ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80

    ตอนที่ 6 เกี่ยวข้าวครั้งแรก

            ชาวบ้านที่มาถึงนาก่อนมุ่งหน้าเกี่ยวข้าวไปก่อนแล้วถ้านับไม่ผิดน่าจะเกือบสามสิบคนเป็๲อย่างต่ำ ก้มๆเงยๆอยู่ข้างรวงข้าว

            ‘คนมาช่วยเยอะขนาดนี้เราก็คิดว่าจะเสร็จเร็วแต่เปล่าเลยเสร็จจากนาเราก็ต้องไปช่วยเขาต่อเหมือนกับที่คนอื่นๆมาช่วยเรา ถ้าเป็๞ที่บ้านลุงดำของเธอใช้รถเกี่ยวข้าววันสองวันก็เสร็จแต่นี่กว่าจะแล้วเสร็จก็เข้าสู่เดือนกุมภามีนานู่นแหละ’

            ยายยื่นบางอย่างที่เรียกว่าเคียวให้เธอมันมีลักษณะโค้งงอและปลายแหลมสมชื่อ

                ‘งือๆ เกิดมายังไม่เคยจับเคียวสักหนจะให้ไปเกี่ยวข้าวตายๆไม่ตายวันนี้จะตายวันไหน’

                ยายหยิบผ้าขาวม้าและหมวกไว้สำหรับคลุมหน้าให้เธอแล้วทำเป็๲ตัวอย่างส่วนถุงมือยายเอาเศษผ้ามาพันมือให้แทน แดดเริ่มร้อนขึ้นลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆหมวกก็โดนลมพัดแล้วพัดอีก สรุปคือเอาผ้าคลุมหน้าไว้เฉยๆ

                เอมอรอยากจะหาครีมกันแดดมาใช้แต่แม่อวนบอกเธอว่าบ้านอยู่ไกลจากตลาดเกือบยี่สิบกิโลเมตรต้องนั่งเรือยนต์หรือไม่ก็ต้องเดินไป

                ‘ถามหน่อยใครจะเดิ๊น?’

                แม่อวนเดินเข้ามาหลังจากผูกควายไว้ให้กินหญ้าอีกที่หนึ่งซึ่งเกี่ยวข้าวออกไปแล้วแม่อวนเริ่มสอนให้เอมอรใช้เคียวเกี่ยวข้าว จนเธอสามารถพอทำได้บ้างไรผมดำขลับเริ่มเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ

                “เบิ่งผู้สาวมึงดู๊ คือมาเกี่ยวข้าวทังเทื่อวะ” (ดูแฟนมึงสิ ทำไมมาเกี่ยวข้าวทั้งทีวะ) ชายคนหนึ่งเอ่ยแซวกันเพราะปกติแล้วเอมอรไม่เคยมาทำงานช่วยพ่อกับแม่อย่างมากก็มาเลี้ยงควาย

                “สงสัยอยากได้ผัว กะเลยมาหัดเฮ็ด ฮ่าๆ” (สงสัยอยากมีผัว ก็เลยมาฝึกทำ ฮ่าๆ) ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งพูดทั้งหัวเราะจนกันไม่อยากจะคุยด้วย ถึงเขาจะไม่ชอบเอมอรแต่ก็ไม่อยากได้ยินคำพูดแบบนี้กับคนที่เขากำลังจะแต่งงานด้วยกันจึงเดินหนีแล้วเดินเข้าไปใกล้เอมอร กันสังเกต๻ั้๫แ๻่วันที่เขาช่วยชีวิตเอมอรไว้ว่าเธอดูสงบลงไม่ขี้โวยวายเหมือนแต่ก่อน กันจึงคิดว่าถึงอย่างไรก็ต้องแต่งงานกับเธออยู่ดีระหว่างนี้ก็น่าจะทำความรู้จักกับเธอไปก่อน

     

                “เกี่ยวเป็๞อยู่ติ คิดว่าเฮ็ดหยังบ่อเป็๞” (เกี่ยวเป็๞อยู่เหรอนึกว่าทำอะไรไม่เป็๞) กันพูดขึ้นมาขณะที่ยืนมองเอมอรเกี่ยวข้าว จะจีบสาวทั้งทีแต่ดันปากหมาแต่เอมอรก็ไม่ได้แสดงทีท่าว่าโกรธเพราะเธอทำไม่เป็๞จริงๆ พึ่งจะเคยทำครั้งแรกได้แค่นี้ก็ถือว่าบุญแล้วเอมอรเงยหน้ามองคนที่เดินมาหยุดอยู่ข้างๆเธอเธอจำได้ว่าเขาคือผู้ชายคนที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ เขาสวมแค่หมวกปีกใบเดียวไม่มีผ้าคลุมหน้าใบหน้าหล่อเหลาดูเข้มลงเพราะกรำแดด

                “ก็พอได้ค่ะ ฝึกไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็คงชิน”เอมอรตอบตามความจริงใบหน้าเนียนดูหม่นลงที่จริงจะว่ายากก็ยากเพราะต้องระวังเคียวไม่ให้เกี่ยวโดนนิ้วมือตัวเอง ชายหนุ่มได้ยินถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากันภาษาที่เธอใช้และน้ำสียงอ่อนโยนต่างจากครั้งที่เขาเคยคุยกับเธอครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนตอนนั้นแก้วหูแทบแตก ผิดกับตอนนี้ที่โทนเสียงนุ่มนวลน่าฟัง อีกทั้งยังพูดภาษากลางได้คล่องและไม่มีความกระดากอายแถมสำเนียงดูไม่ออกเลยว่าเป็๲คนอีสาน สำหรับคนที่จบแค่ปอสี่อย่างเธอพูดได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมาก

            คนในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าพูดภาษากลางหรืออาจจะพูดไม่เป็๞เลยด้วยซ้ำเพราะมีเวลาเรียนกับคุณครูเพียงแค่ไม่กี่ปี บางคนยังเขียนหนังสือไม่ได้ด้วยซ้ำส่วนครูนั้นเวลาสอนก็พูดภาษาไทยคำภาษาอีสานคำ ตอนคุยกับเพื่อนก็ไม่ต้องพูดถึงใช้ภาษาอีสานล้วนๆ

                กันเรียนจบชั้นปอหกเขาค่อนข้างใฝ่เรียน แต่ด้วยความที่เป็๲พี่คนโตพ่อกับแม่จึงไม่ให้เรียนต่อเขาพอรู้ภาษากลางอยู่บ้างแต่ไม่ถือว่าพูดได้คล่องเพราะไม่ค่อยได้ใช้สื่อสารกับที่บ้านผิดกับคนที่ไม่ชอบเรียนอย่างเธอกลับพูดได้เร็วปร๋อไม่มีติดขัดเลยสักนิดเขาไม่เคยได้ยินเธอพูดมาก่อน

                เขามองหน้าเธอตอนนี้แดงราวกับลูกตำลึงสุกด้วยเพราะเธอเป็๞คนขาวมากผิวพรรณดีหน้าตาสะสวยทำให้เห็นรอยแดงชัดเจนเมื่อโดนแดดนี่เป็๞เสน่ห์ของเธอถ้าตัดนิสัยแย่ๆอีกหลายอย่างออกไป

                “คือบ่อใส่หมวก บ่อฮ้อนติ” (ทำไมไม่ใส่หมวกไม่ร้อนเหรอ) ชายหนุ่มมองหาหมวกของเธอจนเห็นมันอยู่โคนต้นไม้

                “ลมมันพัดแล้วชอบปลิว รำคาญ”

                กันเดินไปหยิบหมวกมาสวมไว้บนศีรษะให้เอมอร

                “หันมานี่”เขาจับหมวกเธอให้หันหน้ามาหาเขาแล้วใช้มือผูกเชือกที่หย่อนลงมาทั้งสองข้างติดคางให้กับเธอ

                “ส่ำนี้กะบ่อปลิวแล้ว” (แค่นี้ก็ไม่ปลิวแล้ว)เธอลืมคิดไป เขามีเชือกไว้ให้ผูกแต่ดันไม่ผูกอย่าว่าแต่ใส่หมวกเลยเมื่อเช้าหาครีมกันแดดจะทาก็ยังไม่มี ไม่รู้กลับไปต้องไปเข้าสปานานแค่ไหน

                “ขอบคุณค่ะ”

                เอมอรยิ้มให้เขาเป็๲รอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นจากเธอมาก่อน มันดูละมุนน่ารักไปหมดทั้งสองเกี่ยวข้าวช่วยกันไปคุยกันไป กันเริ่มรู้สึกว่าเอมอรก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรือว่าเธอจะสมองเสื่อมเพราะเธอจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

                “ขอบคุณนะคะที่เมื่อวานคุณช่วยชีวิตฉันไว้ถ้าไม่ได้คุณฉันคงตายไปแล้ว”

            ‘แล้วที่รอดมาได้มันต่างจากตายไปแล้วยังไงเอมอร!’

                “บ่อเป็๞หยัง ข่อยเต็มใจ” (ไม่เป็๞ไรผมเต็มใจ) เสียงอ่อนโยนดูจริงใจกว่าทุกครั้งที่เขาเคยพูดกับเธอ วันที่เขาพาร่างไร้สติขึ้นจากน้ำเขาไม่ได้ยินเสียงใดๆเล็ดลอดจากปากเธอมาวันนี้คล้ายกับว่าเป็๞คนละคน

                พ่อแม่และยายของเอมอรต่างมองดูหนุ่มสาวทั้งสองด้วยความพอใจเพราะครั้งนี้เขาทั้งสองคุยกันได้นานกว่าทุกครั้ง ปกติเวลาเจอหน้ากันทีไรคุยกันไม่ถึงสามคำก็ทะเลาะกันทุกทีรอบที่ตกน้ำเอมอรก็ขออาคมไปเก็บผลกระจับแต่พ่อไม่ให้เธอลงไปในน้ำเพราะเธอว่ายน้ำไม่เป็๲พ่อจึงเก็บขึ้นมาให้แล้วให้ไปล้างน้ำเองที่ริมฝั่งห้วยแต่ลูกสาวเกิดลื่นตกลงไปในน้ำจนกันต้องไปงมร่างขึ้นมาทั้งๆที่ไม่ค่อยถูกกัน

                ตกดึกคืนนั้นเอมอรหลับตาลงอย่างยากลำบากทั้งที่ร่างกายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเต็มที น้ำใสๆเอ่อล้นออกมาจากเบ้าตาทั้งสองความรู้สึกหวาดกลัวทุกอย่างมันถาโถมเข้ามาเกาะกินข้างในหัวใจมันหนาวเหน็บยิ่งกว่าอากาศที่ล้อมรอบกายเธออยู่ในตอนนี้