ไม่กี่วันต่อมา
จวนสกุลเหอกำลังวิ่งวุ่นเพราะเรื่องที่เหออันเหลียนใช้ยาต้องห้ามรู้ถึงฝ่าบาท หยางเสวี่ยเฟยไม่ปล่อยให้นางได้ทำตามใจ บ่าวรับใช้และคนในสกุลเหอที่เกี่ยวข้องจึงโดนตรวจสอบไปตามขั้นตอนไม่มีละเว้น
กระนั้น สกุลเหอย่อมมีอำนาจมากพอ ทั้งยังเกี่ยวข้องกับกุ้ยเฟยที่ฮ่องเต้รักยิ่ง คดีความราวกับถูกตัดตอนจบได้โดยง่าย
หญิงสาวอุทธรณ์ว่านางต้องทำเช่นนี้นั่นเพราะผู้เป็นสามีไม่ทำหน้าที่ของตน ไม่เคยใช้เวลายามค่ำคืนร่วมกันกับนางเลยสักครั้งจึงกระทำลงไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบในฐานะภรรยาที่ต้องการความเอาใจใส่จากสามี มิใช่เป็นการบีบบังคับหนุ่มสาวที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน
คำตัดสินจึงสรุปผลได้ความว่าหยางเสวี่ยเฟยในฐานะสามีเป็นฝ่ายริเริ่มความผิดให้นางก่อเหตุไม่คาดคิด ดังนั้นให้เขาเป็นผู้รับผิดชอบกระทำอย่างที่ถูกที่ควร เพื่อไม่ให้นางน้อยเนื้อต่ำใจคิดว่าตนเองไม่ได้รับความรักจากเขา
ส่วนบุตรสาวขุนนางสกุลเหอถูกคาดโทษเอาไว้ ห้ามก่อเรื่องที่ทำให้ต้นตระกูลอับอาย นางไม่รู้ว่ารองแม่ทัพรู้เรื่องยาปลุกกำหนัดที่นางใช้ได้อย่างไรเพราะเป็นของหายากและซื้อขายในตลาดมืด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้นางยอมแพ้ ยิ่งเห็นเขาแสดงความรักต่อมู่หรงเซียวก็ทำให้เปลี่ยนความคิดเบนเป้าหมายมาหาอีกฝ่ายทันที
หญิงสาวกลับมายังจวนสกุลหยางด้วยสีหน้าราวกับสำนึกผิด เอ่ยอ้อนวอนขอโอกาสจากหยางเสวี่ยเฟยอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเขาชักสีหน้าไม่พอใจจึงยอมขอร้องมู่หรงเซียวด้วยน้ำตา ร้องไห้สะอึกสะอื้นบอกว่าโลภมากที่อยากได้รับความรักจากเขาบ้างจึงทำอะไรลงไปโดยไม่ตรึกตรองให้ดีก่อน
แม้อับจนหนทางแต่ยังคิดว่าตนเองมีแต้มเหนือกว่าเพราะนางคือฮูหยินรองที่มาจากสมรสพระราชทาน รองแม่ทัพอย่างเขาไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติห่างเหินกับนางเช่นนี้
ผู้เป็นเจ้าของจวนได้ยินนางเอ่ยย้ำเรื่องนี้ แววตาที่เกลียดชังเป็นทุนเดิม ครานี้บานปลายไปไกลอย่างที่ตายแล้วไม่คิดเผาผีจึงปล่อยโฮกลบเกลื่อนแล้วคุกเข่าต่อหน้ามู่หรงเซียว
“ท่านพี่…” มู่หรงเซียวหันมองหน้าผู้เป็นสามีที่ไม่สบอารมณ์ “ฮูหยินรองสำนึกผิดเพียงนี้แล้ว ท่านพี่ยกโทษให้นางสักคราได้หรือไม่”
“ฮูหยิน เจ้า…” เขาคิดคัดค้านในทันทีแต่เพราะเห็นรอยยิ้มมุมปากกับแววตาเป็นประกายของมู่หรงเซียวจึงยั้งคำพูดเอาไว้
“ท่านพี่ ข้าจะไม่ทำอีกแล้วเจ้าค่ะ” เหออันเหลียนน้ำตาไหลอาบแก้ม เกาะขาเขาดูน่าสงสารอย่างยิ่งก่อนจะได้ยินเสียงเข้มพูด “ในเมื่อเจ้าสำนึกผิดแล้ว ข้าหวังว่านับจากนี้ไปจะไม่ก่อเรื่องวุ่นวายใด ๆ ให้ข้าปวดหัวอีก”
“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้ารับปาก ปาดน้ำตาที่ไหลเอ่อแล้วขอบคุณเขาซ้ำไปซ้ำมาที่ให้โอกาส ก่อนที่ชายหนุ่มจะบอกให้นางกลับไปสำนึกผิดที่เรือนของตน
คืนนั้น หยางเสวี่ยเฟยไม่ปล่อยให้ฮูหยินนอนหลับง่าย ๆ เพราะติดค้างคำอธิบาย ดวงตาดำขลับจ้องไม่วางตากดดันอีกฝ่าย
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่จ้องดวงตาคู่นั้นกลับด้วยความหนักใจ ไม่คิดว่าเขาจะคะยั้นคะยอเพียงนี้ ทั้งยังไม่รู้ว่าบอกออกไปแล้วเขาจะเชื่อหรือไม่จึงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“เฮ้อ…” นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ริมฝีปากบางเม้มแน่นด้วยความกดดัน กลัวคนตรงหน้าหาว่านางพร่ำเพ้อไร้สาระเพราะคนเราจะไปรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างไร
“มู่หรงเซียว...”
หญิงสาวขนลุกซู่ทุกครั้งที่ได้ยินเขาเรียกชื่อแซ่ด้วยสีหน้าจริงจังพลางทำตาปริบ ๆ ยอมแพ้แต่โดยดีแล้วไปตายเอาดาบหน้า
“ข้ากำลังจะพูดถึงเรื่องที่คนอย่างท่านพี่คงจะไม่เชื่อ”
“เจ้ายังไม่ได้อ้าปากพูดสักคำแล้วรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่เชื่อ ทั้ง ๆ ที่ข้าเคยสัญญากับเจ้าแล้วว่าต่อจากนี้ไป ข้าจะเชื่อสิ่งที่เจ้าเอ่ย” เขาเลิกคิ้วแล้วมองดวงตาสีทับทิม แววตาดูตัดพ้อที่นางอยากให้เขาทำตามคำตัดสินของฝ่าบาท “ร่างกายข้าเป็นของเจ้า หัวใจข้าก็เป็นของเจ้า ข้าไม่อยากแบ่งปันสิ่งที่เป็นของเจ้ากับผู้ใด”
ใบหน้าหญิงสาวแดงระเรื่อ สีหน้าจริงจังเมื่อครู่แทบกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ เขินอายเอามือปิดหน้าตัวเองไว้แต่หยางเสวี่ยเฟยประคองศีรษะร่างบางขยับเข้าใกล้แล้วจุมพิตที่หลังมือของนางอย่างอ่อนโยน ย้ำเตือนสถานะว่านางคือผู้เดียวที่มีสิทธิ์ได้ใกล้ชิด สัมผัสและแบ่งปันไออุ่นของกันและกัน
หลังจากนั้นมู่หรงเซียวจึงเล่าเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ในวันข้างหน้าให้หยางเสวี่ยเฟยฟัง ทั้งเรื่องที่เหออันเหลียนนึกอิจฉาที่นางท้องจึงแอบเอายาผสมในสมุนไพรให้ดื่มจนแท้ง รวมถึงเรื่องที่อาจช่วยให้หลี่หมิงฮ่าวได้สมหวังในความรักกับเสิ่นอวี้หลานโดยไม่ถูกฮ่องเต้ลงโทษ
“เจ้าจะบอกว่าสิ่งนั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่อยากมีลูกกับข้าในตอนนี้หรือ” รองแม่ทัพหยางครุ่นคิด ความในใจแสดงออกทางสีหน้าจนหมด “เหออันเหลียนกล้าทำผิดซ้ำสอง ทั้งยังเป็นเรื่องร้ายแรงที่อาจทำให้แม่ทัพใหญ่โกรธเกรี้ยวได้ลงคอ ช่างไม่กลัวอันใดเลยจริง ๆ”
“ท่านพี่ไม่เชื่อข้าหรือ” ดวงตาสีทับทิมสั่นระริกเล็กน้อย
หยางเสวี่ยเฟยไม่ตอบคำถามนั้น คิ้วหนาขมวดมุ่นอยู่พักใหญ่แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าจะขอให้อวี้หลานช่วยเรื่องยาแล้วหารือกับแม่ทัพหลี่เรื่องที่จะมีคนลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ในงานล่าสัตว์ที่เมืองชาง อย่างที่เจ้าบอกเมื่อครู่... บางเรื่องเกิดไปแล้วแต่ช่วงเวลานั้นผิดเพี้ยน บางเรื่องยังไม่เกิดจึงไม่อาจตัดสินใจโดยพละการได้”
“…” นางนิ่งงันฟังสิ่งที่เขาพูด เดิมทีนึกว่าจะถูกดุเสียอีกที่พูดจาไร้สาระเพราะไม่มีหลักฐานใด ๆ ยืนยันความคิดของตัวเองเลยแม้สักนิดเดียว
“เจ้าเองก็ไม่รู้ว่าใครคิดลอบทำร้ายฝ่าบาทแต่ข้าจะลองตรวจสอบแขกที่ได้รับเชิญไปร่วมงานในครั้งนั้นเสียก่อน แม้ไม่รู้ว่าจะพบจุดที่น่าสงสัยหรือไม่แต่คงไม่มีอะไรน่ากังวล ถึงอย่างไรซิงอวี่ก็เดินนำหน้าคนเหล่านั้นหนึ่งก้าวเพราะเจ้า”
หยางเสวี่ยเฟยประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เดิมทีต้องระมัดระวังคุ้มกันขบวนเสด็จอยู่แล้ว ครานี้คงต้องเพิ่มความปลอดภัยให้หนาแน่นยิ่งขึ้น
เขามองคนตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนโยน “ส่วนหน้าที่ของเจ้า…”
“เจ้าคะ…” หญิงสาวเผลอตอบออกไปไม่ทันคิด
“นับจากนี้ไป เจ้าต้องแกล้งวิงเวียน อาเจียน คล้ายจะเป็นลม ข้าจะให้หมอมาตรวจร่างกายเจ้าแล้วบอกว่าอาการคลับคล้ายคลับคลาจะมีครรภ์” เขายิ้มกว้างเพราะวางแผนไว้เรียบร้อยโดยที่มู่หรงเซียวยังไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่าบอกเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในนิยาย
ไหน ๆ เนื้อเรื่องก็เพี้ยนไปขนาดนี้แล้ว นางจึงไม่แปลกใจเรื่องการกระทำของเขาอีกและค่อย ๆ ได้เห็นคนตรงหน้าในมุมมองและอารมณ์ที่หลากหลายจนหัวใจเต้นตึกตัก
“ในเมื่อเจ้ามีครรภ์ แน่นอนว่าเจ้าจะมีอาการแพ้ท้อง จงรั้งข้าเอาไว้ต่อหน้าคนอื่น ๆ บอกว่าขาดข้าไปไม่ได้ หากไม่ได้อยู่กับข้าจะเกิดอาการคลื่นไส้ ไร้เรี่ยวแรง ยามค่ำคืน หากไม่ได้กลิ่นอายของข้า เจ้าจะนอนไม่หลับซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีต่อสุขภาพของลูกในท้อง”
เจ้าตัวเล่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นฉาก ๆ ที่แม้แต่มู่หรงเซียวยังคิดไม่ถึงพลางคิดว่าคนเจ้าเล่ห์หน้าตาใสซื่อได้เผยตัวออกมาแล้ว
“ปกติข้านอนหลับสบายแม้ว่าท่านพี่จะไม่อยู่ด้วยนี่”
“จากนี้ไปสิ่งที่ปกติสำหรับเจ้าคือการได้นอนข้างข้า” เขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้แล้วจุมพิตริมฝีปากบางนุ่มนวล “มู่หรงเซียว เจ้าอยากให้ข้าทำเช่นนี้กับผู้อื่นหรือ”
“ไม่มีทาง” นางส่ายหน้าทันควันรู้แล้วว่าเป็นแผนหลีกเลี่ยงการร่วมหอกับเหออันเหลียนพลันถามเรื่องที่ค้างคาใจ “ท่านพี่เชื่อที่ข้าพูดไปอย่างนั้นหรือ”
เขาเอียงใบหน้าดูปฏิกิริยาของนางแล้วตอบว่า “หากเจ้าคิดทำสิ่งที่ผิด ข้าจะคอยเตือนเจ้า เรื่องที่เจ้าเล่าให้ข้าฟัง ข้าหาหนทางแก้ไว้แล้ว อย่าได้กังวลเลย”
“…” มู่หรงเซียวขมวดคิ้วครุ่นคิด รู้สึกผิดคาดยิ่งนักเพราะหากเรื่องยังคงดำเนินไปตามเดิมอย่างในนิยาย นางคงถูกเขาเข้าใจผิดรอบที่ร้อยพาลจะโดนเกลียดมากยิ่งขึ้น
เวลานี้นึกสงสัยว่าหยางเสวี่ยเฟยเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกแล้วหรือไม่เพราะดูเหมือนเขาไม่รู้สึกเลยว่าตนเองกำลังทำในสิ่งที่ผิดแปลกไปจากนิสัยเดิม
“หากเจ้าดื้อดึงจนถูกลงโทษ ข้าจะเป็นคนยอมรับความผิด ออกรับหน้าแทนเจ้า” เขาเอ่ยโดยไร้แววกังวล เวลานี้ยอมรับทุกอย่างที่เป็นนาง ราวกับต่อให้ภรรยาร้ายกาจสักเพียงใด หากห้ามปรามแล้วยังไม่ฟังก็พร้อมเดินจับมือนางลงนรกไปด้วยกัน
“ท่านพี่ช่างคิดไปเรื่อยเปื่อย ข้าจะทำให้ท่านพี่เดือดร้อนไปทำไมกัน” หญิงสาวส่ายหน้ายืนยันนักหนาว่าจะไม่มีวันก่อเรื่องวุ่นวายจนถูกสั่งโทษอย่างแน่นอน
วันต่อมา
การละครของสามีภรรยาสกุลหยางได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เวลานั้นหยางเสวี่ยเฟยกำลังออกไปค่ายฝึกตามปกติแต่ทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงข้าวของในห้องนอนตกพื้นแตกกระจายจึงรีบวิ่งเข้าไปดู
“นายท่าน ฮูหยินเป็นลมเจ้าค่ะ” เมิ่งเซียงร้องลั่นไปทั่วเรือนจนบ่าวคนอื่น ๆ ที่ผ่านมาตกใจกันถ้วนหน้า “ทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
“เจ้าไปตามหมอมาเร็วเข้า” เขาสั่งเสียงเข้ม สีหน้าเป็นห่วงเป็นใยหญิงสาวที่รักยิ่ง “ฮูหยิน… เจ้าอย่าทิ้งข้าไปนะ”
คิ้วเรียวของคนที่แกล้งสลบกระตุกเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่ามีน้ำหยดลงใบหน้าติ๋ง ติ๋ง จึงเผยอเปลือกตา หรี่มองด้วยความอยากรู้พาลได้เห็นใบหน้ารูปงามเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
เล่นใหญ่อย่างกับเป็นมืออาชีพ ไม่ยักรู้ว่าซิงอวี่มีสอนทักษะการแสดงด้วย แต่ว่าข้าแค่เวียนหัวเป็นลม ยังไม่ตายเสียหน่อย น้ำตาท่านพี่หยดเปื้อนหน้าข้าไปหมดแล้ว หญิงสาวคิดในใจ ดวงตาสบประสานกันจึงได้รู้ว่าเขาแอบยิ้มเจ้าเล่ห์
ไม่นานนัก หมอยาได้ตรวจอาการของฮูหยินเสร็จเรียบร้อย สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าใดนักว่าอาการที่เป็นอยู่เรียกได้ว่าตั้งครรภ์หรือไม่
สมุนไพรที่เสิ่นอวี้หลานเตรียมให้นั้นซับซ้อน หลอกล่อให้หลงกลได้ง่าย เมื่อไม่ได้ตรวจสอบส่วนที่ผิดแปลกไปจึงเข้าใจได้ว่าบุตรสาวแม่ทัพใหญ่กำลังตั้งครรภ์
หากแต่ผู้เป็นนายจวนสกุลหยางถือเคล็ดเพราะฮูหยินร่างกายไม่แข็งแรง ข่าวดีเช่นนี้นับว่าเป็นปาฏิหาริย์จึงสั่งคนในจวนไว้ว่าอย่าเพิ่งบอกผู้ใด รอให้ฮูหยินผ่านพ้นช่วงเปราะบางไปได้เมื่อใด ค่อยบอกกล่าวญาติสนิทมิตรสหายให้ร่วมแสดงความยินดี
“ฮูหยิน… ลูกของเรา เจ้าสัมผัสได้หรือไม่”
มู่หรงเซียวต่อบทอย่างเชี่ยวชาญ “ท่านพี่… ในที่สุด ข้า… ลูกของเรา…” พลันน้ำตารื้นด้วยความดีใจ กอดกันกลมเนิ่นนาน
เหออันเหลียนรู้เรื่องนี้แทบควบคุมอารมณ์แห่งความอิจฉาริษยาไม่อยู่ นางกำมือแน่นจนเล็บยาวจิกฝ่ามือเป็นรอย กัดปากจนเลือดซิบเพราะไม่มีที่ให้ระบายสิ่งอัดอั้นในใจ