสมบูรณ์
ภายในห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่ได้เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องปราณทั้งร่างปะทะขึ้นอย่างรวดเร็ว จากขอบเขตก่อเกิดขั้นหนึ่งระดับสุดยอดบรรลุสู่ขั้นสองได้อย่างสมบูรณ์แบบและราบรื่นอย่างที่สุด
หยางเฟยเทียนเผยรอยยิ้มออกมาอย่างดีใจ “เยี่ยมมาก!เจ้าบรรลุแล้ว” ชายชราได้กล่าวออกมาพร้อมกับที่ถังเฟยหู่ได้ลืมตาของตนตื่นขึ้นจากภวังค์สมาธิหยางเฟยเทียนใช้วิชาเนตรสังเกตจึงสามารถมองออกว่าชายหนุ่มบรรลุญาณแห่งดนตรีในตอนนั้นเองที่ชายชราได้มีความคิดบางอย่าง
หยางเฟยเทียนได้นั่งลงเบื้องหน้าศิษย์ของตนพร้อมกล่าว“เอาละ…ก่อนที่เจ้าจะไปยังตำหนักที่หนึ่งเพื่อคัดเลือกต่อ…ข้าจำต้องการจะสอนวิชาหนึ่งแก่เจ้าเสียก่อนหลังจากที่เจ้าบรรลุญาณแห่งดนตรีควรจะรู้ว่านี่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำในการเป็นศิษย์ผู้มีฝีมือในสำนักของเรานั่นก็เพราะนอกจากญาณจะสามารถหนุนเสริมพลังในการต่อสู้แล้วในบางครั้งก็เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการฝึกวิชาบางประเภทด้วยเช่นกัน”
ในขณะที่หยางเฟยเทียนอธิบายจนถึงจุดนี้นั้นทำให้ถังเฟยหู่พลันนึกถึงวิชาหนึ่งที่ตนเองได้ฝึกนั่นก็คือเพลงทวนทัณฑ์มังกรซึ่งวิชานี้เองหากต้องการแสดงอานุภาพสูงสุดของวิชาออกมาก็จำต้องใช้คู่กับญาณแห่งสมุทรและสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรเช่นกันซึ่งหากมองในหลักการเดียวกับที่หยางเฟยเทียนได้บอกนั้นก็เท่ากับว่าเพลงทวนทัณฑ์มังกรต้องเงื่อนไขพื้นฐานเป็นญาณและสายเลือด
ถังเฟยหู่เองพยักหน้าอย่างเข้าใจเห็นดังนั้นแล้วหยางเฟยเทียนจึงได้พูดต่อไปชายชราได้อธิบายถึงหลักการและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อวิธีการปรับใช้ญาณดนตรีในการต่อสู้ซึ่งสำหรับผู้ใช้ศาสตร์ดนตรีชั้นสูงสมควรที่จะบรรลุซึ่งวิถีแห่งญาณมากกว่าหนึ่งเนื่องจากคุณสมบัติพิเศษของญาณแห่งดนตรี
นอกจากญาณแห่งดนตรีจะเพิ่มพลังในศาสตร์แห่งดนตรีแล้วมันยังสามารถที่จะใช้หลอมวิถีแห่งญาณอื่นเข้ากับบทเพลงตามธาตุพลังต่างๆได้เพื่อทำให้เกิดสภาวะพิเศษขึ้นในบทเพลงของธาตุต่างๆยกตัวอย่างเช่นบทเพลงทัณฑ์วชิระตามความจริงแล้วบทเพลงนี้สามารถสร้างภาพหลอนแทรกซึมผ่านประสาทสัมผัสทั้งหลายของคู่ต่อสู้เพื่อสร้างภาพลวงว่าถูกกักขังด้วยกรงขังสายฟ้าทำให้ร่างกายรู้สึกชาราวกับถูกสายฟ้ากักขัง
หากใช้ญาณแห่งดนตรีเพื่อหลอมเอาญาณแห่งสายฟ้าเข้าสู่บทเพลงทัณฑ์วชิระเมื่อบทเพลงอันรวดเร็วได้ถูกบรรเลงขึ้นทำนองเพลงจะถูกแทรกซึมผ่านทางประสาทสัมผัสทางเสียงหากเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ดนตรีขึ้นที่สูงขึ้นก็จะสามารถแทรกซึมทำนองเพลงผ่านอายตนะทั้งหลายมิใช่เพียงแต่การได้ยินโดยไม่อาจป้องกันได้
ซึ่งจุดนี้เองก็อาจจะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของวรยุทธ์ศาสตร์ดนตรีโดยเนื้อแท้แล้ววิชาในศาสตร์ดนตรีเป็นการล่อลวง สร้างภาพหลอน เป็นวิชากึ่งทางจิตและวิญญาณที่จู่โจมจิตใจของคู่ต่อสู้ให้ตกสู่ภวังค์การควบคุมของผู้ใช้วิชาหากคู่ต่อสู้มีวิชาฝึกจิต วิชาป้องกันวิญญาณหรือจิตอันแน่วแน่และแข็งแกร่งเกินกว่าผู้ใช้วิชา การจู่โจมของวิชาในศาสตร์ดนตรีก็จะถดถอยลงจนถึงขั้นที่แทบจะไร้ผลไป
นั่นจึงทำให้เกิดแนวทางการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์ศาสตร์ดนตรีที่แตกแขนงออกไปเป็นสายควบคุมอสูรซึ่งจะใช้จิตวิญญาณและทาสอสูรเพื่อจู่โจมเป็นหลัก ใช้วิชาศาสตร์ดนตรีเพื่อหนุนเสริมอสูรในอาณัติของตนแทนการจู่โจมฝ่ายตรงข้ามโดยตรงและหาจังหวะในการใช้ดนตรีเพื่อบั่นทอนพลังของคู่ต่อสู้ในจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น
ส่วนอีกหนึ่งสายที่แตกแขนงออกไปย่อมคือสายจู่โจมโดยศาสตร์ดนตรีผสานใช้การต่อสู้ผ่านวิธีการอันพิเศษทั้งหลายโดยทั่วไปแล้วจะเป็นการสร้างสรรค์อาวุธผสานเครื่องดนตรีออกมาเพื่อใช้ในการต่อสู้เช่นทวนที่ผสานขลุ่ย สามารถเปล่งเสียงได้จากการวาดทวนไปมาผ่านอากาศ หรือแม้แต่พิณและซอที่ซ่อนกระบี่เอาไว้
โดยสายจู่โจมนั้นจะใช้การบรรเลงบทเพลงผ่านการจู่โจมโดยมีแนวคิดว่าการทำให้คู่ต่อสู้เสียสมาธิระหว่างการต่อสู้จนไม่อาจแบ่งแยกจิตมาป้องกันจะทำให้สามารถใช้บทเพลงบรรเลงระหว่างจู่โจมสามารถแทรกซึมและครอบงำจิตใจของอีกฝ่ายให้ตกสู่ห้วงวิชาได้เมื่อหยางเฟยเทียนอธิบายมาถึงจุดนี้จึงได้บอกกล่าวว่ายังมีสายดั้งเดิมของยุทธ์ดนตรีซึ่งเป็นแก่นแท้ของวรยุทธ์สายนี้
นั่นก็คือการใช้ญาณผสานบทเพลงออกมาเพื่อสร้างการจู่โจมธาตุอันจริงแท้ออกมาโดยผู้ฝึกยุทธ์ดนตรีต้องก้าวมาถึงขอบเขตก่อเกิดเสียก่อนจึงสามารถแสดงอานุภาพอันแท้จริงออกมาเนื่องจากโดยทั่วไปแล้วในขั้นก่อเกิดจะมีความเข้าใจและสัมผัสต่อพลังในธรรมชาติอย่างลึกซึ้งและง่ายต่อการก่อเกิดญาณขึ้นในร่าง
แต่ก็มิได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถบรรลุญาณที่ตนต้องการในขั้นนี้ได้เช่นกันจำเป็นจะต้องประกอบขึ้นจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อพลังประเภทต่างๆ ซึ่งยุทธ์ดนตรีดั้งเดิมนอกจากต้องบรรลุญาณแห่งดนตรีจำต้องบรรลุซึ่งญาณประเภทอื่นเพิ่มอีกหนึ่งถึงจะมีคุณสมบัติในการฝึก
หยางเฟยเทียนทราบดีว่าก่อนนี้ถังเฟยหู่เคยบรรลุญาณประเภทอื่นมาแล้วจึงทำให้ชายชราเลือกที่จะถ่ายทอดเคล็ดลับในการใช้งานญาณแห่งดนตรีแก่ลูกศิษย์ก่อนที่จะนำพาเขาไปประลองกับศิษย์จากตำหนักอื่นอีกทั้งแนวทางดั้งเดิมนี้ไม่มีข้อเสียอีกทั้งยังสามารถใช้เพื่อหนุนเสริมได้ทุกแนวทางของยุทธ์ดนตรีทั้งหมดได้
ชายชราจึงได้บอกกล่าวเคล็ดลับการใช้ญาณแห่งดนตรีออกมาอีกทั้งยังถ่ายทอดท่วงทำนองทะเลคลั่งซึ่งเป็นบทเพลงชั้นสูงของสำนักให้แก่ชายหนุ่มอีกด้วยโดยท่วงทำนองนี้เทียบชั้นได้กับวรยุทธ์ระดับห้าอย่างบทเพลงหลอนวิญญาณโดยหนึ่งท่วงทำนองนั้นประกอบด้วยหลายบทเพลงย่อยภายใน
ซึ่งสำนักทางดนตรีส่วนมากจะครอบครองท่วงทำนองรวมถึงแต่งบทเพลงจำนวนมากออกมาหลากหลายธาตุรูปแบบเพื่อหนุนเสริมการใช้งานญาณรูปแบบต่างๆอันนับไม่ถ้วนของลูกศิษย์แต่เนื่องจากผู้บรรลุญาณแห่งดนตรีนับวันจะยิ่งมีน้อยคนลงภายในสำนักเสียงสวรรค์จึงทำให้ความนิยมของศิษย์ในการฝึกใช้ญาณแห่งดนตรีผสานน้อยลงไปตามกาลเวลาอีกทั้งยังมีอีกหนึ่งปัญหาสำคัญยิ่ง
นั่นก็คือความยากของการฝึกใช้ญาณผสานเพราะจำต้องใช้จิตและการควบคุมอย่างแม่นยำหลังจากหยางเฟยเทียนถ่ายทอดเคล็ดลับและท่วงทำนองให้แล้วก็ลองให้ถังเฟยหู่ได้ฝึกด้วยตนเองไปก่อนส่วนชายชราก็ได้เดินออกไปที่ด้านข้างเพื่อเฝ้ามองอยู่ไม่ห่างเท่าไหรนักถังเฟยหู่นั้นเริ่มทำการเล่นบรรเลงเพลงของท่วงท่วงทำนองทะเลคลั่งออกมาเพื่อฝึกซ้อมก่อนซึ่งด้วยความจำเป็นเลิศจึงทำให้เรียนรู้ไม่นานนัก
ชายหนุ่มจึงได้บรรเลงเพลงที่มีท่วงทำนองรวดเร็วเป็นอย่างมากออกมารอบทิศได้เกิดภาพมายาจากบทเพลงทำให้เห็นถึงภาพคลื่นลมของมหาสมุทรที่บ้าคลั่งออกมาชายหนุ่มได้บรรเลงบทเพลงทะเลคลั่งใส่ร่างของตน ภายรอบกายของเขาได้ปรากฏภาพมายาเสมือนจริงของห้วงทะเลสุดกว้างใหญ่
ชายหนุ่มได้ดำดิ่งจิตของตนเข้าสู่ภายในห้วงวิญญาณของตนภายในนั้นได้มีสี่ตราวิญญาณภายใน พวกมันเหล่านั้นก็คือญาณที่เขาเคยบรรลุมากอปรด้วยญาณโลหิต ญาณสมุทร ญาณมรณะ และญาณดนตรี
ถังเฟยหู่ได้เพ่งจิตของตนเข้าไปสัมผัสยังญาณแห่งดนตรีญาณชนิดนี้ของเขาเป็นตรารูปขลุ่ยหยกสีเขียวมรกตบรรยากาศโดยรอบของตรานี้ราวกับจะมีเสียงดนตรีอันแผ่วเบาปลดปล่อยออกมาอยู่ตลอดในตอนนั้นเองที่เขาได้กระตุ้นเพื่อใช้ญาณแห่งดนตรีออกมาแทบจะในทันที
การรับรู้ภาพมายาเสมือนจริงโดยรอบพลันสมจริงมากขึ้นกว่าเดิมการแสดงอานุภาพของศาสตร์แห่งดนตรีทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกทั้งผลของญาณแห่งดนตรีมีส่วนช่วยหนุนเสริมการแทรกซึมของบทเพลงเข้าสู่ร่างของผู้ตกอยู่ภายใต้ห้วงวิชาแทรกซึมผ่านประสาทสัมผัสต่างๆจนดำดิ่งไปถึงวิญญาณ
เขาได้รับรู้และสัมผัสได้ถึงญาณแห่งดนตรีจากร่างกายของตนเองเขาสามารถควบคุมภาพมายาที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายมากขึ้น โดยรวมแล้วการใช้ญาณผสานวิชาออกมาทำให้อานุภาพมีมากขึ้นอย่างแน่นอนในตอนนั้นเองที่เขาได้เรียกใช้ญาณอีกหนึ่งชนิดออกมา ตรารูปมังกรสมุทรสามตัวพัวพันได้ถูกกระตุ้นขึ้นมันคือญาณแห่งสมุทร พลังงานลึกลับกลิ่นอายของทะเลได้พวยพุ่งขึ้นในตอนนั้นเองที่พลังของญาณแห่งดนตรีได้ชักนำพลังเหล่านั้นและผสานเข้ากับตัวมันก่อนที่จะถ่ายทอดออกมาผ่านร่างกายของเจ้าของและส่งต่อสู่บทเพลงที่กำลังบรรเลง
ครืนนนนน
ในพริบตานั้นเองที่ภาพมายาของมหาสมุทรอันบ้าคลั่งได้ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่านักภาพมายาคลับคล้ายกับกำลังจะกลายเป็นของจริงกลิ่นอายของทะเลอันบ้าคลั่งราวกับเขาสามารถสัมผัสได้ด้วยร่างกายและวิญญาณของตนความเข้มข้นของพลังญาณทวีสูงขึ้น ความกลมกลืนของญาณแห่งสมุทรที่ผสานเข้ากับบทเพลงมีความเข้ากันได้อย่างมากขึ้นในทุกขณะโดยมีญาณแห่งดนตรีเป็นสะพานเชื่อม
ถังเฟยหู่ได้หยุดการเล่นดนตรีของตนพร้อมกับที่หยางเฟยเทียนเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับรอยยิ้มอย่างภูมิใจชายชราได้กล่าวออกมา “ดีมาก! พรสวรรค์ของเจ้านับว่าไม่ธรรมดา สามารถผสานญาณทั้งสองกับบทเพลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำเห็นเช่นนี้อาจารย์ก็วางใจฝากเกียรติยศของตำหนักเราไว้ที่เจ้า!”
“ขอบคุณขอรับอาจารย์ ศิษย์จะทำอย่างเต็มที่และจะเป็นตัวแทนของสำนักไปร่วมงานชุมนุมเทพดนตรีให้ได้ตามความคาดหวังของอาจารย์!” ถังเฟยหู่กล่าวออกมาด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
จากนั้นทั้งสองศิษย์อาจารย์ได้เดินทางออกมาจากตำหนักที่หกไปอย่างรวดเร็วด้วยท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมหยางเฟยเทียนจึงได้ใช้โอกาสนี้สั่งสอนเคล็ดวิชาตัวเบาของสำนักเพิ่มเติมอีกทั้งยังชี้แนะการหลอมรวมปราณที่แปรผันไปของชายหนุ่มเข้ากับวิชาตัวเบาดั้งเดิมชายหนุ่มได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับอาจารย์ของตนเพื่อเสริมสร้างแนวทางตน
ใช้เวลาไม่นานนักพวกเขาทั้งสองต่างก็ได้มาถึงยังลานหินใหญ่ทางเข้าของตำหนักซึ่งถูกสร้างยึดเกาะไว้กับหน้าผาทิวทัศน์รอบด้านเต็มไปด้วยทะเลหมอกอันสวยงดงามราวกับแดนสวรรค์ที่ลานหินแห่งนั้นเต็มไปด้วยศิษย์พี่น้องมากมายจากตำหนักต่างๆได้มารวมตัวกัน
ที่บริเวณด้านหนึ่งของลานหินได้ปรากฏศิษย์ของตำหนักที่หกซึ่งเดินทางล่วงหน้ามาก่อนแล้วได้จับจ้องพื้นที่เอาไว้หยางถิงที่ยืนอยู่ด้านหน้ากลุ่มตำหนักที่หกเมื่อเห็นท่านตาและศิษย์น้องถังได้เดินทางมาถึงแล้วจึงได้โบกไม้โบกมือเรียกพวกเขาทั้งสองให้เดินไปหยางเฟยเทียนได้เดินนำพาถังเฟยหู่ไปยังกลุ่มของหยางถิง
หยางถิงได้เตรียมเก้าอี้ตัวหนึ่งเอาไว้ให้แก่หยางเฟยเทียนเมื่อชายชราได้เดินทางมาถึงศิษย์ทั้งหลายต่างก็กล่าวทักทายด้วยความเคารพหยางเฟยเทียนกล่าวทักทายตอบกลับอย่างยิ้มแย้มก่อนที่จะนั่งลงชายชรามองไปทางรอบด้านก็พบเห็นศิษย์พี่น้องของตนที่เป็นเจ้าตำหนักทั้งหลายต่างก็นั่งอยู่รอบบริเวณลานหิน
หยางเฟยเทียนได้กล่าวออกมา“คาราวะศิษย์พี่ทั้งหลาย”เมื่อกล่าวเสร็จทุกคนต่างก็ทักทายเขากลับอย่างเป็นกันเองในตอนนี้เจ้าตำหนักทั้งหลายต่างก็มาถึงแล้ว ขาดก็เพียงแต่เฉินหลินที่เป็นเจ้าตำหนักที่หนึ่งและควบตำแหน่งเจ้าสำนัก
แต่ไม่นานนักก็ได้มีเสียงอินทรีร้องกู่ก้องดังขึ้นจากเบื้องบนเมื่อทุกคนมองขึ้นไปก็พบเห็นอินทรีวายุตัวใหญ่ยักษ์กำลังร่อนลงมาที่บนหลังของมันปรากฏร่างกายของชายผมขาวที่มัดรวบผมเอาไว้ด้วยปิ่นยาวสีเขียวมรกตใบหน้าเกลี้ยงเกลาปรากฏร่องรอยของความชราเพียงเล็กน้อยหากพูดไปแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าเขาคือชายชราที่มีอายุถึงเจ็ดสิบสองปีแล้วเขาเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉินหลินที่ทุกคนรอคอย
เฉินหลินได้กระโดดขึ้นจากหลังของทาสอสูรอินทรีวายุแล้วสลายมันกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณเขาได้ใช้พลังปราณวายุที่ควบคุมอย่างชำนาญเพื่อร่อนกายลงมาอย่างแผ่วเบาลงตรงกลางของลานหิน
“ยินดีต้อนรับศิษย์พี่น้องและศิษย์หลานทั้งหลายของข้าข้ารู้สึกยินดียิ่งนักที่วันนี้เราจะได้เห็นการเติบโตของผู้เยาว์ทั้งหลายพวกเจ้าจงจำเอาไว้ให้ดีว่าการประลองหาตัวแทนของสำนักในครั้งนี้สำคัญเป็นอย่างมากแต่เหนือสิ่งอื่นใดคือพวกเจ้าจะได้รับประสบการณ์อันมีค่าจากการรับชมการประลองของศิษย์ชั้นเยี่ยมของพวกเราไม่ว่าผลสุดท้ายแล้วตัวแทนเข้าร่วมงานชุมนุมจะเป็นใครขอให้พวกเจ้าระลึกไว้ในใจเสมอว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของผู้ฝึกตนคือการท้าทายตนเองและมุ่งสู่ขั้นที่เหนือกว่าอย่างไม่ย่อท้อขอเพียงเจ้าพยายามหนทางแห่งความสำเร็จจะต้องปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของพวกเจ้าอย่างแน่นอน!” เมื่อเฉินหลินกล่าวเสร็จก็ได้เดินไปยังที่กลุ่มของตำหนักที่หนึ่งพร้อมนั่งลงบนเก้าอี้ตำแหน่งเจ้าตำหนัก
“เอาละ…ตัวแทนของแต่ละตำหนักจงก้าวออกมาด้านหน้า”เฉินหลินได้กล่าวออกมาพร้อมกับที่ศิษย์ทั้งหลายต่างเริ่มพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นว่าจะทดสอบคนเช่นไรซึ่งทางด้านตำหนักที่หกนั้นก็เป็นถังเฟยหู่ที่ก้าวออกมาเบื้องหน้าท่ามกลางความแปลกใจของศิษย์ตำหนักอื่นที่รับทราบฝีมือของหยวนหลิ่งจือและคาดเดาว่าคนผู้นี้น่าจะได้เป็นตัวแทน
ถังเฟยหู่กวาดตามองไปโดยรอบเพื่อสำรวจตัวแทนจากตำหนักอื่นส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิษย์รุ่นหลังที่ถังเฟยหู่ไม่คุ้นหน้าเสียเท่าไหรนักยกเว้นก็เพียงแต่ลู่หลินจากตำหนักที่สี่ซึ่งเขาเคยประลองด้วยสามกระบวนท่าซึ่งลู่หลินเองก็มองมายังเขาเช่นกันสายตาของชายร่างยักษ์ผู้นี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกระหายต่อสู้
ถังเฟยหู่ได้สังเกตว่าแต่ละตำหนักล้วนส่งศิษย์เข้าร่วมการประลองจำนวนแตกต่างกันออกไปมีก็เพียงแต่ตำหนักที่หกเท่านั้นที่ส่งตัวเขาออกมาแค่เพียงคนเดียว ถังเฟยหู่หันกลับไปมองศิษย์พี่น้องตำหนักตนด้วยสายตาแห่งความสงสัยทุกคนล้วนแต่ยิ้มแห้งใส่เขาโดยไม่ตอบสิ่งใดกลับ
กลับเป็นหยางถิงที่ได้กล่าวออกมา“เจ้าไม่ต้องสงสัยไปหรอกศิษย์น้องสิทธิ์การส่งตัวแทนเข้าร่วมของแต่ละตำหนักได้มาจากอัตราศิษย์ภายในสังกัด พวกเรามีศิษย์ในตำหนักเป็นจำนวนน้อยที่สุดจึงทำให้สามารถส่งตัวแทนได้เพียงผู้เดียวแต่ถึงอย่างไรพวกเราก็คาดหวังในตัวเจ้าไว้มาก อย่าแพ้ละ”นางได้ยิ้มออกมาอย่างจริงใจ
ถังเฟยหู่เองก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจเขาหันกลับมาสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเขายังไม่ทราบว่าการคัดเลือกตัวแทนการประลองจะเป็นเช่นไรแต่ในตอนนั้นเองที่ได้มีพายุหอบหนึ่งพัดผ่านมา และในพริบตาได้ปรากฏร่างของหยางปินในชุดจอมยุทธ์สีขาวปักลายมังกรสีเขียวขึ้นที่ตรงกลางของลานหิน
เจ้าสำนักเฉินหลินได้เปิดปากพูดขึ้นด้วยท่าทางที่ดูธรรมดาแต่เสียงของเขากลับก้องกังวาลไปโดยรอบซึ่งบ่งบอกถึงพลังภายในอันเข้มแข็งในร่างของเขา“ฮ่าๆๆ ยินดีต้อนรับผู้คุมกฎหยางปินเรื่องงานประลองในวันนี้ก็ขอฝากท่านด้วย”
หยางปินหันไปทางเจ้าสำนักพร้อมกับประสานมือทำความเคารพ“ผู้น้อยขอน้อมรับคำสั่งเช่นนั้นข้าก็ขอเริ่มการประลองคัดเลือกตัวแทนเลยแล้วกันถึงอย่างไรทุกช่วงลมหายใจที่ผ่านไปก็เท่ากับเวลาที่กระชั้นเข้ามาของงานชุมนุมอีกอย่าง ข้านั้นคาดหวังกับผลของงานชุมนุมในปีนี้เป็นอย่างมาก” เขากล่าวพร้อมกับเบี่ยงสายตาไปมองถังเฟยหู่เล็กน้อยแล้วเผยรอยยิ้มออกมา
ซึ่งถังเฟยหู่นั้นแปลกใจเป็นอย่างมากนั่นเพราะผู้คุมกฎตรงหน้านี้ก็คืออาจารย์ลุงที่ถ่ายทอดเพลงทวนให้เขามิใช่หรือไม่น่าเชื่อเลยว่าอาจารย์ลุงผู้นี้ที่แท้ก็คือผู้คุมกฎหยางของสำนักเขาได้แต่น้อมขอบคุณอาจารย์ลุงท่านนี้ในใจการทักทายกันในช่วงเวลาเช่นนี้ดูเป็นการไม่เหมาะสมเท่าไหรนัก
หยางปินได้กล่าวออกมาด้วยพลังอันเข้มแข็ง “เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเถิดการคัดเลือกของข้าในปีนี้ต้องการสรรหาผู้แข็งแกร่งในหมู่พวกเจ้าสำหรับสำนักศาสตร์ดนตรีเช่นเรา หลักการสำคัญคือคำว่าจิตใจ! พวกเจ้าสมควรรู้ว่าวิชาศาสตร์ดนตรีนั้นเล่นงานที่จิตใจโดยกึ่งทางการโจมตีทางวิญญาณห้องพวกเจ้ามีใจที่เข้มแข็งก็จะเปรียบเสมือนยันต์คุ้มภัยอยู่ชั้นหนึ่งในการประลองดนตรี หากพวกเจ้าเพลี่ยงพล้ำแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นเบี้ยล่างและตกเข้าสู่ภายใต้การครอบงำจากเคล็ดดนตรีของอีกฝ่าย”
ทันทีเมื่อสิ้นเสียงของหยางปินเขาก็ได้วาดมือออกไปในแนวขวาง ฝ่ามือข้างนั้นสะบัดออกไปอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงขึ้นภายในอากาศเสียงนั้นก้องกังวานไปไกลในพริบตานั้นเองที่ได้บังเกิดสายลมหอบหนึ่งนำพาร่างกายของตัวแทนทุกตำหนักให้ลอยตัวเข้ามาหายังส่วนกลางลานหิน
หยางปินได้คว้ามือเข้าไปในอกเสื้อแล้วนำขลุ่ยขนาดเล็กประมาณหนึ่งฝ่ามือออกมาขลุ่ยนั้นเล็กจิ๋วราวกับของเล่น ดูไปแล้วทำจากไม้ไผ่ที่แกะสลักเองโดยหยางปินในตอนนั้นเองที่ผู้คุมกฎผู้นี้ได้ประกบปากของตนเข้ากับขลุ่ยภายในมือและบรรเลงเพลงออกมาแทบจะในชั่วพริบตานั้นเองที่ตัวแทนทุกคนในลานหินได้ตกเข้าสู่ห้วงภวังค์ของวิชาบรรเลงเพลงของหยางปิน!
ไม่อาจต่อต้าน ไม่อาจขัดขืน อำนาจอันเด็ดขาด!เป็นความต่างของระดับพลังอันเข้มแข็งระหว่างหยางปินและศิษย์รุ่นเยาว์ในสำนักตัวแทนของทุกตำหนักต่างก็พยายามใช้พลังของตนเพื่อขัดขืน พวกเขาต่างเร่งเร้าใช้เคล็ดหัวใจพิณเพื่อปกป้องจิตใจของตนไม่ให้ตกสู่ภวังค์ของวิชา
แม้หยางปินจะกดพลังของตนเองให้พอเหมาะกับการทดสอบแต่ถึงอย่างไรก็ยังดูยากจนเกินไปสำหรับศิษย์ตัวน้อยทั้งหลาย หยางปินใช้พลังของตนออกโดยกำหนดขอบเขตอย่างแม่นยำว่าเป้าหมายมีเพียงผู้เข้าร่วมการทดสอบด้วย
ถังเฟยหู่รู้สึกราวกับมีพลังอันแข็งแกร่งมากดทับร่างเอาไว้ราวกับแขนขาของเขาหนักขึ้นอีกหลายเท่า ภายในจิตใจของเขาราวกับรู้สึกถึงความกดดันในร่างเป็นอย่างมากภาพโดยรอบพลันบิดเบี้ยวและปรากฏเปลวเพลิงน่าอัศจรรย์วิชาดนตรีของหยางปินได้แทรกซึมเข้าสู่จิตใจและวิญญาณของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
ทุกคนเร่งเร้าเคล็ดหัวใจพิณเพื่อสงบจิตใจอย่างรวดเร็วพวกเขาพยายามต่อต้านวิชาที่กำลังครอบงำจิตใจของพวกเขา ในสายตาของถังเฟยหู่ที่เห็นรอบด้านเป็นทะเลเพลิงนั้นบิวเบี้ยวไปมาเพื่อเขาใช้เคล็ดหัวใจพิณออกมาเขาสูดหายใจเขาลึกจนสุดปอดเพื่อสงบจิตใจอีกด้านใช้เวลาเพียงไม่นานนักในที่สุดถังเฟยหู่ก็สามารถหลุดรอดออกมาจากภาพหลอนของทะเลเพลิงตรงหน้าได้
ทุกอย่างรอบตัวดูกลับมาเป็นปกติอีกครั้งในตอนนั้นเองที่เขาได้เร่งยกมือขึ้นมาปิดหูเพื่อลดทอนเสียงเพลงของหยางปินดูเหมือนว่าเขาจะสามารถหลุดพ้นจากวิชาออกมาเป็นคนแรก คนอื่นที่สังเกตเห็นต่างส่งเสียงฮือฮากันอย่างเนืองแน่นพวกเขาแทบไม่อยากเชื่อว่าตัวแทนจากตำหนักที่ไม่โดดเด่นอย่างตำหนักที่หกจะแข็งแกร่งขนาดนี้
แต่ความจริงแล้วที่ถังเฟยหู่สามารถหลุดพ้นออกมาได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากรากฐานพลังวิญญาณของเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่แล้วนับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ในศาสตร์วิญญาณเสียด้วยซ้ำไปอีกทั้งในวิญญาณของเขายังผสานไว้ซึ่งมรดกจอมมารอย่างสายเลือดมังกรมารกลืนสมุทรนั่นจึงทำให้วิญญาณของเขายิ่งหนาแน่นและแข็งแกร่งยิ่ง!
แม้แต่หยางปินเองยังถึงกับแปลกใจ หลังจากนั้นผ่านไปอีกสักพักนึงจึงมีคนของตำหนักที่หนึ่งสามารถหลุดพ้นออกจากภวังค์ของวิชามาได้อีกห้าคนส่วนคนของตำหนักอื่นก็เริ่มปลดปล่อยตนเองออกมาจากวิชาของหยางปินได้แล้วรวมถึงแม้แต่ลู่หลินจากตำหนักที่สี่เองเช่นกัน
ลู่หลินกัดฟันโคจรเคล็ดฝึกกายกลองหนังมนุษย์ออกมาเขาไม่ค่อยเชี่ยวชาญในวิชาฝึกจิตใจของสำนักเท่าไหรนักเขาได้ใช้พลังใจที่ไม่ย่อท้อเพื่อต่อต้านเขากัดฟันเกร่งพลังและฝืนใช้ร่างกายเพื่อขยับตัวและหลุดพ้นจากวิชาให้ได้ ภาพมายาที่เขาพบเห็นคือโซ่เพลิงที่ตรึงร่างกายของเขาเอาไว้
ในตอนนั้นเองที่ลู่หลินได้ระเบิดพลังทั้งร่างออกมาเขากู่ก้องร้องคำรามออกมาด้วยเสียงอันดัง เขาขยับแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของตนและกระชากออกโดยพร้อมกันในพริบตานั้นเองที่ภาพมายาตรงหน้าได้แตกสลายออกไป ลู่หลินทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยพร้อมกับนำมือมาป้องหูเพื่อปฏิเสธการรับฟังเสียงเพลงตรงหน้า
ซ่างกวงเหวินเจ้าตำหนักที่สี่หัวเราะก้องอย่างชอบใจ“ดีมากลู่หลิน! ฮ่าๆๆ ทำให้ทุกคนรู้ว่าพลังกายคือเคล็ดสำคัญของดนตรีฮ่าๆๆๆๆ!” เสียงหัวเราะของเขาก้องไปไกลจนเจ้าตำหนักทั้งหลายต่างหันหน้ามามองเจ้าสำนักเฉินหลินได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจอย่างรู้สึกหนักใจ เฉินหลินมองภาพลู่หลินตรงหน้าทับซ้อนกับซ่างกวงเหวินในสมัยก่อนช่างเหมือนกันราวกับแกะ อาจารย์เป็นเช่นไร ศิษย์เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ทางด้านหยางปินเมื่อเห็นศิษย์จำนวนหนึ่งผ่านการทดสอบแล้วเขาจึงได้ตวัดมือเก็บขลุ่ยกลับไป เขาได้หมุนตัวและสะบัดแขนเสื้อออกสายลมปราณหอบหนึ่งได้ฟาดออกไปและผลักใส่ร่างกายของศิษย์ที่ไม่ผ่านการทดสอบแรกออกไปนอกขอบเขตที่ใช้เพื่อทดสอบในตอนนี้คนที่อยู่ในรัศมีที่ไม่โดนกวาดออกไปยังเหลือผู้คนอีกนับสิบหยางปินรู้สึกชื่อชมตัวแทนศิษย์ในปีนี้ที่มีคนผ่านมาได้เยอะเท่านี้ เขาถึงกับเผยรอบยิ้มอย่างชื่นชมออกมาพร้อมกับกล่าว“พวกเจ้าทั้งหมดผ่านการทดสอบแรกแล้ว! ในฐานะอาจารย์ลุงข้ารู้สึกภูมิใจในตัวพวกเจ้ามากแต่การทดสอบที่แท้จริงพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น…”