ตอนที่ 1 สมณะเฒ่า
คืนราตรียังไม่สิ้นสุด หากั์ตาคู่หนึ่งที่ปิดสนิทพลันเปิดกว้างกระจ่างชัด ช่างเอ่อล้นไปด้วยความตื่นตัว เด็กหนุ่มหยัดกายยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว บังเกิดเสียงลากของผืนเสื่อเล็กน้อย เขาคว้าตะเกียงเหล็กบนโต๊ะก่อนจะเปิดประตูไม้บานคู่ เมื่อขาก้าวออกจากธรณีประตู มันสามารถมองเห็นคานไม้ที่ผูกเชือกไว้เข้ากับถังน้ำสองใบฝั่งละถังรวมไปถึงท่อนไม้และแท่งไม้ที่ตั้งอยู่ในบริเวณไม่ห่างกันมาก เด็กหนุ่มวางตะเกียงเหล็กลงบนพื้น นั่งยองลงในท่วงท่าที่ออกแรงได้มีประสิทธิภาพที่สุด ส่วนปลายด้านหนึ่งของแท่งไม้นั้นมีรอยสีดำถ่านซึ่งรวมไปถึงรูสีดำถ่านบนท่อนไม้ด้วยเช่นกัน
เด็กหนุ่มนำปลายดำถ่านของแท่งไม้กดลงตรงรูดำไหม้ของท่อนไม้ เขาเริ่มออกแรงบิดหมุนด้วยความเร็ว มัดกล้ามเนื้อ่แขนและฝ่ามือปรากฏเด่นชัด ทำเช่นนี้สักพักใหญ่จึงเกิดประกายไฟขึ้นจากการเสียดสี เขานำปลายดำของแท่งไม้ที่เปล่งแสงไสวจี้ใส่ไส้ตะเกียง แสงไฟพอประมาณจึงบังเกิดขึ้นในตะเกียงเหล็ก เขาปิดช่องเปิดตะเกียงเพื่อคงสภาพแสงสว่าง ไส้ตะเกียงลอยเหนือน้ำมันมักของพืช แผ่ขยายแสงอันเล็กน้อยแก่พื้นที่โดยรอบ
พื้นที่แห่งนี้มีต้นไม้และต้นไผ่บ้างประปราย ทั้งยังสามารถมองเห็นทางลาดยาวลงจากเนินเขา ปลายสุดของระยะแสงตะเกียงที่ส่องถึงมีเพียงความมืดมิดเท่านั้น เด็กหนุ่มหาบถังสองใบวางลงบ่าข้างขวาถือไว้แน่นด้วยแขนข้างขวา ในขณะที่แขนข้างซ้ายถือตะเกียงเหล็กมั่นคง เด็กหนุ่มเดินลงสู่ทางลาดสาวเท้านานสองนานจนได้ยินเสียงกระแสน้ำแว่วผ่านหู มันเป็สัญญาณว่าใกล้ถึงสายลำธารแล้ว
ฝีเท้าเร่งร้อนขึ้นชัดเจน ่เวลานั้นเองที่เส้นแสงน้อยนิดจากตะเกียงส่องให้เห็นส่วนหนึ่งของเส้นลำธารสายใหญ่ ก่อนเสียงเรียกขานกังวานในความมืด “พี่ใหญ่เิ! ดูเหมือนว่าวันนี้ข้าจะขยันมากมายกว่าท่านแล้ว!”
เสียงเปล่งสูงกระจ่างใสดังขึ้น เิหลงเย่ยื่นตะเกียงส่องไปทางต้นกำเนิดเสียง เด็กหนุ่มอีกฟากของลำธารพลันปรากฏกายขึ้นในท่ายืดอกอย่างภาคภูมิ ข้างกายของเขาเป็ชายหนุ่มแผ่รัศมีของผู้สูงศักดิ์ มันเป็ทัศนียภาพที่เิหลงเย่คุ้นเคยเป็อย่างดี
ทันใดนั้น เสียงนุ่มลึกดังขึ้นแทรก “น้องเิโปรดอย่าใส่ใจ เหตุเพราะวันนี้เราสองพี่น้องต้องเตรียมการต้อนรับนายน้อยจากสาขาหลัก เราพี่น้องจึงมาตักน้ำไวกว่ายามเหม่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” นี่เป็เสียงของชายหนุ่มซึ่งทำท่าโค้งคำนับมาทางเิหลงเย่ ทำนองเสียงอ่อนน้อมอย่างมาก
ทั้งคู่คือสองพี่น้องตระกูลหยิน คนน้องหยินจินฟู่ผู้ะโเสียงดังอายุสิบสองปี คนพี่หยินเป่าหรงคนที่พูดอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนอายุสิบหกปี
ตระกูลหยินเป็ตระกูลพ่อค้าที่มาอาศัยในหมู่บ้านได้เกือบร่วมเดือนแล้ว พวกเขาเข้ามารับซื้อวัตถุดิบของป่าั้แ่วัตถุดิบชิ้นเล็กจนถึงชิ้นใหญ่อทิเช่น สมุนไพร ผลไม้ แม้กระทั่งท่อนไม้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหมู่บ้านมีเด็กและคนชราเป็สัดส่วนที่มากกว่าคนทำงาน ผลประกอบการของตระกูลหยินล้วนเป็สมุนไพรและผลไม้ป่า
แน่นอนว่า ผู้ดำเนินการกิจการคือชายหนุ่มและเด็กชายตรงข้ามลำธาร เป็เจตนาของผู้นำตระกูลหยินที่ส่งลูกทั้งสองมาฝึกประสบการณ์ด้านการค้า
เิหลงเย่เคลื่อนสายตาไปทางหยินจินฟู่อากัปกิริยาเฉยเมย “ขยันกว่าข้าย่อมเป็เื่ดี” เด็กหนุ่มกล่าวเสียงราบเรียบ เขาดึงตะเกียงกลับพร้อมนำถังข้างหนึ่งออกมาตักน้ำในลำธารจนเต็มก่อนจะผูกกลับเข้าที่และทำเช่นนี้อีกข้าง จนถังบนคานไม้สุดปลายซ้ายและขวาเต็มไปด้วยน้ำ เด็กหนุ่มหาบขึ้นไหล่ “พี่หยิน ข้าขอเดินทางก่อน”
หยินเป่าหรงผงกศีรษะส่งยิ้มบาง เิหลงเย่หลังรับการผงกศีรษะ เด็กหนุ่มหมุนกายกลับในทันที
“นะ…นี่…นี่เ้า!!” เส้นเืตรงขมับของหยินจินฟู่ปวดตุบ ๆ
“จินจิน เราต้องรีบเตรียมน้ำที่บ้านให้เสร็จโดยไว” หยินเป่าหรงเอ่ยด้วยท่าทีเข้มงวด หากใบหน้าของเขากลับดูใจดีไม่บึ้งตึงแต่อย่างใด
เด็กชายขบเคี้ยวเขี้ยวฟันหันขวับไปทางกลับบ้าน ทว่าหยินเป่าหรงยังคงมองแผ่นหลังของเิหลงเย่จนเขาลับสายตาไป ถังน้ำที่เิหลงเย่แบกมาสองถังนั้นมีขนาดเท่ากันกับของตนเองอย่างแน่นอน แม้หยินเป่าหรงหาบถังน้ำสองถังเฉกเช่นเดียวกันกับเิหลงเย่ ส่วนหยินจินฟู่แบกหนึ่งถัง ถึงกระนั้น จากลำธารสายนี้จนถึงวัดที่เด็กหนุ่มอยู่มีระยะทางถึงสองลี้ด้วยกัน ในขณะที่หยินเป่าหรงห่างจากตัวบ้านเพียงครึ่งลี้เท่านั้น
นี่ล้วนเป็เหตุผลที่ทำให้หยินเป่าหรงมองแผ่นหลังของเิหลงเย่ไม่ละสายตา เขาทราบแก่ใจดีว่าถังน้ำที่เขาถืออยู่นั้นหนักมากเพียงใด ผนวกกับเส้นทางสู่วัดของเิหลงเย่ล้วนเป็ทางลาดชัน จึงรู้สึกประหลาดใจระคนตกตะลึงทุกครั้งที่พบเจอ รวมไปถึงระยะเวลาที่เิหลงเย่ลงมาตักน้ำเช่นกัน เด็กหนุ่มตักน้ำั้แ่ต้นยามเหม่าจนเข้า่ยามเฉินเป็ระยะเวลาหนึ่งชั่วยามเต็มไม่มีพัก
‘เขาทำได้อย่างไร?’ ยังคงเป็ความค้างคาในใจของหยินเป่าหรงอยู่เสมอ
“พี่ชายรีบมาได้แล้ว!!” หยินจินฟู่ะโเรียก
หยินเป่าหรงเดินตามน้องชายที่นำหน้าเล็กน้อย
ความโกรธก่อนหน้านี้ของหยินจินฟู่บรรเทาลงหลายส่วน "พี่เป่า เ้านั่นไม่ใช่ผู้บำเพ็ญจริง ๆ หรือ”
นี่เป็คำถามซ้ำซากที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเจอเิหลงเย่หาบถังน้ำ โดยปกติแล้ว หยินเป่าหรงจะตอบกลับในทันทีว่า ‘ไม่อย่างแน่นอน เขาไม่มีร่องรอยวิถีเต๋าและปราศจากรัศมีปราณอย่างสิ้นเชิง’ หากครั้งนี้แตกต่างออกไป หยินเป่าหรงครุ่นคิดเนิ่นนาน ก่อนเอ่ยตอบว่า “ข้าจะลองขอคำชี้แนะจากนายน้อยเกี่ยวกับเื่นี้”
ใน่กลางของยามเหม่าเป็ระยะเวลาที่ดวงตะวันปรากฏสู่เส้นขอบฟ้าสาดแสงปกคลุมปฐี เด็กหนุ่มได้วางตะเกียงน้ำมันไว้ที่เรือนพัก และมุ่งมั่นหาบถังน้ำเช่นนี้ต่อไป จนใกล้เข้าต้นยามเฉินขึ้นทุกขณะ บัดนี้ที่สายลำธารใหญ่ล้วนสามารถมองเห็นทุกมุมบริเวณได้ด้วยตาเปล่า
กระแสน้ำไหลไม่ช้าไม่แรง เผยโขดหินน้อยใหญ่ทั้งใต้น้ำทั้งโผล่พ้นน้ำรวมไปถึงสามารถเห็นก้นของลำธารซึ่งมีระดับความลึกที่น่าเหลือเชื่อ
เิหลงเย่ตักถังน้ำใบที่สองจนเต็ม สองพี่น้องตระกูลหยินได้มองดูเิหลงเย่ในบาง่เวลาที่บังเอิญวนรอบลงมาตักน้ำพร้อมกัน ครั้งนี้นับได้ว่าพวกเขาได้เห็นเิหลงเย่ตักถังน้ำจนจบอย่างแท้จริง เพราะการต้อนรับคนจากสาขาหลักที่มาเป็จำนวนมากทำให้ต้องตักน้ำหลายรอบกว่าปกติอย่างยิ่งยวด ตามข้อมูลที่ทั้งคู่ทราบว่าเิหลงเย่จะตักถังน้ำั้แ่ยามเหม่าจนเข้าต้นยามเฉิน มันเป็ข้อมูลที่ได้ยินจากพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน
“น้องเิ ถ้าให้ข้าเดา นี่เป็การตักถังน้ำครั้งสุดท้ายของวันนี้ใช่หรือไม่?” หยินเป่าหรงเอ่ยถาม
เิหลงเย่ส่งยิ้ม “พี่หยินช่างปราดเปรื่อง” ก่อนจะหมุนกายกลับไปทางเรือนพัก
จนเิหลงเย่ลับสายตา หยินจินฟู่ที่อัดอั้นคันปากมานานจึงได้ระบายออกมาฉับพลัน “พี่เป่า…มัน…ตักถังน้ำ…จนถึงต้นยามเฉินจริง ๆ …แถมยังดู…ไม่เหนื่อยหอบอีกด้วย! แฮ่ก แฮ่ก” หยินจินฟู่กล่าวด้วยเสียงที่ขาดเป็่
“ข้าไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน” หยินเป่าหรงสูดลมหายใจลึก “สิ่งที่พวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเล่าเป็ความจริง”
“พี่เป่า…ถังน้ำที่มันเติมต้องใหญ่โตเพียงใด สระน้ำหรืออย่างไร? เราสองพี่น้องเติมน้ำสำหรับหลักร้อยคน ทว่ามันกลับเติมน้ำเช่นนี้ทุกวันด้วยความเร็วที่มากกว่าเราทั้งคู่เสียอีก ที่นั่นก็มีแค่สมณะเฒ่าคนเดียว…”
…
เิหลงเย่สาวเท้าไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งในอาราม หนึ่งมือหาบสองถังน้ำ ทันใดนั้น เด็กหนุ่มหยุดฝีเท้าลง เบื้องหน้าของเขาคืออ่างน้ำไม้ที่มีส่วนสูงต่ำกว่าเขาและขนาดกว้างพอหมุนตัวในอ่างในท่ากอดอกได้เท่านั้น อ่างน้ำถูกรองด้วยแผ่นดินหยาบยกสูงขึ้นจากพื้น ภายในอ่างน้ำไม้นี้ล้วนมีน้ำบรรจุอยู่จนเต็มอ่าง อย่างไรก็ตาม เิหลงเย่นำหนึ่งถังน้ำออกจากคานไม้ เทลงไปในอ่างจนมวลน้ำสาดกระจายล้นออกมา และทำเช่นนี้กับถังใบสุดท้ายในมือ เทน้ำลงไปในอ่างไม้ หากคราวนี้ ในตอนที่น้ำในถังสุดท้ายจะหมด เขากลับประณีตบรรจงเทลงอย่างเชื่องช้า กะปริมาณน้ำในอ่างไม้ให้พอดีกับเส้นขอบอ่าง
จนเมื่อน้ำในถังสุดท้ายหมดลง เด็กหนุ่มสามารถทำให้น้ำในอ่างไม้พอดีเข้ากับรอบวงของขอบอ่างไม้เช่นกัน
“รอบที่ 100…”
สิ่งนี้เป็กิจวัตรประจำวันที่เิหลงเย่ชอบกระทำ เพื่อส่งเสริมความแข็งแกร่งของเขาสำหรับการเป็ผู้นำของกลุ่มดอกบัว ชายหนุ่มจ้องมองอ่างน้ำเบื้องหน้าท่าทีเรียบเฉยพลางยกสองมือขึ้นมา เมื่อหลายปีก่อน เพียงเขาหาบถังน้ำสองถังรอบเดียว จำต้องพักร่างกายนานนับสัปดาห์ สองมือในตอนนั้นสั่นระรัวไม่มั่นคง แต่ตอนนี้เขากลับสามารถหาบถังน้ำสองถังได้ถึงหนึ่งร้อยรอบ สองมือล้วนยังคงมั่นคงไม่สะท้าน
“คงต้องเพิ่มรอบขึ้นไปอีก” เิหลงเย่ครุ่นคิด ติดสินใจจะเพิ่มรอบการหาบน้ำขึ้นั้แ่พรุ่งนี้จากหนึ่งร้อยเป็สองร้อยรอบ
หลังการหาบน้ำเสร็จ เิหลงเย่สาวเท้ามุ่งตรงไปยังจุดหนึ่งของป่าไผ่ มันเป็จุดพิเศษเฉพาะซึ่งสามารถสังเกตเห็นต้นโพธิ์ต้นหนึ่งท่ามกลางผืนป่าไผ่แห่งนี้ เผยให้เห็นชายชราคนหนึ่ง เขาสวมผ้าสีเหลืองที่ดูเก่าเนื้อผ้าหลายส่วนมีรอยเย็บต่อระหว่างเนื้อผ้า ิัสีคล้ำของชายชรานั้นเหี่ยวย่นอย่างยิ่ง หากดูสะอาดสะอ้านและผ่องใส สมณะเฒ่ากำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์
ใบไผ่บ้างร่วงโรยพลางสายลมเย็นพัดผ่านชักนำใบพฤกษ์ลอยตามสร้างบรรยากาศอันร่มรื่นเงียบสงบ เิหลงเย่นึกสงสััยในใจเสมอ เหตุใดทุกครั้งที่เขาเห็นสมณะเฒ่านั่งสมาธิ จิตใจของเขากลับนิ่งสงบและเย็นสบายอย่างอธิบายมิได้
“หลวงตา! ข้าจะเพิ่มรอบหาบน้ำเป็สองร้อยรอบนะ ่แรกจะทำเวลาช้าหน่อย สักพักจะทำเวลาไวขึ้นเอง”
เป็ปากบอกโดยนัยของเิหลงเย่ ‘่เวลาดังกล่าว ถ้าท่านหาข้าไม่พบ ท่านสามารถไปหาข้าได้ที่อารามระหว่างการหาบน้ำ’ บางครั้งสมณะเฒ่าก็เรียกตัวเิหลงเย่เพื่อสั่งงานบางอย่าง
สมณะเฒ่ายังคงนั่งสมาธิไม่แม้แต่ลืมตาหรือตอบรับคำกล่าวของชายหนุ่ม
การกระทำนี้ของสมณะเฒ่าใน่แรกทำให้เิหลงเย่ที่เป็วัยรุ่นเืร้อนหงุดหงิดอย่างมาก แต่ด้วยกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่าน เิหลงเย่สามารถปรับตัวและยอมรับท่าทีเช่นนี้ได้ในที่สุด
“ในเมื่อหลวงตาไม่มีอะไร ถ้าเช่นนั้น ข้าลงเขาไปที่หมู่บ้านก่อน กลุ่มดอกบัวจะต้องรอข้าอยู่แน่!” เิหลงเย่ยิ้มกว้าง ชายหนุ่มเร่งรุดหน้าลงเขาไปทางหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
……………..
หมู่บ้านแห่งนี้ถูกเรียกกันในชื่อ ‘หมู่บ้านหยกขาว’ เป็หนึ่งในหมู่บ้านที่ห่างไกลซึ่งตั้งอยู่ในป่าเขา หลังกษัตริย์เปลี่ยนศรัทธามานับถือเซียนกระบี่ ส่งผลให้ชาวบ้านต่างความเชื่อต่างอพยพออกจากเมืองเพื่อคงจารีตประเพณีและศรัทธาของกลุ่มตนเอง
หมู่บ้านหยกขาวนั้นนับถือ ‘พุทธศาสนา’ จึงกลายเป็หนึ่งในหมู่บ้านที่ปลีกตัวออกจากอาณาเขตเมือง
หากมีความตึงเครียดกันในกลุ่มผู้ใหญ่ไม่น้อย ราชบัลลังก์เพิ่งจะผลัดเปลี่ยน รวมถึงการออกราชโอการใหม่ในทันที ‘จงนำประชากรที่กระจายไปตามป่าเขากลับเข้าไปใต้ระบอบการปกครอง’ แน่นอนว่าย่อมบังคับให้ศรัทธาเซียนกระบี่เช่นเดิม ท่ามกลางกระแสความเคร่งเครียด กลุ่มของเหล่าวัยรุ่นล้วนคึกครื้นที่สุดในหมู่บ้าน
ภายในวงกลมที่ถูกรายล้อมด้วยหินขนาดกลางมีพื้นที่กว้างประมาณหนึ่ง ชายหนุ่มสองคนกำลังต่อสู้แลกหมัดกันอย่างดุเดือด ทุกครั้งที่เกิดการออกหมัด เสียงหมัดกระทบเนื้อล้วนดังขึ้นสู่บริเวณรอบ ๆ
นี่คือการประลองกันระหว่างกลุ่มราชสีห์และกลุ่มดอกบัว ภายในหมู่บ้านมีกลุ่มวัยรุ่นอยู่ประมาณสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มดอกบัว กลุ่มราชสีห์และกลุ่มอสรพิษ โดยทุก ๆ หนึ่งเดือน สามกลุ่มจะจัดการประลองกันจัดลำดับอำนาจ เป็การละเล่นสนุกในวัยเด็กที่บังเอิญถูกคิดค้นขึ้นจากอำนาจลำดับของระบบราชการ
“พี่ใหญ่เิมาแล้ว!”
“พี่ใหญ่เิลงจากเขาแล้ว!”
เสียงของเด็กกลุ่มใหญ่กังวาน ชายหนุ่มที่แลกหมัดกันในวงล้อมหินพลันหยุดกะทันหัน ใบหน้าของพวกเขาเผยรอยหมัดและาแจากการถูกชกต่อยเด่นชัด ทั้งสองคือรองหัวหน้าจากกลุ่มราชสีห์และกลุ่มดอกบัว พวกเขาต่อยกันมาได้ราวสองเค่อแล้ว ภายใต้กฎการประลอง ภายในสองเค่อไม่สามารถล้มอีกฝ่ายหรือทำออกจากวงได้จะถูกตัดสินว่า ‘เสมอ’
“เ้าแข็งแกร่งมากจริง ๆ ” รองหัวหน้ากลุ่มดอกบัวกล่าวชมจากใจจริง
หากรองหัวหน้ากลุ่มราชสีห์เพียงถ่มเืออกจากปาก สายตาเขม็งจ้องและคิ้วที่ขมวดรัดแน่นเป็ปม
ด้วยระบบไต่อำนาจ กลุ่มอสรพิษได้รับสิทธิ์ท้าทายกลุ่มราชสีห์ซึ่งเป็ลำดับที่สองก่อน เมื่อตัดสินลำดับที่สองได้จึงมีสิทธิ์ท้าทายกับลำดับที่หนึ่ง ภายใต้กฎ ‘ถ้าสมาชิกคนใดยังไม่แพ้จะสามารถสู้ต่อได้เรื่อย ๆ ’
กลุ่มราชสีห์ใช้ลูกน้องในกลุ่มและรองหัวหน้าในการเอาชนะกลุ่มอสรพิษทั้งกลุ่มและยังเหลือลูกน้องพอประมาณที่จะซัดกลุ่มดอกบัวจนเหลือแค่รองหัวหน้ากลุ่มตรงหน้า แน่นอนว่ารองหัวหน้าของกลุ่มราชสีห์เสียกำลังและอ่อนแรงมาก่อนแล้ว ถึงกระนั้น รองหัวหน้ากลุ่มดอกบัวกลับไม่สามารถล้มเขาได้ เมื่อตัดสินที่ผลเสมอจะทำให้ทั้งคู่หมดสิทธิ์ท้าทายต่อ
เป็ที่แน่ชัดว่า กลุ่มราชสีห์โดยรวมนั้นแข็งแกร่งกว่ามาก ทั้งที่กลุ่มดอกบัวมีสมาชิกมากที่สุด กลุ่มอสรพิษรองลงมา ทว่ากลุ่มราชสีห์มีสมาชิกน้อยที่สุด พวกเขาจึงถูกตัดกำลังจากกลุ่มที่สาม-อสูรพิษ ทว่ายังสามารถกำราบกลุ่มลำดับที่หนึ่งจนเหลือเพียงหัวหน้าของมันได้
เกือบสามปีแล้วที่การประลองนี้จะกลายเป็ศึกประลอง-หนึ่งต่อหนึ่ง ในตอนท้ายเสมอ
“เ้าแซ่เิ! ข้าฝึกมาหนักในนรกมาตลอดสองสัปดาห์!! เดือนนี้และต่อจากนี้ไป…กลุ่มราชสีห์ได้เวลาขึ้นเป็หัวหน้ากลุ่ม!!!” เจิ้นเทียนประกาศกร้าวด้วยความมั่นใจสูงสุด
แทนที่จะเป็เสียงโฮ่ร้องจากกลุ่มราชสีห์มันกลับมีเพียงเสียงหัวเราะพรวดออกมาจำนวนมากจากกลุ่มดอกบัว ความต่างชั้นระหว่างเจิ้นเทียนกับเิหลงเย่นั้นห่างชั้นกันอย่างเทียบได้ยาก จนเป็ที่ประจักษ์ด้านคะแนนการประลองหนึ่งต่อหนึ่งที่ห่างกันถึง เิหลงเย่ 32-0 เจิ้นเทียน เขาไม่เคยชนะเิหลงเย่เลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดระยะเวลาเกือบสามปีที่ผ่านมา!!
เจิ้นเทียนหน้าแดงพลางกระทืบเท้าชี้ไปทางเิหลงเย่ที่กำลังวิ่งมา “คราวนี้ไม่เหมือนกัน!!” เป็ดั่งคำกล่าวของเจิ้นเทียนอย่างแท้จริง บัดนี้เขาบรรลุนิติภาวะอายุสิบห้าปีเติบโตเป็ผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์ บิดาของเขาได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนในกรมทหารให้แก่เขา เขาตั้งใจฝึกฝนมันมาตลอดในสองสัปดาห์นี้
ดูเหมือนว่าขนาดรองหัวหน้ากลุ่มราชสีห์ก็หมดความไว้ใจต่อหัวหน้าของเขาเอง “กฎบัดซบนี่ควรเปลี่ยนแปลงได้แล้ว!”