ฮวงจุ้ย เกมส์ กล คนแปรชี่

    ตอนที่.35

    วิษณุหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านั้น เพราะพอมองตามนิ้วของภาวิณีขึ้นไป ก็พบเจอเข้ากับร่างโปร่งแสงที่มีเค้าโครงร่างของมนุษย์นับร้อยนับพันบนอากาศ กำลังลอยตามพระภิกษุชราผู้ที่พวกตนกำลังพูดถึงกันอยู่นั้น ขึ้นสูงไปยังเทือกเขาแห่งหนึ่งซึ่งเป็นทิศทางวัดที่พวกตนพึ่งจะลงมา

    “ไม่จริงใช่ไหม…” คุนพูดอย่างเลื่อนลอย ขณะที่สายตายามมองดูภาพตรงหน้าคล้ายดั่งจะเลื่อนลอยเสียยิ่งกว่า “คนเรา…จะเดินบนอากาศ…ได้ด้วยเหรอ…”

    “คนบ้านนายดินั้นนะ” ปอยเสริมขึ้น ดวงตาจดจ้องอยู่ที่จุดเดียวกัน “ทีนี้เชื่อยัง ว่าผีนะมีจริง”

    “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วละ” ดาวสำทับตามมาอีกคน “เห็นกันเป็นกองทัพขนาดนี้ ถ้ายังไม่เชื่ออีก ไม่โง่ก็บ้าแล้วล่ะ…”

    “คุณพ่อ…” แพรวาเองก็เงยหน้าขึ้นมาดูเช่นกัน ซึ่งเธอก็ได้พบเจอเข้ากับบิดาของเธอ ที่กำลังยืนโบกมือให้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มข้างบิดาของภาคิณน์ที่ใบหน้าสร้อยเศร้า สายตาจับจ้องมองดูผู้เป็นลูกชายอย่างห่วงหาอาลัย ขณะร่างของทั้งคู่กำลังลอยไปตามกลุ่มวิญญาณทั้งหลายนั้น “คุณพ่อ…คุณพ่อ…คุณพ่อ….”

    แพรวายิ่งเรียกน้ำตายิ่งใหลพราก ขณะที่ภาวิณีทำได้เพียงโอบไหล่ของผู้เป็นน้องสาวไว้ ก่อนที่ผู้เป็นบิดาของทั้งสองและภาคินณ์จะหันหลังกลับและลอยไปตามดวงวิญญาณเหล่านั้น ก็เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงไซเรนดังระงมไปทั่วทั้งหุบเขา

    สายรุ้งพาดผ่านหุบเขาในทิศทางเดียวกับที่พระภิกษุและดวงวิญญาณทั้งหลายเหาะลอยไป ภาพเลือนรางของเหล่าดวงวิญญาณยิ่งเลือนรางเหมือนจะหายไปในทันที เมื่อถูกแสงแห่งดวงอาทิตย์สาดส่อง ใบไม้หลังจากได้รับหยาดละอองน้ำฝนดูจะเขียวกว่าเดิม ขณะที่รถของเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ โรงพยาบาล และ หน่วยดับเพลิงก็เริ่มจอดเรียงรายอยู่เต็มบริเวณสนามหน้าเคหสถานที่ถูกไฟเผาไหม้จนกลายเป็นเพียงแค่ซากปรักหักพัง

    เสียงกระดิ่งลมที่แขวนไว้ทั่ววิหารอารามส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋ง สร้างความรู้สึกสงบสบายให้แก่ผู้ที่ได้ยินได้ฟังขณะที่แก๊งรีโนเวทบ้านกำลังนั่งหน้าสถูปสามหลัง คนทั้งหมดล้วนต่างประนมมือไหว้ ยกเว้นเพียงแค่แพรวาและวิษณุที่กำลังหยาดน้ำเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลทั้งหมดหลังจากครบรอบหนึ่งรอยวัน โดยมีพระสงฆ์สองรูป แม่ชีและเณรน้อยอีกหนึ่งองค์เป็นผู้นำกล่าวคำอุทิศส่วนกุศลในครั้งนี้

    สิ้นคำว่าสาธุ ทั้งหมดก็ลดมือลงหลังจากที่ยกจรดระหว่างคิ้ว อันถือว่าเป็นการเสร็จสิ้นพิธีกรรม ขณะที่สายลมบางเบาแห่งเหมันต์ฤดูก็ผัดผ่านมาดั่งว่าเป็นสัญญาณบอกว่าบุญกุศลที่พวกเขาได้ทำนั้นมีผู้รับรู้และอนุโมทนาแล้ว

    “พ่อหนูจะอยู่บนสวรรค์ไหมคะหลวงตา” แพรวาประนมมือถามพระภิกษุชรา เพราะประจักษ์แจ้งต่ออภิญญาท่านในครั้งนั้นได้ดี “พ่อหนูจะยังสบายดีอยู่ไหมคะ”

    “คนเรามีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นของตน ทำกรรมอย่างใดไว้ ก็ต้องรับผลแห่งกรรมนั้น” พระภิกษุชรากล่าวเสียงเนิบช้าเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม “ถ้าพ่อของโยมทำกรรมดีไว้มาก ก็อยู่บนสวรรค์ ถ้าทำกรรมชั่วไว้มาก ก็อยู่ในนรกนั่นแหละโยม ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย…” ท่านหยุดสักพัก ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับสามเณรน้อยข้างกาย “ไปเถอะเจ้าหลง…”

    สามเณรน้อยเดินเข้าไปหาพระภิกษุชราอย่างนอบน้อม ก่อนจะประคองร่างของท่านพาเดินกลับไปยังกุฎิหลังเล็ก โดยที่พระสงฆ์และแม่ชีทั้งสององค์ยังคงอยู่สนทนาพูดคุยกับทีมงานรีโนเวทบ้านต่อ

    “ไม่อยากกลับมาบวชอีกเหรอโยมคุน” พระภิกษุหนุ่มเอ่ยถาม “บวชแก้บนแค่ไม่กี่วัน ยังไม่ทันได้เรียนรู้ธรรมะมากเลยนะ”

    “เรื่องปริยัติยังพอได้ครับหลวงพี่ภาคินณ์” คุนยิ้มแหยงๆ ขณะตอบ “แต่เรื่องการปฏิบัตินี้ผมไม่ไหวจริงๆ ครับหลวงพี่…เหมือนว่าผมไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้นะครับ ไม่เหมือนกับหลวงพี่ที่คงจะเหมาะกับทางนี้ จนถึงขนาดเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างและออกบวชตลอดชีวิต”

    “ใช่ครับหลวงพี่…มันเหมาะที่จะทำงานกับพวกผมมากกว่าครับ” วิษณุแทรกขึ้น “มันไม่ได้เป็นคนดีอะไรขนาดนั้นนนนน”

    “พี่ไม่ลองมาบวชดูบ้าง จะได้รู้” คุนสวนกลับทันควัน “การปฏิบัติมันไม่ได้ง่ายๆ นะพี่ ห้ามคิดงี้ ให้อยู่กับลมหายใจเป็นชั่วโมงๆ งี้ เดินจงกรมแต่ละก้าวก็จะล้มแล้วล้มอีก เฮ้อ…. ผมว่ามันไม่เหมาะกับผมจริงๆนั่นแหละทางสายนี้”

    “ใช่…คนอย่างแก มันเหมาะที่จะอยู่ทำงานกับพวกฉันที่สุดละ” ดาวเสริม “พวกไม่เชื่อผีเชื่อสางอย่างแกนะ มันเหมาะที่จะมาทำโปรเจ็คนี้ต่อไปกับพวกฉันเท่านั้น”

    “เมื่อก่อนนะใช่” คุนตอบกลับ “แต่ตอนนี้…เชื่อแล้ว”

    “ยังจะทำต่ออีกก่า โครงการนี้นะ” แม่ชีที่ยืนข้างกายพระภิกษุเอ่ยถามต่อ ขณะมองดูปอยที่ยืนประนมืออยู่ “แปลว่ารู้คำตอบในคำทำนายแล้วแม่นก่อ ว่าจะเลือกตางไหน”

    “จ้าว…แม่เดือน” ปอยพยักหน้ารับขณะที่ยกมือขึ้นประนม “ตางนี้น่าจะเหมาะกับน้องที่สุดแล้วจ้าว…เหมือนกับว่าชะตาชีวิตน้อง อาจจะถูกลิขิตมาหื้อทำอย่างนี้ก็ได้จ้าวแม่เดือน”

    “ดีแล้วๆ” แม่ชีเดือนพยักหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆ “ขึ้นชื่อว่าการช่วยเหลือแล้วนั้น ก็ถือว่าได้ทำบุญทำกุศลใหญ่ บ่อว่าการช่วยเหลือนั้นจะเป๋นการช่วยผีหรือช่วยคนก็ต๋าม”

    “จ้าว…” ปอยพนมมือรับคำ ขณะที่หลวงพี่ภาคินณ์ก็หันไปทางแพรวาและภาวิณีพร้อมกับเอ่ยถามขึ้น

    “แล้วโยมแพรละ จะกลับอังกฤษวันไหน”

    “ก็น่าจะอาทิตย์นี้แหละค่ะหลวงพี่” แพรวายกมือขึ้นพนมมือขณะตอบกลับ “มีสอบและต้องแก้ธีซิสด้วยนะคะ เลยต้องรีบมารีบกลับ”

    “รีบเรียนให้จบๆ แล้วก็กลับมาช่วยพี่สาวเร็วๆ นะ” ว่าพลางก็หันไปทางภาวิณี “ไม่เหนื่อยใช่ไหมโยมพี่ภา”

    “โคตรเหนื่อยเลยค่ะหลวงพี่” ภาวิณีแทบจะร้องไห้ออกมาจริงๆ ขณะที่ตอบประโยคนี้ออกไป “แค่บริษัทเดียวโยมพี่ก็จะเอาชีวิตไม่รอดอยู่ละ…เหนื่อยมากๆ เลยค่ะ หลวงพี่จะไม่ศึกจริงๆ เหรอคะ”

    หลวงพี่ภาคินณ์ยิ้มพลางส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะตอบกลับ

    “ขอบคุณโยมพี่ภามากๆ เลยนะที่เทคโอเวอร์บริษัทไปดูแลต่อ อาตมาคงไม่สึกแล้วละ ตั้งใจว่าจะบวชตลอดชีวิตเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลทั้งหมดให้กับพ่อและคนที่พ่อเคยทำอะไรไม่ดีไว้กับพวกเขาเหล่านั้น นี้คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่คนเป็นลูกอย่างอาตมาจะทำได้”

    ขณะที่การสนทนากำลังดำเนินไปอยู่นั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น โดยที่ดาวก็รีบกระวีกระวาดหยิบรีบล้วงมันออกมาจากกระเป๋าก่อนจะกดรับ และเหมือนจะเป็นความมหัศจรรย์ในสังคมอย่างหนึ่ง ที่เมื่อเราเห็นใครพูดคุยโทรศัพท์แล้ว คนที่อยู่รอบๆ จะทั้งรู้จักหรือไม่รู้จักกันก็ตามแต่ จะหยุดการสนทนาทั้งหมดและทุกสายตาจะจับจ้องมองไปยังต้นเสียงในทันที

    “ดาวพูดค่ะ…” ดาวพยักหน้าถี่ๆ เป็นเชิงรับรู้ “อืม…ค่ะ…ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ…ค่ะ….ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวทางทีมงานจะรีบเข้าไปดูนะคะ…ค่า…สวัสดีค่ะ….”

    “ที่ไหนอีกละ…คราวนี้” วิษณุถามขึ้นในทันทีที่ดาววางสายโทรศัพท์

    “ปราสาทแถวยุโรปค่ะ”

    จบ…….

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องฮวงจุ้ย เกมส์ กล คนแปรชี่ ที่คุณอ่าน