ตอนที่ 36
เริ่มตั้งตัว (2)
ทั้ง 3 พากันกลับมาที่บ้านที่ตั้งอยู่ภายในสนามเล็กๆบริเวณนอกเมืองอู่หนาน เมื่อกลับมาถึงตัวของหยางซานก็ถือที่ว่าตนเองนั้นเป็นผู้ใหญ่มากกว่าจูเฟยเขาเลยเป็นผู้ที่อธิบายเรื่องทั้งหมดให้กับมารดาของจูเฟยนั้นได้รู้
โดยเรื่องที่ตัวของเขานั้นพูดถึงมันก็มีตั้งแต่เรื่องการพบเจอครั้งแรกของทั้งสองและการฝึกฝนพลังวิญญาณให้กับจูเฟย
“ อันใดนะเจ้าคะจูเฟยเนี่ยนะเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณ!!! ” อวี้เฟยผู้เป็นมารดาอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก ตัวของนางไม่คิดว่าบุตรสาวตัวน้อยของนางจะเป็นผู้ที่ฝึกฝนพลังวิญญาณ
ผู้ที่ใช้พลังวิญญาณมีฐานะยกย่องมากภายในแคว้นต่างๆแน่นอนว่ายิ่งผู้ใช้พลังวิญญาณผู้นั้นมีระดับพลังวิญญาณสูงส่งมันยิ่งจะทำให้คนผู้นั้นจะถูกนับหน้าถือตาภายในยุทธภพ
แล้วตอนนี้บุตรสาวของนางกลับเลือกที่จะก้าวเดินในเส้นทางของผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณ ไม่ให้ตัวของนางนั้นประหลาดใจได้เช่นไร
“ ใช่แล้วตัวของยัยหนูจู คำนับข้าเป็นอาจารย์และข้าก็สอนวิชาค่ายกลให้กับนางไปแล้วมากพอสมควรเสียด้วย ”
หมิ่นอวี้เฟยปรายสายตาของตนเองไปมองที่บุตรสาวที่นั่งอยู่ตรงระหว่างกลางของพวกเขา จูเฟยทำหน้าตาใส่เสื้อพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้กับผู้เป็นมารดา
“ จริงเจ้าค่ะท่านแม่!!! ”
“ ถ้าไม่เชื่อท่านก็ดูนี่สิเจ้าคะ ” จูเฟยเริ่มกระทำบางอย่างในทันทีตัวของนางได้พับปิดดวงตาทั้งสองข้างของตนเองลงไปพร้อมกับเข้าสู่ห้วงแห่งพลัง
เมื่อสมาธิเข้าสู่ห้วงแห่งพลังนางก็เริ่มขีดเขียนค่ายกลภายในนั้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเริ่มเขียนค่ายกลภายในหัวของตนเองจนเสร็จเรียบร้อยแล้วตัวของจูเฟยก็ได้เรียกเร้นพลังวิญญาณออกมาทั่วทั้งร่างกายของนาง
หลังจากนั้นก็ได้ยกมือเล็กๆของนางขึ้นมา มือเล็กยกขึ้นมาพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านออกจากร่างกายเริ่มถักทอกายเป็นเป็นค่ายกล
ผู้คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ฝึกฝนพลังวิญญาณพวกเขาจะไม่สามารถมองเห็นออร่าวิญญาณที่แผ่ซ่านอยู่รอบร่างกายของผู้ที่ใช้พลังวิญญาณได้แต่พวกเขาก็ยังสามารถใช้ดวงตามองเห็นค่ายกลที่ถูกสร้างขึ้นมาได้
หมิ่นอวี้เฟยเห็นค่ายกลสีขาวที่ถูกสร้างขึ้นมาจากบุตรสาวของตนเองนางก็ยิ่งตื่นตระหนกยิ่งนัก
และแล้วจูเฟยก็ได้ปรายสายตากลมโตไปมองที่บริเวณจอบขุดดินที่ตั้งเอาไว้บริเวณมุมของบ้าน นางได้สะบัดมือของหน้าออกไปเพื่อสั่งการให้ค่ายกลนั้นเคลื่อนที่ไปประทับลงบนจอบอันนั้น
เมื่อนางกระทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็ได้รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงไปที่จอบที่ถูกตั้งเอาไว้อยู่บริเวณมุมของบ้าน
เมื่อวิ่งตรงไปถึงเด็กน้อยตัวเล็กเพียงแค่นิดเดียวกับยกจอบอันนั้นขึ้นได้อย่างง่ายดายแล้วก็วิ่งกลับมาหามารดาของนาง
จูเฟยยื่นส่งของภายในมือของตนเองให้กับท่านแม่ของนางอย่างรวดเร็ว
ดวงตากลมโตทั้งสองข้างเป็นประกายขึ้นมาราวกับว่าจะเชื้อเชิญให้นางนั้นรับมันเอาไว้ หมิ่นอวี้เฟยพี่สัมผัสได้ถึงเจตนาของบุตรสาวของตนเองจากดวงตาคู่นั้นนางก็ยื่นมือออกไปแล้วรับมันเอาไว้
มือทั้งสองข้างรับจอบเอาไว้ภายในมือของตน เมื่อรับมันเอาไว้เรียบร้อยแล้วความประหลาดใจมันก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางอีกครั้งหนึ่ง
นางรู้สึกว่าจอบภายในมือของนางมันเบาขึ้นเป็นอย่างมากเบาจนเรียกได้ว่ามันเป็นไม้ธรรมดาท่อนหนึ่ง
“ นี่มัน!! ”
“ ข้าใช้ค่ายกลลดน้ำหนักเจ้าค่ะ นี่เป็นวิชาที่ท่านอาจารย์สอนให้ข้า ” เด็กน้อยตอบกลับทันควัน นี่นางหาสิ่งยืนยันให้กับท่านแม่ของนางให้มั่นใจได้ว่านางฝึกฝนวิชาค่ายกลจริงๆ
ตอนนี้ตัวของอวี้เฟยนางก็เชื่อได้แล้วว่าบุตรสาวของนางได้ฝึกฝนพลังวิญญาณจากท่านผู้อาวุโสผู้นี้จริงๆ
“ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าต้องขอบคุณผู้อาวุโสมากที่ช่วยสั่งสอนบุตรสาวของข้า ” หมิ่นอวี้เฟยรวบรวมสติของนางกลับมาแล้วหันไปกล่าวกับผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ข้างกายทันที
หยางซานยิ้มรับอย่างเป็นมิตรก่อนที่จะพยักหน้าขึ้นลง “ งั้นก็แสดงว่าเจ้ายอมให้ข้าสั่งสอนวิชาค่ายกลให้กับยัยหนูจูสินะ ”
หมิ่นอวี้เฟยหยุดนิ่งคิดไปครู่หนึ่งจริงๆเรื่องนี้นางเองก็ไม่ได้มีปัญหาอันใดเพราะว่าถึงอย่างไรการที่ตัวของจูเฟยนั้นได้ร่ำเรียนวิชาพลังวิญญาณต่างๆมันก็เป็นประโยชน์แก่ตัวของบุตรสาวของนางเอง และมันจะทำให้บุตรสาวของนางสามารถเอาตัวรอดภายในโลกใบนี้ได้มากขึ้นอีกด้วย “ เจ้าค่ะ!! ”
เมื่อเห็นท่านแม่ของตนเองอนุญาตให้ตัวของนางนั้นสามารถร่ำเรียนเกี่ยวกับวิชาค่ายกลและพลังวิญญาณจากท่านอาจารย์ได้นางก็ฉีกยิ้มแป้นออกในทันที
“ ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอเข้าเรื่องต่อไปเลยนะ ในวันพรุ่งนี้ข้าจะต้องเดินทางไปที่เมืองใกล้ๆแล้วอยากจะพาตัวของยัยหนูจูไปด้วยเลยอยากจะมาขออนุญาตเจ้า ” หยางซานพาเข้าเรื่อง อย่างไรจุดประสงค์ในครั้งนี้ของเขาก็มาเพื่อขออนุญาตผู้เป็นมารดาของจูเฟยเพื่อที่จะให้เดินทางไปกับเขา
ทว่า...ในขณะที่หยางซานพูดมาเข้าประเด็นจูเฟยที่นั่งอยู่ก็ได้กล่าวแทรกขึ้นมาทันควัน “ เรื่องนั้นไม่ได้หรอกเจ้าค่ะท่านอาจารย์ตอนนี้มีผู้คนคิดจะทำร้ายท่านแม่ข้า ข้าคงจะไปกับท่านไม่ได้แล้ว ”
....
จูเฟยเปลี่ยนใจอย่างรวดเร็วเมื่อตัวของนางนั้นรู้ว่าคนตระกูลหลี่ส่งคนมาเพื่อหวังจะจับตัวมารดาของนางไปกระทำอันใดสักอย่าง ตอนแรกนางก็อยากเดินทางไปที่มืออื่นอยู่หรอเพื่อเปิดหูเปิดตา ว่าตอนนี้มารดาของนางนั้นเกิดอันตรายจะให้นางทิ้งท่านแม่ของนางไปแล้วให้อยู่คนเดียวได้อย่างไร
“ เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลหรอกจูเฟย ข้าจะสร้างค่ายกลปกป้องบ้านแห่งนี้มิให้ผู้ใดเข้ามาได้ แล้วข้าเองก็จะสร้างค่ายกลอีกชั้นหนึ่งประทับเอาไว้ที่ร่างของท่านแม่ของเจ้า เพื่อไม่ให้มีผู้ใดที่คิดร้ายสัมผัสร่างกายของแม่เจ้าได้ ”
จูเฟยถึงกับประหลาดใจในทันทีท่านอาจารย์ของนางสามารถกระทำได้ถึงเพียงนั้นเลยงั้นรึ...
“ ท่านสามารถกระทำเช่นนั้นได้จริงๆงั้นหรือเจ้าคะ ” จูเฟยร้องถามออกมาทันที
หยางซานนั่งอยู่ก็ยกยิ้มขึ้นมาก่อนที่ตัวเขานั้นจะกล่าวอธิบายออกมาเป็นคำพูด “ ข้าบอกเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือว่าพลังของค่ายกลน่ะมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะวางกลไกแล้ววาดมันขึ้นมาอย่างไร ”
“ เอาล่ะข้าจะแสดงให้ดูเลยก็แล้วกัน ” หยางซานเริ่มวาดค่ายกลอีกครั้งพลังวิญญาณสีทองแผ่ซ่านออกมาทั่วทั้งร่างกายอยู่จูเฟยมองเห็นภาพนั้นอย่างชัดเจน
ก่อนที่ค่ายกลสีทองจะถูกสร้างออกมาแล้วเริ่มประทับลงเข้าไปที่ร่างกายของท่านแม่ของนาง
“ เอาล่ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ”
การสร้างค่ายกลปกป้องร่างกายของหมิ่นอวี้เฟยมันเสร็จอย่างง่ายดาย มันรวดเร็วและง่ายดายจนตัวของจูเฟยเองยังรู้สึกประหลาดใจเลย
“ เสร็จแล้วหรือเจ้าคะ??? ” จูเฟยหันไปถามท่านอาจารย์ของนางที่นั่งอยู่
หยางซานพยักหน้าตอบกลับศิษย์ตัวน้อยของตนเองไปก่อนที่เขานั้นจะเริ่มอธิบาย“ ต่อจากนี้ไปถ้ามีผู้ใดที่เข้ามาใกล้ๆตัวเจ้าแล้วพยายามจะจับตัวเจ้า ขอให้เจ้าตะโกนว่า หยาง ดังๆเมื่อเจ้าตะโกนออกมาแล้วค่ายกลที่มันประทับอยู่ที่ล่างมันก็จะทำงาน ”
“ ส่วนเรื่องบ้านหลังนี้ข้าสามารถสร้างค่ายกลไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตรุกล้ำเข้ามาได้ ”
จูเฟยที่ได้ยินเช่นนั้นตัวของนางก็หันไปยิ้มกับมารดาอย่างรวดเร็วและท่านแม่ของนางเองก็หันมายิ้มตอบรับ ความปลอดภัยของพวกนางสองแม่ลูกมันถูกเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยค่ายกลที่ท่านอาจารย์หยางซานสร้างขึ้นมา
“ ที่นี่เจ้าก็บอกข้าได้หรือยังว่าเจ้าจะอนุญาตให้จูเฟยเดินทางไปกับข้าได้หรือไม่ ” หยางซานย้ำถามด้วยคำถามเดิมก่อนหน้านี้
จูเฟยคราวนี้เมื่อรู้ว่าท่านแม่ของตัวเองปลอดภัยหลังจากได้รับการคุ้มครองจากค่ายกลของท่านอาจารย์ตัวของนางก็เริ่มมีความรู้สึกอยากออกไปเปิดหูเปิดตามากขึ้นจึงจ้องมองมารดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
หมิ่นอวี้เฟยทำท่าทางลังเลเล็กน้อยตัวของนางเริ่มคุณคิดและไตร่ตรองอย่างขะมักเขม้นอยู่สักพักใหญ่ๆก่อนที่นางจะตอบกลับมา “ ได้เจ้าค่ะ ”
หมิ่นอวี้เฟยตรองดูอย่างละเอียดแล้วนางดูแล้วว่าท่านอาจารย์หยางผู้นี้ไม่ได้เป็นคนที่โหดร้ายอะไรหน้าตาก็เป็นเม็ดแถมยังใจดีและยังดูเอ็นดูจูเฟยเป็นอย่างมาก อีกเหตุผลหนึ่งบางทีการที่นางให้บุตรสาวของนางอยู่กับท่านอาจารย์หยางมันอาจจะปลอดภัยมากกว่าอยู่กับนางเสียด้วยซ้ำ
ภายในใจของนางนั้นรู้อยู่แล้วว่าตอนนี้แม้ว่าตัวของนางและบุตรสาวจะโดนเนรเทศออกมาจากเมืองหลวงและตระกูลหลี่ แต่ว่าฮูหยินหลี่เองก็ยังคงไม่เลิกราคงจะหาทางกันแกล้งพวกนางสองแม่ลูกให้ได้
เพราะฉะนั้นการให้จูเฟยอยู่กับท่านอาจารย์หยางซานและการให้นางนั้นได้ร่ำเรียนวิชาพลังวิญญาณต่างๆให้มากที่สุดบางทีนี่อาจจะเป็นทางที่ทำให้นางนั้นปกป้องตัวเองได้จากคนตระกูลหลี่
เมื่อได้ยินคำอนุญาตจากท่านแม่ของตนเองเด็กน้อยก็ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นขึ้นมาด้วยความดีใจทันที
ครั้งนี้นางจะได้เดินทางออกไปนอกเมืองเพื่อศึกษาเรื่องราวและธุรกิจต่างๆ อีกทั้งเมืองนั้นยังเป็นเมืองศูนย์กลางในการค้าที่ถือว่าใหญ่เมืองหนึ่งภายในแคว้นหลิวแห่งนี้
“ ว่าแต่ท่านอาจารย์หยางจะพาจูเฟยไปนานขนาดไหนหรือเจ้าคะ?? ” ตัวของนางเป็นมารดาจะถ่ายถามเรื่องนี้ก็ไม่แปลก
หยางซานที่นั่งอยู่ด้านหน้าได้ทำท่าทางครุ่นคิดขึ้นมาอยู่สักพักก่อนที่เขานั้นจะพยักหน้าขึ้นลง
“ การเดินทางครั้งนี้ข้าคงจะต้องไปทำธุระที่เมืองนั้นประมาณ 3 วันคิดจากทั้งหมดแล้วก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 10 วัน ”
“ ตอนนี้เป็นเวลาประมาณต้นเดือน 6 ก็กลับมาประมาณกลางเดือน 6 กระมัง ”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นอวี้เฟยพยักหน้าขึ้นลงก่อนที่จะตอบกลับไป “ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าเองก็ต้องขอฝากจูเฟยด้วยนะเจ้าคะ ”
หมิ่นอวี้เฟยโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
จบตอน