ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่107 ห้องเยอะจังค่ะ

    เช้าวันใหม่ในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งในตัวเมือง

    เป็นเพราะทำอยู่บนรถยังไม่หนำใจ บวกกับฝนดันหยุดตก สุดท้ายจึงต้องเปลี่ยนที่ หาโรงแรมเพื่อสนองกามอารมณ์

    ปิ่นที่นอนซมอยู่เตียงสีขาวอันยับยู่ยี่ ลืมตาตื่นขึ้นมา ก่อนจะร้องเสียงหลงลั่นห้อง

    ด้วยเหตุนั้นเสียงน้ำไหลจากห้องน้ำจึงหยุดลง ตามด้วยสุภาพบุรุษในสภาพเปลือยกายล่อนจ้อนเดินออกมา

    “มีอะไรเหรอ ร้องซะดังเชียว”

    “ว้าย...! คุณเจมส์ ทำอะไรของคุณเนี่ย”

    ดาราสาวหน้าขึ้นสีดั่งผลเชอร์รี่ เบือนหน้าไปทางอื่น กระพริบตาปริบๆ ด้วยความตื่นตระหนก

    ชายหนุ่มที่ถูกเอ่ยชื่อ กระตุกมุมปาก เขาคว้าผ้าขนหนูสีขาวเช็ดตัวอย่างลวกๆ ก่อนจะนั่งบนเตียง ในสภาพผมส่วนหนึ่งยังมีน้ำไหลหยดลงมา

    “เช็ดผมให้หน่อยสิ”

    “หา...คุณบอกให้ฉันเช็ดผมให้เนี่ยนะ แถมยังอยู่ในสภาพ...” มองหน้าเขาได้ไม่ทันไร ต้องหันกลับไปทางอื่นต่อ

    ชายหนุ่มเจ้าของถุงมือดำหัวเราะ ตามด้วยการใช้มือเกาะกุมมือเล็กๆ เข้ามาสัมผัส ประหนึ่งต้องการปลอบประโลมเรื่องราวเมื่อคืน และเพราะไม่อยากให้เครียด เขาจึงคิดว่าบางทีความเรียบง่ายหรือเป็นกันเองนี่แหละอาจทำให้เธอไม่อาย และลดความประหม่าลง แต่ในความจริง แม่งโคตรจะน่าอาย

    แต่สุดท้ายเธอทำได้เพียงพยักหน้าเงียบๆ แล้วเริ่มเช็ดศีรษะให้เขา

    “โอ๊ย...”

    “เป็นไรเหรอ...?”

    “เอ่อ...ตรงนั้นของฉันน่ะค่ะ มันเจ็บ”

    กล่าวจบเธอก้มหน้างุด ไม่กล้ามองหน้า และยิ่งนึกถึงเรื่องเมื่อคืนทีไร ปิ่นแทบอยากจะผูกคอตาย

    ไม่รู้ทำเรื่องบ้าๆ ไปได้ยังไง ถึงขนาดอ่อยผู้ชายบนรถ แถมยัง...ว้าว โคตรจะเป็นเหตุการณ์ที่สุดยอด

    “ก็น่าจะเจ็บอยู่หรอก เพราะนี่เป็นครั้งแรกของคุณนี่นา อีกอย่างคือ..ของผมใหญ่มาก”

    “เดี๋ยวนะคะ ทำไมเมื่อกี้เหมือนว่าคุณยิ้ม ตรงพูดคำว่า'ใหญ่'”

    “หรือไม่จริง ถ้าหากไม่เชื่อ...ลองจับดูไหมละ”

    เขาเผยอยิ้มเจ้าเล่ห์ หยิบฉวยมือนุ่มนิ่มของดาราสาวโนเนมขึ้นมา หวังให้ปลุกเร้าส่วนกระสัน

    ปิ่นมีเหรอจะไม่รู้ รีบชักมือกลับ ตามด้วยปล่อยผ้าบนศีรษะเขาไว้อย่างนั้น

    “หยุดเลยนะคะ เมื่อคืนก็ทำมามากพอแล้ว แล้วนี่ยังจะทำอีกเหรอ คุณไม่เหนื่อยบ้างหรือไง” ปิ่นถามระคนประหลาดใจ เพราะเมื่อคืนตั้งแต่ออกจากงานกระทั่งถึงฟ้าสาง...ก็ไม่ได้พัก

    “แล้วคุณคิดว่าไง...” เจมส์เผยอยิ้มมุมปาก ตามด้วยลุกขึ้นยืน เดินไปเป่าผม แถมยังล่อนจ้อน มองเห็นก้นจากทางด้านหลัง

    ให้ตายสิ ผู้ชายเป็นแบบนี้เหมือนกันหมดไหมนะ ตอนนี้ชักอยากจะรู้แล้วสิ...ปิ่นถอนหายใจเงียบพลางขบกราม

    แต่น่าเสียดายที่เธอไม่เคยมีแฟน จึงไม่มีมาตรฐานให้วัด สุดท้ายต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน พันตัวด้วยผ้าห่มผืนใหญ่ เดินเข้าไปอาบน้ำในสภาพบอบช้ำไปทั้งตัว

    .........

    เข้าไปนั่งอยู่ในรถ BMW X5 ด้วยชุดตัวเดิมของเมื่อวาน

    ใจจริงอยากจะปฏิเสธคำชวนทานข้าวของเขา แต่สุดท้ายเป็นต้องผงกศีรษะ เพราะเมื่อวานนอกจากขนมปังบ้าๆ นั่นและน้ำส้มเจ้าปัญหาก็ไม่มีสิ่งใดตกถึงท้อง บวกกับร่างกายถูกเผาผลาญไปทั้งคืน ไม่หิวสิแปลก

    วันนี้เจมส์ทำหน้าที่เป็นคนขับรถที่ดี เนื่องจากเรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเขา จึงตามใจเธอเป็นพิเศษ

    ปิ่นเลือกร้านอาหารเจ้าประจำในเมืองกรุงเทพฯ

    มันเป็นร้านคาเฟ่ที่สี่ด้านเป็นผนังสีขาว ร้านเล็กๆ อยู่ในซอยค่อนข้างเปลี่ยว

    ภายในร้านมีสี่โต๊ะ ของตกแต่งนอกจากดอกไม้ในแจกันและรูปวิวทิวทัศน์ ก็ไม่มีสิ่งใดอื่น

    เจมส์ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ไม่คิดเลยว่านักแสดงสาวคนสวยจะชอบร้านที่แสนจะเรียบง่าย

    “ผิดคาดใช่ไหมละคะที่ฉันเลือกร้านนี้ ถ้าคุณไม่ชอบจะเปลี่ยนก็ได้นะ” ปิ่นรู้ว่าเจมส์เป็นคนรวย ดังนั้นในฐานะเศรษฐีผู้มีอันจะกิน คงไม่คิดเหยียบย่ำเข้ามาในร้านเล็กๆ หรอก

    “ใช่ซะที่ไหนละครับ ผมน่ะกินได้ไม่มีปัญหา ต่อให้เป็นร้านอาหารตามสั่งข้างทาง ก็ไม่มีปัญหาถ้าหากคุณชวนเข้าไปกิน”

    “จริงเหรอ?” เธอขมวดคิ้วราวกับไม่เชื่อ “ไม่ใช่ว่าพูดเพื่อเอาใจหรอกนะ”

    “เปล่าเลย ผมพูดเรื่องจริง ผมน่ะกินอาหารได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาหารร้านไหน ข้างทาง เรือริมฟุตบาท ริมคลอง หรือ...อาหารโรงทาน”

    “คุณพูดเองนะ งั้นวันหลังฉันจะพาเข้า...ร้านข้างทางแล้วกัน”

    “ได้สิครับ”

    ปิ่นเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ อารมณ์ดีขึ้นหน่อย หยิบเมนูขึ้นมาสั่งอาหารรวดเดียวยาวเหยียด

    “จะกินหมดเหรอ” เจมส์ถาม เมื่อเห็นว่าเธอยังคิดที่จะสั่งอีก ทั้งที่บนโต๊ะเนี่ยต้องนำโต๊ะอื่นมาต่อกันจนหมดร้าน แทบจะไม่มีที่ว่างให้วางอาหาร แต่ดูเหมือนนั่นจะยังทำให้เธอไม่พอใจ

    “พอแล้วก็ได้ค่ะ แต่ถ้ากินไม่หมด...คุณเจมส์ช่วยหน่อยนะ” ปิ่นปิดหน้าเมนู ตามด้วยเผยรอยยิ้มขี้เล่น

    เจมส์ถึงกับอึ้ง สรุปเธอสั่งมาทำไมเนี่ย คิดจะแกล้งกันสินะ แต่เอาเถอะไหนๆ เรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะเขาสะเพร่าเอง ยอมๆหน่อยแล้วกัน

    ....

    มีคนกล่าวไว้ว่า ของหวานจะทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น

    ดังนั้นเมื่อเห็นว่าปิ่นกำลังดื่มด่ำกับของหวานจนหน้าตาเบิกบาน เจมส์คิดว่ามันคงเป็นเวลาเหมาะสมที่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่เกิด

    “ปิ่น...เรื่องเมื่อคืนเป็นเพราะผมเอง ยังไงหลังจากนี้ผมจะรับผิดชอบคุณเอง”

    ช้อนเงินที่กำลังตักไอศกรีมรสสตรอว์เบอร์รี่พลันชะงักกลางอากาศ

    ดาราสาวโนเนม ตอบด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน “คุณเจมส์...จริงจังเกินไปแล้วค่ะ เมื่อคืนจะโทษคุณฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก เป็นฉันด้วยที่ผิด ไม่ดูตาม้าตาเรือสุดท้ายเลยลงเอย....”

    “ผมรู้ แต่ไม่อยากฟัง ตอนนี้คุณเป็นผู้หญิงของผมแล้ว เข้าใจไหม”

    ไม่รู้ทำไมพอเห็นสายตานั้น พร้อมกับถ้อยคำที่เขาเอ่ยขึ้น มันราวกับคำสั่งที่ไม่สามารถขัดขืน

    “ว่าแต่...คุณเจมส์มีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอคะ” ปิ่นไม่อยากมีปัญหา ถึงเขาบอกว่าจะรับผิดชอบ แต่เจ้ากรรมหากแฟนเขาไม่เห็นด้วยล่ะ ไม่เท่ากับว่าเธอเข้าไปเป็นมือที่สามเหรอ

    “ไม่ต้องกังวล แค่เชื่อใจผมก็พอ” เจมส์เผยรอยยิ้มกริ่ม แต่เอาเข้าจริงในใจกำลังประหวั่น ไม่รู้เหมือนกันว่าหากเบียร์รู้เรื่องนี้ จะโกรธจนถึงขั้นขอเลิกหรือเปล่า

    “คุณพูดแล้วนะ งั้นก็ต้องทำมันให้ได้” ปิ่นไม่ใช่คนหัวโบราณ อีกอย่างคือสุภาพบุรุษตรงหน้านอกจากรวยแล้วยังมีความรับผิดชอบ ข้อนี้เองที่ทำให้เธอตกลงปลงใจเป็นผู้หญิงของเขา

    เจมส์ผงกศีรษะเชิงตอบรับ จากนั้นเริ่มทานของหวานมื้อเช้าตอนบ่ายหลังจากอิ่มอร่อยกับของคาวของเลี่ยน

    แต่อย่างใดก็ดีเป็นอย่างที่เธอพูดนั่นแหละ เพราะกินไม่หมดสุดท้ายต้องเป็นหน้าที่ของเขา โชคดีเพราะได้ 'เซรุ่มหมายเลข 3' ร่างกายของเจมส์ตอนนี้นับว่าได้รับการพัฒนาแล้ว กินยังไงก็ไม่อ้วนหรอก

    ...........

    วันนั้นเจมส์ยังไม่ได้กลับไปเมืองพัทยา

    เพราะนอกจากมางานเลี้ยงสังสรรค์เปิดตัวละคร'แดนพิศวง'ยังมีนัดกับอาคม จอมขมังเวทย์เมืองไทย

    ฉะนั้นจูเนียร์จึงกลับไปกับโทนและคนอื่นๆ ในสตูดิโอ Animation Kids เหลือเพียงทอยอยู่คนเดียว เพราะต้องทำหน้าที่ขับรถให้เจ้านาย

    “เจ้านายครับ คืนนี้จะไม่กลับมานอนที่โรงแรมเหรอ?” ทอยยังไม่บอกเรื่องที่พาจูเนียร์ไปซื้อสุนัข เพียงถามคำถามหลังจากเห็นเจมส์เปลี่ยนจุดหมายปลายทาง

    “ใช่ ผมว่าจะไปนอนที่อื่นสักคืนหนึ่ง” กล่าวจบเขาหันศีรษะไปทางดาราสาวโนเนม ซึ่งตอนนี้เผยใบหน้าร้อนผ่าว ประหนึ่งเพิ่งออกจากห้องซาวน่า

    “เข้าใจแล้วครับ” ทอยไม่ถามสิ่งใดเพิ่ม แม้จะคันปากมากแค่ไหนก็ต้องเก็บไว้

    สุดท้ายเจมส์ได้มาถึงคอนโดของปิ่น

    เธอพักอาศัยอยู่ที่นี่ ชื่อคอนโดแพรพรรณ ซึ่งเป็นคอนโดขนาดเล็กไม่ใหญ่มาก พื้นที่ใช้สอยไม่กี่ตารางเมตร หนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ หนึ่งห้องนั่งเล่น มีระเบียงเล็กๆ ให้ยื่นหัวออกไปสูดมลพิษจากถนน พอให้หายใจสะดวก

    “คุณพักอยู่ที่นี่เหรอ?” เจมส์นั่งลงบนโซฟาสีแดงเรื่อ ในขณะที่ดาราสาวกำลังวุ่นกับการเตรียมน้ำจากตู้เย็น

    “ใช่ค่ะ มันดู...เล็กไปใช่ไหมคะ”

    “โคตรเล็กเลยต่างหาก”

    “เล็กแต่ก็แพงนะคะ ห้องนี้ราคาอยู่ที่ 2.4 ล้านบาทเชียวนะ อุ๊ยจริงสิ ฉันไม่น่าพูดคำว่าแพงกับคุณเลย สำหรับคุณเงินแค่นี้มันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกใช่ไหมคะ”

    “ไม่นะ ถึงจะราคาสองล้านกว่าผมก็ยังมองว่ามันแพงอยู่ดี ไม่เข้าใจเลยแฮะ ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงชอบนอนอัดในห้องสี่เหลียมเหมือนรูหนูแคบๆ”

    “ไม่รู้สิคะ แต่สำหรับฉันการอยู่คอนโดมันดูปลอดภัยกว่าซื้อบ้านละมั้ง นี่ค่ะน้ำดื่มเย็นๆ”

    “ขอบใจนะ”

    “เรื่องเล็กน้อยค่ะ”

    ปิ่นนั่งอยู่ข้างๆ ในมือถือแก้วน้ำเย็นเจี๊ยบ เธอค่อนข้างประหม่า แต่เพราะเขาบอกว่าอยากมาที่นี่สุดท้ายจึงยอมให้มา

    “ถ้าหากคุณไปพัทยา ก็ไปนอนพักที่เรือของผมได้นะ ที่นั่นห้องว่างเยอะแยะ ใหญ่กว่าห้องนี้อีก”

    “จริงเหรอคะ”

    “จริง”

    “แล้วที่นั่น คุณเบียร์อยู่หรือเปล่า?”

    “อยู่สิ เพราะเธอเป็นแฟนของผมก็เลยต้องพักที่นั่น...เอ่อรวมถึงคุณด้วย”

    “หืมมม...ฟังดูพิลึกนะคะเนี่ย แม้แต่ในละครฉันยังไม่เคยเห็นตัวร้ายพูดว่า มีแฟนพร้อมกันสองคนเลย แต่คุณกลับพูดมันออกมาได้อย่างมั่นใจ”

    “เพราะผมเป็นพระเอกไง”

    “คิคิ พูดไปเรื่อย ว่าแต่เรือที่พูดถึงมีกี่ห้องนอนคะ”

    “สิบห้องน่ะ”

    “หืม...อย่าบอกนะคะว่าในอนาคต ห้องพวกนั้น...”

    คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน