หลี่หยางก้าวเท้าเข้าสู่โถงภารกิจของพันธมิตรนักล่าอสูรอย่างสงบนิ่ง แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนหลากระดับที่พลุกพล่าน แต่เขากลับดึงดูดสายตาของหลายคนได้อย่างไม่ต้องเอ่ยคำใด
กลิ่นอายพลังของเขาแน่นหนักขึ้นกว่าเดิม ราวกับมีอำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในทุกย่างก้าว
เมื่อเขาเดินถึงเคาน์เตอร์ประจำ ชายชราผู้ดูแลภารกิจระดับสูงที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าก็เงยหน้าขึ้น
รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา
“กลับมาแล้วหรือหลี่หยาง… เจ้าทำภารกิจที่สามสิบ เสร็จเรียบร้อยแล้วสินะ”
ชายชรารับแผ่นภารกิจที่หลี่หยางส่งให้ ตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
เขาหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วเปิดออกเผยให้เห็น ตราสัญลักษณ์ระดับ A ที่เปล่งแสงแผ่วเบา
“ข้าติดตามผลงานเจ้ามาตลอดสองเดือนนี้ เจ้าไม่เพียงแค่ทำภารกิจสำเร็จ แต่ครั้งนี้เจ้ายังรอดกลับโดยไม่มีนักหลอมโอสถสูญเสียใด ๆ ถือว่าไม่ธรรมดาเลย ทางสำนักโอสถหยกฟ้า แจ้งมา และกล่าวชื่นชมเจ้าไม่หยุด ทำให้ข้าชักหมั่นไส้เจ้า ขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว” ชายชรายิ้มอย่างใจดี
หลี่หยางยื่นมือรับตราสัญลักษณ์ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ภายในกลับรู้สึกโล่งใจอย่างแปลกประหลาด
นี่เป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญบนเส้นทางของเขา — ก้าวเข้าสู่ระดับ A
ภารกิจที่อันตรายยิ่งขึ้น รางวัลที่ล้ำค่ากว่าเดิม และศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมกำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า
ชายชรายิ้มเล็กน้อยพลางเอ่ยเสียงแหบพร่า:
“ยินดีด้วยพ่อหนุ่ม เจ้าเป็นนักล่าระดับ A อย่างเป็นทางการแล้ว”
“ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าไม่ใช่แค่นักล่าธรรมดาอีกแล้ว… โลกของระดับ A นั้นต่างออกไป จงเตรียมตัวให้ดี”
หลี่หยางพยักหน้าเบา ๆ ค้อมศีรษะเล็กน้อยก่อนถามกลับทันที:
“เช่นนั้น… พรุ่งนี้ข้าสามารถมารับภารกิจระดับ A ได้เลยใช่หรือไม่?”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ
“ได้สิ ๆ แต่ก่อนที่เจ้าจะตื่นเต้นไปกว่านี้ ข้ามีเรื่องหนึ่งจะบอกเจ้าไว้ก่อน”
ชายชราเหลือบมองตราระดับ A ในมือของหลี่หยาง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง:
“แม้เจ้าจะได้รับตราระดับ A แล้วก็ตาม แต่เจ้าคงรู้ว่า…”
“ตามกฎของพันธมิตรนักล่าอสูร — ผู้ที่ได้รับตรา A ใหม่ จะยังไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมภารกิจพิเศษ หรือ ‘เข้าแดนลับ’ จนกว่าจะทำผลงานระดับ A สำเร็จอย่างน้อย สามภารกิจเต็ม เพื่อยืนยันความสามารถและความมั่นคงของเจ้าในระดับนี้”
หลี่หยางพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขารู้อยู่แล้วว่าเส้นทางของผู้แข็งแกร่งไม่มีคำว่าง่าย
แต่ครั้งนี้แดนลับจะเปิดเร็วกว่าปกติ — จากที่ควรจะเปิดในเดือนหน้า ตอนนี้มันกำลังจะเปิดภายใน 7 วันข้างหน้าเท่านั้น”
หลี่หยางขมวดคิ้ว สีหน้าร้อนรนเป็นอย่างมาก ก่อนเอ่ยถามด้วยความตกใจ:
“ภายใน 7 วัน ข้าไม่สามารถทำภารกิจระดับ A ได้ทันแน่ …เช่นนั้น ข้าก็หมดโอกาสแล้วหรือ?”
เขาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดกำลังจะสูญเปล่า
ชายชรายกมือขึ้นเหมือนจะขัด แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแฝงรอยยิ้ม:
“ฟังข้าให้จบก่อนพ่อหนุ่ม…
แววตาหลี่หยางสั่นไหวเล็กน้อย ชายชราจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น:
ชายชราเงยหน้าขึ้นสบตากับหลี่หยาง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังและแน่นิ่งกว่าเดิม:
“เพราะเหตุนี้เอง พันธมิตรนักล่าอสูรจึงจัด ‘การทดสอบพิเศษ’ ขึ้นเพื่อคัดเลือกผู้เข้าร่วมแดนลับให้ครบสิบคน — ตอนนี้ ที่นั่งมีผู้จับจองแล้วถึง 9 คน เหลืออีกเพียง หนึ่งที่นั่งสุดท้ายเท่านั้น”
หลี่หยางเงียบไปครู่หนึ่ง ชายชรากล่าวต่อ:
“การทดสอบก็ไม่ยุ่งยากอะไรนัก คนที่มีตราระดับ A ขึ้นไปสามารถ ‘ขึ้นเวทีประลอง’ ได้ทันที คนที่อยู่ด้านล่างจะมีโอกาสท้าทายคนที่อยู่บนเวทีได้เพียง หนึ่งครั้ง
หากชนะ — ก็จะยืนอยู่บนเวทีแทน
หากแพ้ — ก็หมดสิทธิ์ทันที”
“เวทีประลองจะจัดขึ้นในลานทดสอบหลักของพันธมิตร วันพรุ่งนี้ฟ้าสาง
และจะเปิดให้ต่อสู้ได้ตลอดวัน…
เมื่อสิ้นสุดหนึ่งวันเต็ม — ใครที่ยังยืนอยู่บนเวทีได้จนวินาทีสุดท้าย
ผู้นั้นจะได้ ‘สิทธิ์สุดท้าย’ เข้าสู่แดนลับ!”
หลี่หยางเงียบไปเพียงชั่วครู่ก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ มุมปาก แววตาแน่วแน่ดังเดิม
“หนึ่งวัน… หนึ่งเวที… หนึ่งที่นั่งสุดท้ายงั้นหรือ? ข้าจะเป็นคนที่ยืนอยู่จนถึงวาระสุดท้ายให้ได้”
ชายชราหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ดี… เจ้าหนุ่ม เจ้ามีโอกาสแล้ว ขอแค่ยืนหยัดให้ได้จนถึงยามค่ำของวันพรุ่งนี้
แต่อย่าประมาทเชียวล่ะ“
หลี่หยางไม่ตอบ เพียงแต่หันหลังเดินออกไปช้า ๆ พร้อมกับความเงียบที่ทรงพลัง —
ในยามราตรีอันเงียบสงบ — แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้ของห้องพักในโรงเตี๊ยมเรียบง่าย หลี่หยางนั่งขัดสมาธิบนเบาะผ้า หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ลมหายใจเปี่ยมด้วยความสงบนิ่ง แต่เบื้องใน… จิตของเขากำลังประมวลกลยุทธ์อย่างเงียบงัน
“การขึ้นเวทีแต่เนิ่น ๆ… จะเท่ากับเปิดโอกาสให้ผู้อื่นถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน”
“ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด การปะทะหลายสิบครั้งติดกันโดยไม่มีช่วงพัก… ก็ย่อมต้องมีรอยรั่ว”
เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาส่องประกายเย็นเยียบแต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคม
“ข้าจะไม่เร่งรีบเหมือนพวกใจร้อน… แต่จะเลือก ‘เวลา’ และ ‘จังหวะ’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เพื่อก้าวขึ้นเวที… และไม่ลงมาอีกเลย”
เขามองเข้าไปในทะเลจิต ซึ่งสัตว์อสูรคู่ใจทั้งห้าของเขาพักผ่อนอยู่เตรียมพร้อมสำหรับการศึกใหญ่ที่กำลังมาถึง ผีเสื้อบุปผาหยกวิญญาณแผ่กลิ่นอายอ่อนโยนออกมารอบห้อง ประหนึ่งให้พลังแห่งการฟื้นฟูไหลเวียน
หลี่หยางเปิดเปลือกตาช้า ๆ สายตาพราวลึกฉายแววครุ่นคิดอีกครั้ง เขาลูบคางเบา ๆ พลางพึมพำ
“แต่หากทุกคนคิดเหมือนกันหมด… ไม่มีใครขึ้นเวทีแรก อาวุโสที่ควบคุมการประลองคงไม่ปล่อยให้เสียเวลาแน่”
เขาเริ่มมองการณ์ไกลออกไปอีกขั้น…
หากไร้ผู้ขึ้นเวที อาวุโสอาจ บังคับสุ่มเลือก หรือแม้แต่ ส่งศิษย์ของพันธมิตรขึ้นเวทีเพื่อกระตุ้นการประลอง
หรืออาจเปลี่ยนกติกาเป็น การจับฉลากเรียงขึ้น ซึ่งจะทำให้เขาเสียเปรียบ เพราะไม่สามารถควบคุมจังหวะได้
หลี่หยางหลับตาแน่น แล้วค่อย ๆ เปิดออกอีกครั้ง สายตาเยือกเย็นมั่นคง
“ข้าต้องมีแผนสอง… หากสถานการณ์ไม่เป็นใจ”
เขาค่อย ๆ หลับตาลงอีกครั้ง เพื่อปล่อยให้คืนสุดท้ายก่อนการทดสอบ… เป็นคืนแห่งการพักฟื้นที่สมบูรณ์ที่สุด
หลี่หยางนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่งตลอดทั้งคืน ลมหายใจเป็นจังหวะมั่นคง ลมปราณภายในกายหมุนเวียนเป็นวงสมบูรณ์ทุกจุด พลังวิญญาณนิ่งราวกับผืนน้ำไร้คลื่น ร่างกาย จิตใจ และสำนึกวิญญาณรวมเป็นหนึ่งเดียว
สัตว์อสูรทั้งห้า—
จิ้งจอกจันทร์ทมิฬ, วิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์, แม่ทัพบุปผาพิษสวรรค์, ผีเสื้อบุปผาหยกวิญญาณ และราชินีหิมะนิรันดร์—
ต่างก็กลับเข้าสู่สภาพสมบูรณ์ พร้อมรับศึกใหญ่ พวกมันนิ่งราวกับรู้ว่าพรุ่งนี้คือวันสำคัญของเจ้านาย
จนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องผ่านช่องหน้าต่าง หลี่หยางลืมตาขึ้นอย่างเงียบงัน แววตานิ่งลึกสงบแต่แฝงไว้ด้วยประกายคมกล้า
เขาลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ชำระร่างกายอย่างเรียบง่าย เปลี่ยนเป็นชุดนักล่าของพันธมิตร ก่อนจะสะพายถุงสัมภาระเบา ๆ บนบ่า
“วันนี้… ข้าจะคว้าสิทธิ์นั้นมาให้ได้”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็เปิดประตูห้องอย่างแน่วแน่ ก้าวออกจากโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าสู่ ลานประลองกลาง ที่อยู่ใจกลางเขตของพันธมิตรนักล่าอสูร ที่ซึ่งเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ A ขึ้นไปจะตัดสินชะตาของตนในศึกแห่งเกียรติและโอกาส