หญิงสาวขับรถออกไปเพื่อกลับบ้านทันที เธอคิดถึงคำพูดของเฟยหลง หญิงสาวรู้สึกเสียใจที่ความพยายามของเธอส่งไปไม่ถึงเขา เมื่อพยายามแล้วแต่ไม่เห็นความหมาย จะพยายามไปเพื่ออะไร
“ฉันพยายามเท่าไหร่คุณก็ไม่รับรู้ ไกลเกินไป เราอยู่ไกลกันเกินไป ความรู้สึกที่ส่งไป ในเมื่อมันไปไม่ถึง ฉันก็จะไม่แคร์มันอีก ต่อไปนี้เราจะร่วมงานกันแค่ครั้งนี้เป็ครั้งสุดท้าย และฉันจะไม่พบเจอหรือร่วมงานกับคุณอีกเลย” หญิงสาวตัดพ้อต่อว่าอยู่กับตัวเอง
แต่ในเวลานั้นฝนตกหนักทำให้วิสัยทัศน์ในการมองไม่ค่อยดีนัก เพราะฉากที่เธอไปถ่ายทำนั้นอยู่บนูเา รถเสียการทรงตัว ถนนที่มีความลาดชันและลื่นเพราะฝนตกนั้น ทำให้รถของเธอเสียหลักแหกโค้งไปชนกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง หญิงสาวก็ค่อยลืมตาขึ้น เมื่อเธอได้สติเธอรู้สึกแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก บนหัวของเธอแตกเพราะจากแรงที่รถกระแทก เข้ากับต้นไม้ เธอรู้สึกหนาวสั่น ร่างกายเริ่มขยับไม่ได้ สายตาของเธอมองไปข้างนอกกระจกของรถที่อยู่ข้างหน้า ตาของเธอค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ แต่เธอได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งกำลังเรียกเธอ หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้งเพื่อมองหาเสียงคนที่เรียกเธอ แน่นอนถึงแม้สายตาของเธออาจจะพร่ามัว และเสียงอันแ่เบาที่แทบจะไม่ได้ยินนั้น คือเสียงของผู้กำกับเฟยหลงที่ขับรถตามเธอออกมาเพราะความเป็ห่วง
“สวีี่จางลี่!! สวี่จางลี่ ทำใจดี ๆ ไว้นะ เดี๋ยวผมจะช่วยคุณออกมาเดี๋ยวนี้” เสียงของหวังเฟยหลงร้องเรียกชื่อของเธอและพยายามช่วยเธอออกมาจากรถ แต่น่าเสียดายที่เธอไม่มีความรู้สึกใดๆ เลย มันสายไปเสียแล้วหญิงสาวกำลังจะสูญเสียสติทั้งหมดของเธอ
“นี่ฉันกำลังจะตายแล้วสินะ" หญิงสาวมองดูหน้าของเฟยหลงที่กำลังช่วยเธอออกมาจากรถชายหนุ่มกำลังเรียกชื่อของเธอให้ได้สติอยู่ตลอดเวลา
" คุณกำลังพูดอะไร? ทำไมถึงแสดงสีหน้าอย่างนั้น? ห่วงใยฉันหรอ? รู้สึกผิดหรอ? มารู้สึกอะไรตอนนี้ ฉันไม่รู้สึกอะไรกับคุณแล้ว ถึงแม้ฉันจะต้องตาย ฉันก็จะเกลียดคุณ” เธอพูดพร้อมกับร้องไห้จนน้ำตาไหลออกมาก่อนหมดสติลงไป เฟยหลงรู้สึกผิด นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเขา สวี่จางลี่ก็คงจะไม่เข้าใจผิดและรีบขับรถออกมา ชายหนุ่มนั่งร้องไห้ด้วยความเสียใจหญิงสาวหลับตาลงแล้ว เธอรู้สึกว่ารอบๆ ตัวของเธอนั้นค่อยๆ มืดลงจนมองไม่เห็นแสงสว่าง ภาพสีดำบดบังดวงตาของเธอ
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้งเธอพบว่าเธอกำลังเข้าหออยู่กับใครคนหนึ่งในชุดแต่งงานสีแดง เธอมองผ่านผ้าคลุมหน้าของเธอ ภายในห้องตกแต่งห้องแบบจีนสมัยโบราณ นี่เธอหลงไปอยูในยุคจีนโบราณเหรอเนี่ย มันทำให้เธอสับสน เ้าบ่าวของเธอค่อยๆ เดินเข้ามาหาหญิงสาว ชายหนุ่มเอื่อมมือเข้าหาหญิงสาว เพื่อที่จะเปิดผ้าคลุมหน้าของเ้าสาวออก และเมื่อชายหนุ่มเปิดผ้าคลุมขึ้น หญิงสาวก็ได้เงยหน้ามองดูคนที่อยู่ตรงหน้า เธอใเมื่อมองเห็นหน้าของเ้าบ่าวของเธอ ด้วยความใ เธอยกเท้าขึ้นแล้วถีบชายหนุ่มออกจากเธอทันที ก็ใครจะไปรู้ล่ะ ชายที่เธอแต่งงานด้วยนั้น หน้าตา และน้ำเสียง ยังเหมือนกับคนที่เธอเพิิ่งจะไม่อยากเจอหน้า เธอแต่งเป็ภรรยาของเขา หญิงสาววิ่งออกจากเตียงไม่อยู่มุมห้อง เธอเห็นใครคนหนึ่งวิ่งผ่านกระจกตรงโต๊ะเครื่องแป้ง หญิงสาวเดินถอยหลังกลับมาที่กระจกอีกครั้ง เธอเห็นใครคนหนึ่งอยู่ในนั้น หญิงสาวเอามือลูบที่ใบหน้าของตน
“ลู่ซิ่วอิง เ้าทำอะไรข้าเนี่ย?” เสียงของเ้าบ่าวดังขึ้นถามเธอ หญิงสาวหันมองตามเสียงของเขา และเธอเพิ่งจะรู้ตัวว่าเธอได้มาอยู่ในร่างของ ลู่ซิ่วอิง เ้าสาวของชายหนุ่มนั่นเอง ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนและเดินมาหาเธออีกครั้ง
“ท่านเป็ใคร?” หญิงสาวถามเขาด้วยความสงสัย
“อะไรกัน นี่เ้าไม่รู้จักชื่อเ้าบ่าวของเ้าหรือไง ทั้งๆ ที่เราไหว้ฟ้าดินกันแล้ว” ชายหนุ่มถามหญิงสาวอีกครั้ง เขาสักเกตุเห็นหญิงสาวมีท่าทีตื่นตระหนก
“ที่นีี่ที่ไหน?” หญิงสาวเอ่ยคำถามขึ้น ทำให้ชายหนุ่มนั้นไม่สบอารมณ์กับคำถามของเธอ เขาจับแขนของเ้าสาวและกำไว้แน่น
“โอ๊ย!! เจ็บนะ” หญิงสาวร้องอุทานขึ้นด้วนความเจ็บ เธอหันไปมองหน้าของเ้าบ่าวของเธอ
“เ้าเป็อะไรของเ้าลู่ซิ่วอิง?” เขายังถามเธอด้วยคำถามเดิม
“ไม่ ฉันไม่ใช่” หญิงสาวพูดปฏิเสธ พร้อมกับส่ายหน้าไปมาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง เธอหันไปมองหน้าเ้าบ่าวอีกครั้งเพื่อดูให้แน่ใจ
“ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่?” หญิงสาวถามเขา
“เ้าพูดอะไร เ้าไม่รู้จักข้างั้นเหรอ ข้า หยางเฟยหลง คือ คนที่เข้าหอกับเ้า ลู่ซิ่วอิง และเ้าก็คือชายาของข้า เ้ามีอะไรข้องใจอีกไหม?” เขาพูดพร้อมกับมองหน้าเ้าสาวของเขาที่มีท่าทีงงงวย
“ข้าไม่ใช่” หญิงสาวพูดพร้อมกับดันตัวเ้าบ่าวให้ออกไปนอกห้อง เธอปิดประตูทันที ทำเอาเ้าบ่าวอย่าง หยางเฟยหลง ยืนงงชั่วครู่ ชายหนุ่มได้สติเขาเคาะประตูเพื่อให้เ้าสาวของเขาเปิด แต่เธอไม่ยอมเปิด
“ได้ เ้ากับข้าจะได้เห็นดีกัน ลู่ซิ่วอิง เ้าบังอาจผลักองค์ชายอย่างข้าออกจากห้องหอ หากไม่ใช่เพราะเป็คำสั่งของท่านย่า ข้าไม่มีวันแต่งงานกับเ้า” ชายหนุ่มพูดจบ เขาก็สะบัดหน้าออกจากที่นั่นไปทันทีด้วยตวามโมโห หญิงสาวที่ยืนพิงประตูอยู่ได้ยินทุกคำพูดของชายหนุ่มอย่างชัดเจน
“นี่มันอะไรกัน ทำไม? มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน? แล้วนี่ฉันอยู่ที่ไหน? กำลังถ่ายละครอยู่หรอ?" หญิงสาวคิดขึ้นได้ว่าอาจเป็การถ่ายละคร เพราะผู้กำกับอย่าง หวังเฟยหลง ก็อยู่ที่นี่ด้วย หญิงสาวค่อยๆ เปิดประตูออกมา มองซ้าย มองขวา ไม่เห็นมีใคร เธอจึงก้าวออกจากห้อง เพื่อที่จะเดินสำรวจสถานที่แห่งนี้แต่ไม่ทันที่จะก้าวพ้นประตู ก็มีเสียงๆ หนึ่งหยุดเธอเอาไว้ก่อน
“นี่เ้าออกมาทำไมล่ะซิ่วอิง?” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นทำให้หญิงสาวหันไปมอง หญิงสาวกำลังคิดว่าหญิงชราคนนี้คือใครอยู่ๆทำไมเธอถึงเรียกให้หญิงสาวหยุด
“ย่าถามว่าเ้าออกมาจากห้องทำไม?" หญิงชราถาม ทำให้หญิงสาวได้รู้ว่าหญิงชราคนนี้คือท่านย่าของเฟยหลงนั่นเอง
“ท่านย่าข้า…”
“แล้วเฟยหลงล่ะ องค์ชายหายไปไหน?” หญิงชราถามเพราะเธอไม่เห็นหลานชายของตัวเองอยู่ในห้อง
“ไอ้หยา ทำไมถึงทำอย่างนี้นะองค์ชาย คืนเข้าหอแท้ๆ ยังจะไปที่อื่น ไม่ยอมกลับมาห้องหอของตัวเองอีก ปล่อยให้เ้าสาวต้องออกมาตามหา ช่างแย่จริงๆ ไม่เป็ไรนะ ซิ่วอิง วันนี้เ้าพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ย่าจะจัดการองค์ชายเอง” หญิงชราดันซิ่วอิง ให้กลับเข้าไปอยู่ในห้องหอตามเดิม ทำให้หญิงสาวงงกับการกระทำของหญิงชรา
“ไม่ได้กำลังถ่ายหนังอยู่นั่นหรอคะ?” หญิงสาวสาวถาม
“เ้าว่าอย่างไรนะ ซิ่วอิง ย่าไม่เข้าใจ” หญิงชราถามหญิงสาวแต่เธอไม่ตอบอะไร ได้แต่มองหน้าของหญิงชรา จู่ๆเธอก็นึกถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเธอ รถของเธอเสียหลักอยู่บนเขาและชนเข้ากับต้นไม้ แล้วก่อนที่เธอจะตายเธอรู้สึกเกลียดผู้กำกับหวังเฟยหลง เธอกลับเข้ามานั่งอยู่ที่เก้าอี้ภายในห้องเธอพยายามนั่งเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมด
“นี่ฉันตายแล้วหรอเนี่ย? ฉันมาอยู่ในร่างของลู่ซิ่วอิงหรอ? แล้วที่นี่ก็เป็ยุคของสมัยก่อนหรอ? เธอหันไปมองที่กระจก และมองดูหน้าตัวเองอีกครั้ง เธอรู้สึกเสียใจที่ต้องตายอย่างกระทันหัน แล้วทำไม ตอนนั้นเธอถึงเห็น หวังเฟยหลง เข้ามาช่วยเธอ แต่มันคงจะดีแล้ว เธอไม่อยากเห็นหน้าของชายหนุ่มแต่….
"เอ๊ะ เมื่อกี้ฉันแต่งงานกับใคร? หวังเฟยหลง ไม่สิ เค้าบอกเขาชื่อ หยางเฟยหลง สินะ เขาเป็ใครกัน ทำไมฉันถึงแต่งงานกับเขา?" หญิงสาวรู้สึกง่วงเต็มที เธอเดินกลับไปที่เตียงและล้มตัวลงนอนสายตาพร่ามัวทำให้เธอหมดสติไป