หากไม่ได้เป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องราวภายในจวนก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าข้าวสารอาหารแห้งภายในเรือนนั้นราคาสูงมากเพียงใด
เสิ่นเชียนเกอตรวจดูรายจ่ายในแต่ละวันอย่างละเอียดทุกบรรทัด
เมื่อดูจนถี่ถ้วนแล้ว นางก็พบว่าไม่มีรายการใดที่เป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแม้แต่รายการเดียว ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต้องซื้อหาทั้งสิ้น
อันที่จริง ข้าวของเครื่องใช้ภายในเรือนกุยเยี่ยนก็ไม่ได้มีมากมายนัก ตัวเรือนทั้งเล็กและคับแคบ ยามที่ย้ายมาพักอาศัยที่สวนรองหอหนิงโช่ว นอกจากเสื้อผ้าอาภรณ์แล้วเสิ่นเชียนเกอจึงไม่ได้ขนย้ายสิ่งใดออกมาแม้แต่ชิ้นเดียว ถึงแม้เครื่องเรือนเก่า ๆ ของเรือนเล็กในสวนรองจะยังพอมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ครบครันนัก ท้ายที่สุดนางจึงต้องหาซื้อโต๊ะและเก้าอี้รวมถึงของใช้อื่น ๆ มาไว้ใช้งานเพิ่มเติม
ก่อนหน้านี้ ยามที่พักอาศัยอยู่ที่เรือนกุยเยี่ยน ทั้งนางและสาวใช้จะอาศัยอาหารสามมื้อจากห้องครัวใหญ่ แต่ตอนนี้เมื่อได้ย้ายมาอยู่ในเรือนที่มีห้องครัว อีกทั้งยังถูกตัดขาดความอนุเคราะห์ทุกสิ่งอย่างจากสวนหลัก ดังนั้นทั้งฟืน ข้าวสาร น้ำมัน เกลือ หรือแม้แต่เครื่องใช้อย่างหม้อ กระทะ ตะหลิว จึงจำเป็นต้องซื้อหา เมื่อรวมกับของใช้จิปาถะอื่น ๆ ด้วยแล้ว การจ่ายเงินถึงสิบตำลึงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
ยิ่งกว่านั้น เสิ่นเชียนเกอยังรู้ดีว่าเป็นเพราะนางได้พึ่งใบบุญฮูหยินผู้เฒ่าอยู่บ่อยครั้ง …ค่าใช้จ่ายจึงลดน้อยถึงเพียงนี้ได้!
ฮูหยินผู้เฒ่ามักจะส่งบ่าวไพร่นำผักสดและเนื้อปลามาให้เรือนรองเป็นประจำทุกวัน หากวันใดหาซื้อเนื้อสัตว์ป่ามาได้ ก็จะแบ่งมาให้นางถึงสองส่วน แท้จริงแล้วควรกล่าวว่าฮูหยินผู้เฒ่าช่วยรับผิดชอบเรื่องอาหารการกินของเรือนรองไปทั้งหมดเลยเสียด้วยซ้ำ
เสิ่นเชียนเกอปิดสมุดบันทึกรายจ่ายเล่มน้อยลงอย่างทอดถอนใจ
เก๋อมามาเองก็ถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้มก่อนจะเอ่ยวาจาสีหน้าโศกสลด “เมื่อสองวันก่อนบ่าวไปพบหัวหน้าพ่อบ้านที่สวนหลักมา ได้ความว่าตอนนี้สวนหลักจะไม่ดูแลเรื่องเงินประจำเดือนของสาวใช้ที่เราพามาด้วยอีกแล้ว วันที่สิบห้านี้ก็จะเป็นวันที่ทางจวนจะต้องจ่ายเงินประจำเดือนให้แก่พวกนาง ลำพังตัวบ่าวกับเหลียงเฉินไม่ต้องการเงินในส่วนนี้ เพียงแค่ท้องอิ่มและมีที่ซุกหัวนอนก็เพียงพอ แต่คนอื่น ๆ คงยังต้องการอยู่เจ้าค่ะคุณหนู”
เมื่อได้ฟังเก๋อมามากล่าวเตือนเช่นนั้น ความทดท้อในใจเสิ่นเชียนเกอก็เปลี่ยนกลายเป็นความกลัดกลุ้มฉับพลัน
ถึงแม้บรรดาสาวใช้เหล่านั้นจะมีสถานะต่ำต้อยและเป็นเพียงบ่าวรับใช้ในเรือนเล็ก แต่อย่างไรเสียเสิ่นเชียนเกอก็เป็นคนพาพวกนางออกมาเอง ความรับผิดชอบเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่ปุถุชนพึงมี ดังนั้นนางจะบกพร่องเรื่องเงินค่าจ้างไม่ได้เป็นอันขาด
เสิ่นเชียนเกอจึงกำชับเก๋อมามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “มามา เมื่อถึงวันที่สิบห้า ท่านจงจ่ายเงินให้พวกนางตามปกติและเพิ่มเงินให้พวกนางอีกหนึ่งร้อยอีแปะ ท่านและเหลียงเฉินเองก็เช่นกัน”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เก๋อมามาก็รีบปฏิเสธเสียงแข็ง “คุณหนูรองยังจะเกรงใจอะไรบ่าวอีกเจ้าคะ เพียงแค่จ่ายให้พวกนางก็เพียงพอแล้ว อีกอย่างพวกเราก็มีเงินเพียงร้อยกว่าตำลึงเท่านั้น อย่างมากก็ทำได้แค่ประคับประคองให้ผ่านครั้งนี้ไปเท่านั้น”
“ไม่ได้ ข้าจะให้มามากับเหลียงเฉินทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนได้อย่างไร เรื่องนี้ท่านต้องฟังข้า อีกอย่างใช่ว่าพวกเราจะไม่มีเงินเช่นนี้ไปตลอด ข้าสัญญา ภายภาคหน้า มามาและทุกคนที่นี่จะต้องได้ปรับเงินเดือนขึ้นอย่างแน่นอน!”
ด้วยท่าทีจริงจังและแววตาแสนหนักแน่นของสาวน้อยตรงหน้าทำให้เก๋อมามาทำได้เพียงพยักหน้ารับปาก กระนั้นมามาผู้ภักดีก็ลอบตัดสินใจว่านางจะเก็บเงินค่าจ้างส่วนของตนไว้ ยามใดที่คุณหนูต้องการใช้ นางจะหยิบยื่นให้โดยไม่ลังเล
หลังจากเสิ่นเชียนเกอดื่มน้ำแกงหวานจนหมดถ้วย เก๋อมามาก็ออกจากห้องไป
ยามนี้ ภายในห้องสี่เหลี่ยมจึงเหลือหญิงสาวผู้กำลังกลุ้มใจอยู่เพียงลำพัง ภายใต้แสงเทียนสว่างไสว ดวงตาเมล็ดซิ่งจ้องมองไปยังสมุดบันทึกรายจ่ายพลางครุ่นคิดทบทวน …จะมัวนั่งงอมืองอเท้าเช่นนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ต้องคิดหาวิธีสร้างรายได้ให้เร็วที่สุด ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่สามารถหวังพึ่งใต้เท้าเสิ่น เสิ่นฮูหยิน และเสิ่นจิ่งเยี่ยนได้แน่ เช่นนั้น…นางควรรีบอาบน้ำแล้วเข้านอนให้เร็วขึ้นสักหน่อยจะดีกว่า…
************************
ณ ตรอกเล็ก ๆ ด้านหลังสวนรองหอหนิงโช่ว
ยามวิกาลเช่นนี้ แม้กระทั่งร้านอาหารก็ยังปิดประตูลงกลอนจนหมดสิ้น ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดและแสงจันทร์สลัวของคืนเดือนมืดกลับมีเงาพร่าเลือนของร่างสองร่างกำลังเคลื่อนที่ลัดเลาะผ่านหลืบมุมและเงามืดของอาคารบ้านเรือนไปอย่างเนิบนาบ
โจวจื่ออวี้กระชับเสื้อคลุมให้มิดชิดยิ่งขึ้น สองตามองสำรวจซ้ายขวา สองขาย่องตามร่างสูงที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลช้า ๆ ด้วยความระมัดระวัง
“ท่านอ๋อง เดินเล่นพอหรือยังพ่ะย่ะค่ะ? ช่วงต้นวสันตฤดูแบบนี้ แค่ท้องฟ้าเริ่มมืด อากาศอุ่น ๆ ก็ไม่มีเหลือแล้ว แต่นี่ดึกดื่นค่อนคืนท่านยังจะออกเที่ยวเล่น! หากจับไข้เพราะความหนาวจะแย่เอาได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยนอ๋องที่สวมอาภรณ์สีดำสนิทก้าวขาเรียวยาวไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายราวกับกำลังเบื่อหน่ายชีวิตเสียเต็มประดา หลังจากฟังวาจาของสหายสนิทน้ำเสียงทุ้มต่ำก็ลอยไปตามสายลม “หากเจ้าทนไม่ไหว ก็กลับจวนไปได้เลย”
โจวจื่ออวี้เงียบเสียงทันควัน “…”
หากเขากล้าหาญเช่นนั้นคงไม่ก้าวเท้าออกจากจวนตั้งแต่แรกหรอก! ‘ก็เพราะไม่กล้าอย่างไรเล่าถึงต้องออกมาเดินหนาวปากซีดตัวสั่นอยู่แบบนี้!’
เพราะเป็นสหายของเยี่ยนอ๋องมานานหลายปี โจวจื่ออวี้จึงรู้จักนิสัยของคนเอาแต่ใจผู้นี้ยิ่งกว่าผู้ใด ‘หึ! ไม่ต้องบอกก็รู้…นี่คือการแก้แค้นอย่างหนึ่ง’ หากเขาไม่ติดตามมาด้วยล่ะก็ เยี่ยนอ๋องอาจจะลงโทษเขาหนักกว่านี้ก็เป็นได้ หากครั้งหน้าเยี่ยนอ๋องให้เขาคัดตำราหลักทางสายกลางยี่สิบจบ มือน้อย ๆ ของเขาต้องทนรับไม่ไหวเป็นแน่
“ยอมอุทิศตนเพื่ออยู่เคียงข้างวีรบุรุษ หากเลือกแล้วก็ต้องทำให้ตลอดรอดฝั่งพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง!” โจวจื่ออวี้กล่าวเอาใจผู้เป็นนายเสียงหนักแน่น
สิ้นคำผู้ติดตามหนุ่มก็กวาดสายตามองดูรอบ ๆ ในตอนนั้นเองที่ความรู้สึกคุ้นเคยปรากฏขึ้นในหัว โจวจื่ออวี้คุ้นตากับสถานที่แห่งนี้ราวกับว่าเขาเคยพบเห็นมาก่อน
เมื่อลองสังเกตดูอีกครั้ง ผู้ติดตามอ๋องก็หวนนึกขึ้นได้ ‘นะ…นี่ไม่ใช่กำแพงหลังสวนรองของจวนเสิ่นหรอกหรือ?’ ในตรอกนี้มีร้านสุราร้อยปีอยู่ร้านหนึ่งซึ่งเขาและท่านอ๋องเคยมาร่ำสุราที่ร้านแห่งนี้ ในคราวนั้น ท่านอ๋องถูกสะกดด้วยกลิ่นของกินหอมรัญจวนเข้าโดยบังเอิญ และด้วยความอยากลิ้มลองอาหารเลิศรสของบุรุษผู้คลั่งไคล้การกิน โจวจื่ออวี้จึงจับพลัดจับผลูต้องลอบปีนกำแพงเข้าไปในเขตจวนตระกูลเสิ่นตามเยี่ยนอ๋องไปอย่างจำใจ
‘เหตุใดท่านอ๋องถึงมาที่นี่อีก?’
‘คงไม่ได้แอบมาขโมยอะไรกินอีกหรอกนะ?’
‘วันนี้ก็ไม่เห็นจะได้กลิ่นหอมอะไรเป็นพิเศษเลยสักนิด…’
ในขณะที่โจวจื่ออวี้กำลังทบทวนเรื่องราวอยู่ จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็บังเกิดขึ้นในหัว…ปิ๊ง!
‘...ท่านอ๋องคงไม่ได้มาหาคุณหนูรองเสิ่นหรอกใช่ไหม? ’
โจวจื่ออวี้ทอดสายตามองกำแพงสูงตระหง่านที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าก่อนที่ความสงสัยจะเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
โดยปกติแล้ว เหล่าเจ้านายของตระกูลสูงศักดิ์ภายในเมืองหลวงส่วนมากก็มักจะพักอาศัยอยู่ในพื้นที่จุดศูนย์กลางของเขตจวนหรือส่วนที่ค่อนไปทางด้านหน้าซึ่งอยู่ใกล้กับประตูใหญ่ น้อยนักที่จะพักอาศัยอยู่ในเรือนที่ปลูกติดกับกำแพงด้านหลัง
เสิ่นเชียนเกอเป็นถึงบุตรสาวภรรยาเอกของใต้เท้าเสิ่น ถึงแม้เรือนพักอาศัยจะไม่ได้หรูหราอลังการ แต่ก็คงต้องตั้งอยู่ในส่วนกลางของเขตจวนรวมกับหมู่เรือนหลักอื่น ๆ เป็นแน่
โดยปกติเรือนที่ปลูกติดกับกำแพงท้ายจวนก็มักจะเป็นที่พักอาศัยสำหรับครอบครัวพ่อบ้านหรือหัวหน้าหญิงรับใช้ของจวนเสียมากกว่า
ในขณะที่ผู้ติดตามกำลังเหม่อลอยคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น เยี่ยนอ๋องก็ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนจะทะยานขึ้นสู่กำแพงจวนเสิ่นไปอย่างรวดเร็ว
โจวจื่ออวี้ที่เพิ่งรู้สึกตัวพ่นลมหายใจเหนื่อยหน่าย ในตอนนั้นแทบอยากหลับหูหลับตาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วลอบกลับจวนของตนไปเสียจริง ๆ
‘เป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงมีบรรดาศักดิ์ขั้นอ๋อง แต่กลับแอบปีนเข้าปีนออกกำแพงจวนผู้อื่น ขอลาออกจากการเป็นสหายอ๋องไปตอนนี้เลยจะทันหรือไม่?!’
ขณะนี้ล่วงสู่ยามรัตติกาลมานานแล้ว บ้านเรือนทุกหลังปิดประตูหน้าต่างลงกลอนแน่นหนา ไม่มีผู้คนสัญจรไปมาแม้แต่คนเดียว หมาจรจัดเจ้าถิ่นก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา และด้วยความมืดสลัวของคืนจันทร์เสี้ยวนี้จึงทำให้ไม่มีผู้ใดพบเห็นการกระทำของเยี่ยนอ๋องแม้แต่น้อย
เมื่อพบว่าโจวจื่ออวี้เอาแต่ยืนตะลึงงันอยู่เบื้องล่าง เยี่ยนอ๋องก็ส่งเสียงทวงถามแผ่วเบา “จื่ออวี้ เจ้าจะไม่ขึ้นมารึ? แล้วผู้ใดจะรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยของข้าล่ะ?”
โจวจื่ออวี้อยากจะเบะปากร้องไห้เสียให้ได้ สวรรค์เหตุไฉนถึงสร้างท่านอ๋องให้ไร้ยางอายได้เช่นนี้! หากเปรียบเทียบกันแล้ว วรยุทธ์ของพวกเขาทั้งคู่เป็นเช่นไร ท่านอ๋องย่อมรู้ดี!
‘รับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยอย่างนั้นรึ? เยี่ยนอ๋องเพียงผู้เดียวก็สามารถจัดการเขาถึงห้าคนได้อย่างง่ายดายในชั่วพริบตา แล้วยังมีหน้ามาถามหาการอารักขาอะไรจากเขาอีก? ท่านอ๋องหน้าไม่อาย ท่านกล่าวออกมาได้อย่างไร!’ =^=
…ดูท่าแล้ว หน้าที่ของเขาในครั้งนี้คือเป็น ‘ผู้รับเคราะห์กรรมแทน’ สินะ!
….หากถูกจับได้ขึ้นมา ท่านอ๋องก็คงจะโยนความผิดมาที่เขาก่อนผู้ใด!
….นี่แหละหนอ หน้าที่และความรับผิดชอบหลักในฐานะ ‘ผู้ติดตามของเยี่ยนอ๋อง’
ภายใต้อำนาจอันน่าเกรงขามของคนน่าครั่นคร้ามนั้น โจวจื่ออวี้ผู้น้อยผู้ต่อสู้ฝ่าฟันโชคชะตาแต่กลับถูกโชคชะตาที่มีนามว่า ‘เยี่ยนอ๋อง’ สู้กลับ จึงจำใจต้องปีนขึ้นกำแพงเข้าบ้านผู้อื่นไปโดยไม่เต็มใจนัก
กำแพงจวนทางฝั่งที่พวกเขาเลือกปีนไม่ได้สูงมากนัก อีกทั้งยังอยู่ด้านหลังห้องครัวเล็กพอดิบพอดี เนื่องจากถูกเงาของห้องครัวและต้นไม้ใหญ่ในบริเวณนั้นช่วยบดบังเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ผู้บุกรุกยามวิกาลทั้งสองจึงไม่เป็นที่สะดุดตา
เมื่อขึ้นมายืนอยู่บนยอดกำแพงสูงแล้ว พวกเขาก็สามารถมองเห็นทุกซอกทุกมุมของสวนรองได้อย่างชัดเจน
ณ เรือนแยกของสวนรองแห่งนั้น ยามนี้ห้องเล็กทั้งสองดับไฟลงไปแล้ว มีเพียงห้องใหญ่เท่านั้นที่ยังคงมีแสงส่องสว่างเล็ดลอดออกมา บานหน้าต่างซึ่งกรุด้วยกระดาษไขบางปรากฏเงาร่างอรชรของคนผู้หนึ่ง
เมื่อมองเห็น อ๋องหนุ่มผู้แอบดูอยู่ก็ไม่อาจละสายตาไปจากเงาของร่างบอบบางนั้นได้เลย แต่ไม่นานนักดวงตาที่เบิกกว้างก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นหรี่เล็กลง
โจวจื่ออวี้มองตามสายตาคนข้างกายไปด้วยความสงสัย เมื่อได้เห็นภาพเดียวกันนั้น ผู้ติดตามแซ่โจวก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
‘นะ…นี่ หระ…หรือว่า …ท่านอ๋องของเขา...เข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์แล้วใช่หรือไม่?’
นั่นเป็นเรือนร่างของสตรีไม่ผิดแน่ แต่ก่อนหน้านี้ท่านอ๋องก็ปฏิเสธและแสดงออกชัดเจนว่าไม่นิยมชมชอบในนารีมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดถึงมาแอบส่องดูสาวถึงบ้านเขาเช่นนี้ได้!
สตรีที่พักอาศัยอยู่ที่นี่อย่างไรก็คงจะมีสถานะต่ำต้อยในจวนเสิ่นอย่างแน่นอน หากคิดในแง่ดีแม่นางผู้นี้ก็อาจจะเป็นหัวหน้าสาวใช้หรือคนรับใช้ที่เป็นบุตรสาวพ่อบ้านก็ได้ แต่ถ้าหากคิดในแง่ร้าย …ร่างอรชรร่างนั้นก็อาจจะเป็นภรรยาของพ่อบ้านคนใดในจวน!
‘ชอบพอภรรยาของผู้อื่น…ซ้ำร้ายยังเป็นภรรยาของบ่าวรับใช้ หากผู้อื่นล่วงรู้และเอาไปเล่าลือ ท่านอ๋องคงไม่ได้มีชื่อเสียงที่ดีอย่างแน่นอน…เมื่อเทียบกันแล้ว ชื่อเสียเรื่องความโหดร้ายทารุณไร้ความปรานียังดีกว่าเรื่องนี้เป็นไหน ๆ!’
โจวจื่ออวี้แทบหยุดหายใจเมื่อคิดได้เช่นนั้น
หากผู้เป็นนายหม่นหมองมีหรือที่ผู้ติดตามจะคงความบริสุทธิ์อยู่ได้ สหายผู้หวังดีจากใจจริงแท้จึงรวบรวมความกล้าแล้วแนะนำออกไปด้วยท่าทางองอาจ
“ท่านอ๋อง ต้องคิดให้รอบคอบนะพ่ะย่ะค่ะ! แม่นางผู้นี้ไม่รู้ว่าเป็นภรรยาของผู้ใด! หากเป็นภรรยาของพ่อบ้าน ทั้งท่านอ๋องและกระหม่อมจะเสียเกียรติอย่างหนักเลยนะพ่ะย่ะค่ะ! …”
.
.
.