ท่านเทพตกสวรรค์ไปเป็นสามีภรรยาแสนขยันยุค 70 (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 34 สารภาพรัก

            “สวัสดีครับคุณปู่เจียง คุณน้าเจียง คุณน้าสะใภ้” หงอวี้หลุนรีบมาทักทายผู้อาวุโสทันทีที่เขาย้ายกลับมาอยู่บ้านหลังเก่า

            “ตอนที่น้ากับโม่หลานกลับมาถึงปักกิ่ง น้าก็เห็นว่าบ้านของเธอกำลังปรับปรุงอยู่ ทีแรกยังนึกเสียดายคิดว่ามีคนอื่นมาซื้อบ้านของเธอไปแล้วเสียอีก ดีที่เธอไม่ได้ขายแล้วยังย้ายกลับมาอยู่ใกล้เราเหมือนเดิม” คุณแม่เจียงทักทายหงอวี้หลุนอย่างดีใจ

            “ตั้งแต่ที่เธอย้ายไปอยู่กับพ่อของเธอ ปู่ก็ให้เฮ่าจง (คุณพ่อเจียง) กับอาเหลียน (คุณแม่เจียง) ช่วยดูแลบ้านให้ตลอด กลัวว่าถ้าปล่อยทิ้งไปนานๆ บ้านของเธอจะทรุดโทรมไปเปล่าๆ ตอนที่เราถูกส่งไปอยู่ที่อื่นก็เป็นโม่ไป๋ที่ช่วยดูแลบ้านของเธอให้” คุณปู่เจียงบอก ก่อนจะหันไปยิ้มกับหว่านซูเจิน “นี่คงเป็นหลานสะใภ้สินะ” 

            “ผมขอโทษที่ไม่ได้แนะนำภรรยาให้คุณปู่รู้จักนะครับ” หงอวี้หลุนจับมือภรรยา “หว่านซูเจินเป็นภรรยาของผมเองครับ เราแต่งงานกันมาได้หลายปีแล้วครับคุณปู่”

            “แต่งงานก็ดีแล้ว ไม่เหมือนเจ้าหลานชายตัวดีของปู่”

            เจียงโม่ไป๋ที่กำลังนั่งยิ้มอยู่ถึงกับนั่งตัวตรง “โธ่...คุณปู่อย่ามองผมอย่างนั้นสิครับ ช่วงนี้งานของผมยุ่งมากจริงๆ เป็นเพราะนายเลยอวี้หลุน คุณปู่ถึงได้มองฉันแบบนี้”

            หงอวี้หลุนยิ้มให้เพื่อนในวัยเด็กของเขา “แล้วโม่โฉวกับอ้ายเหม่ยล่ะ พวกเขากลับมาถึงปักกิ่งแล้วหรือยัง”

            “หืม...นายรู้จักน้องสะใภ้ของฉันด้วยเหรอ” เจียงโม่ไป๋ถาม

            “รู้จักสิ เมื่อก่อนฉันกับซูเจินก็อาศัยอยู่ที่อำเภอหยางเฉิง ทีแรกฉันก็จำน้องชายไม่ได้หรอกนะ แต่พอเขาบอกว่าเขาจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปักกิ่งเพราะอยากย้ายกลับมาอยู่กับครอบครัว ฉันก็เลยถามเขาว่าเขารู้จักพี่โม่หลานหรือรู้จักนายหรือเปล่า เขาก็ตอบว่าเขาเป็นน้องชายของนาย” หงอวี้หลุนเล่าให้ทุกคนฟัง แต่เขาไม่ได้เล่าถึงว่าเขาเป็นเจ้าของตลาดมืดและเจียงโม่โฉวเข้าไปค้าขายในตลาดมืด

            “อย่างนี้นี่เอง ฉันก็สงสัยอยู่ว่านายรู้จักน้องสะใภ้ของฉันได้ยังไง ตอนนี้พวกเขายังไม่กลับมาหรอก เย็นๆ ถึงจะกลับ” เจียงโม่ไป๋ยิ้มเมื่อพูดถึงน้องชาย “ฉันไม่ได้บอกใช่ไหมว่าพวกเขาสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งกันทุกคน”

            “พวกเขาทุกคนเหรอ?”

            “นอกจากน้องชายกับน้องสะใภ้ของฉัน ยังมีโจวต้าเฝิงกับต้าเฉียงที่สอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วยเหมือนกัน นายคงรู้จักกับสองคนนั้นเหมือนกันใช่ไหม”

            หงอวี้หลุนพยักหน้า “เป็นคนรู้จักกันทั้งนั้น ดีจังเลยนะ ทีแรกฉันก็กังวลว่าซูเจินจะแปลกที่และจะกดดันที่ในปักกิ่งเธอไม่รู้จักใคร แต่พอได้ยินว่าน้องๆ ทุกคนได้ย้ายมาอยู่ปักกิ่งกันหมด เท่านี้ฉันก็วางใจแล้ว”

            “นายพูดเหมือนนายจะไม่อยู่ในปักกิ่ง?”

            “ก็ไม่เชิง ฉันคิดว่าจะเปิดกิจการอะไรขึ้นมาสักอย่าง ก็เลยกะว่าจะไปตระเวนดูรอบๆ ปักกิ่งว่าจะมีธุรกิจไหนที่ฉันพอจะทำได้บ้าง ถึงตอนนั้นฉันก็คงต้องให้ซูเจินอยู่บ้านคนเดียวไปก่อน ฉันแค่กังวลว่าเธอจะเหงาตอนที่ฉันไม่อยู่”

            “เรื่องนั้นเธอไม่ต้องห่วงนะอวี้หลุน ถ้าซูเจินเหงาก็ให้ซูเจินไปช่วยน้าที่ร้านขายขนมได้ อ้ายเหม่ยจะเปิดร้านขายขนมที่หน้าตลาด น้ากับน้าผู้ชายจะไปดูแลที่นั่น” คุณแม่เจียงหันไปยิ้มให้ซูเจิน 

            “ดีเลยค่ะน้าสะใภ้ ฉันกับน้องอ้ายเหม่ยเคยเปิดร้านขายขนมด้วยกันมาก่อน ฉันสามารถไปช่วยงานคุณน้าได้ทุกวันเลยนะคะ”

            “ที่แท้เงินเก็บของโม่โฉวกับอ้ายเหม่ยก็ได้มาจากการเปิดร้านขายขนมกับเธอนี่เอง ถ้างั้นน้าคงต้องทำอาหารเย็นมื้อใหญ่เพื่อขอบคุณเธอสองคนเสียแล้วที่ช่วยดูแลโม่โฉวกับอ้ายเหม่ย เย็นนี้พวกเธอมาทานข้าวที่บ้านกับเราด้วยนะ ห้ามปฏิเสธล่ะ” คุณแม่เจียงเดินเข้าห้องครัวไปอย่างอารมณ์ดี

            “เธอกับหลานสะใภ้ก็เหมือนลูกหลานของปู่ อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนนอก” คุณปู่เจียงเดินไปตบหัวไหล่หงอวี้หลุน “ครอบครัวเจียงของเราก็คือครอบครัวของเธอ ต่อไปเราจะคอยปกป้องเธอเอง”

            หงอวี้หลุนน้ำตาคลออย่างซาบซึ้งใจ เขายังจำได้ดีว่าตอนที่เขากับแม่อาศัยอยู่ที่นี่ ครอบครัวเจียงก็ดูแลเขากับแม่อย่างดีมาตลอด แม้แต่ตอนที่คุณพ่อมารับเขากลับไปอยู่ด้วย คุณปู่เจียงยังเป็นคนออกหน้าว่าจะให้คุณน้าเจียงรับเขามาเป็นลูกบุญธรรมด้วยซ้ำ แต่ทำยังไงคุณพ่อของเขาก็ไม่ยอม เขาจึงต้องไปใช้ชีวิตอย่างลำบากในบ้านสกุลเซี่ยอยู่หลายปี ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเดินออกจากสกุลเซี่ยแล้วเดินทางไปอยู่ที่อำเภอหยางเฉิงตั้งแต่นั้น

            “ขอบคุณครับคุณปู่” หงอวี้หลุนขานรับ 

            “อย่าเพิ่งทำหน้าเศร้า ไหนๆ วันนี้เราก็อยู่กันพร้อมหน้า เรามาเมากันสักตั้ง พอดีเลยวันนี้ฉันยังชวนว่าที่พี่เขยของฉันมาดื่มด้วย”

            “ว่าที่พี่เขยเหรอ? ฉันไม่ได้เจอพี่โม่หลานมานานแล้ว แต่คิดว่าพี่โม่หลานคงไม่ต่างจากเมื่อก่อนนัก ฉันชักจะอยากรู้แล้วสิว่าคนรักของพี่โม่หลานเป็นคนแบบไหน” หงอวี้หลุนถามอย่างสนใจ

            “เขาเป็นบัดดี้ของฉันเอง เพิ่งย้ายมาจากทางเหนือ เป็นคนที่หล่อมากและต่อสู้เก่งมาก และที่สำคัญเขาเอาชนะพี่สาวของฉันได้อย่างสบาย พี่สาวฉันกลายเป็นแม่กระต่ายน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา”

            “ขนาดนั้นเลยเหรอ?”

            “ถ้างั้นฉันจะพานายไปดูอะไรเด็ดๆ ที่หน้ามหาวิทยาลัย” 

     

            ‘อาจารย์เจียงโม่หลาน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มีญาติมารอพบที่หน้ามหาวิทยาลัยครับ’

            เสียงประกาศของมหาวิทยาลัยดังขึ้นหลายครั้ง เจียงโม่หลานคิดว่าคงเป็นน้องชายกับน้องสะใภ้ที่ประกาศหาเธอเพื่อที่จะได้กลับบ้านพร้อมกัน แต่พอเธอเดินมาถึงหน้าประตูกลับเห็นหวังเจียนหยุนยืนเด่นอยู่ที่นั่น แม้ว่าหวังเจียนหยุนจะสวมเพียงเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็กส์ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังดูดีมาก นักศึกษาสาวหลายคนมองเขาแล้วก็ยิ้มจนหน้าแดง ส่วนนักศึกษาชายก็ได้แต่อิจฉาหุ่นที่มีแต่มัดกล้ามของเขา

            “สวัสดีครับคุณโม่หลาน วันนี้ผมมารับคุณกลับบ้าน” หวังเจียนหยุนผายมือไปที่จักรยานของตัวเอง “เชิญครับ”

            “ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้ฉันจะกลับบ้านกับน้องชายและน้องสะใภ้” เจียงโม่หลานปฏิเสธ

            “ดีเหมือนกันครับ กลับพร้อมกันหลายๆ คนก็สนุกดี”

            เจียงโม่หลานมองหวังเจียนหยุนอย่างหมดคำจะพูด “ถ้าคุณคิดอย่างนั้นแล้วสบายใจก็ตามใจคุณเถอะค่ะ”

            ทางด้านเจียงโม่โฉวกับโจวอ้ายเหม่ยเมื่อได้ยินเสียงประกาศ ทั้งคู่ก็สบตากันแล้วยิ้มอย่างเข้าใจ เมื่อคืนพี่โม่ไป๋มาบอกแล้วว่าวันนี้พี่เจียนหยุนจะปั่นจักรยานมารับพี่สาวกลับบ้าน ดังนั้นเมื่อเช้าเจียงโม่โฉวจึงไปกำชับโจวต้าเฝิงกับต้าเฉียงไว้แล้วว่าเย็นนี้ให้ทั้งสองคนปั่นจักรยานกลับบ้านไปก่อน พี่โม่หลานจะได้นั่งซ้อนจักรยานของพี่เจียนหยุนกลับ ซึ่งโจวต้าเฝิงกับต้าเฉียงก็ให้ความร่วมมืออย่างดี

            “ผมคิดว่าอีกไม่นานบ้านเราคงได้จัดงานมงคลแล้วล่ะ” เจียงโม่โฉวเข็นจักรยานมาหาภรรยาหลังจากได้ยินเสียงประกาศ

            “แต่ฉันว่าตอนนี้เรารีบไปกันเถอะค่ะ ฉันกลัวพี่โม่หลานกับพี่เจียนหยุนจะทะเลาะกันจริงๆ” โจวอ้ายเหม่ยขึ้นซ้อนท้ายจักรยานสามี

     

            หวังเจียนหยุนนั่งคร่อมจักรยานรออย่างอารมณ์ดี ส่วนเจียงโม่หลานก็ได้แต่ยืนก้มหน้าไม่พูดไม่จา ทำเหมือนกับผู้ชายตรงหน้าไม่มีตัวตน ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้สึกอะไรกับเขา เพียงแต่ผู้ชายคนนี้ยังไม่เคยบอกรักเธอเลยสักคำ แต่เขากลับบอกคนอื่นไปทั่วว่าเธอเป็นคนรักของเขา และเขากำลังจะแต่งงานกับเธอ นอกจากจะข้ามขั้นตอนสำคัญไปแล้ว ยังถือโอกาสมัดมือชกเธอชัดๆ

            “หน้าหล่อๆ ของผมยังสู้ก้อนกรวดที่พื้นไม่ได้เหรอครับที่รัก” 

            “ใครเป็นที่รักของคุณไม่ทราบ” เจียงโม่หลานเงยหน้าขึ้นถามอย่างไม่พอใจ ก่อนที่เธอจะพึมพำเสียงเบา “ไม่เคยบอกรักกันสักคำยังมาเรียกฉันว่าที่รักอีก”

            หวังเจียนหยุนไม่ได้ยินเสียงบ่นของเจียงโม่หลานแม้แต่น้อย แต่วันนี้ที่เขาตั้งใจมาหาเธอถึงหน้ามหาวิทยาลัยก็เพราะเขาต้องการทำเรื่องสำคัญบางอย่าง เมื่อเขามองไปเห็นเจียงโม่โฉวกับโจวอ้ายเหม่ยที่นั่งจักรยานมาด้วยกัน และอีกฟากถนนหนึ่งก็มีเจียงโม่ไป๋กับชายหญิงคู่หนึ่งที่เขาไม่รู้จักยืนอยู่ เขาหันไปส่งยิ้มให้กับน้องชายทั้งสอง ก่อนที่เขาจะเดินไปคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเจียงโม่หลานพร้อมกับกุหลาบแดงหนึ่งดอก

            “คุณเจียงโม่หลานครับ ‘ผมรักคุณ’ นายหวังเจียนหยุนคนนี้อยากเป็นคนรักและอยากแต่งงานกับคุณครับ”

            เวลานี้เป็นเวลาที่นักศึกษาส่วนใหญ่กำลังจะเดินทางกลับบ้าน หรือบางคนก็กำลังจะออกไปเดินเที่ยวหลังจากที่เรียนกันอย่างคร่ำเคร่งมาตลอดทั้งวัน เมื่อทุกคนเห็นหนุ่มหล่อคนหนึ่งกำลังคุกเข่าสารภาพรักกับอาจารย์ของพวกเขา นักศึกษาทั้งหมดก็อดที่จะส่งเสียงเชียร์ไม่ได้

            ‘อาจารย์เจียง รีบตอบรับเลยค่ะ’

            ‘พี่ชาย! พี่คือลูกผู้ชายตัวจริง จะมีผู้ชายสักกี่คนที่กล้าคุกเข่าขอความรัก ผมต้องจำไปใช้บ้างแล้ว’

            ‘พี่ชายสุดหล่อไม่ธรรมดาจริงๆ ขอเป็นคนรักและขอแต่งงานในเวลาเดียวกัน อาจารย์เจียงครับ...รีบตอบรับเลยครับ”

            ‘เป็นบรรยากาศที่โรแมนติกมาก ฉันจะมีโอกาสดีๆ แบบนี้บ้างหรือเปล่าเนี่ย อาจารย์เจียงคะ ฉันอิจฉาอาจารย์จังเลยค่ะ’

            เจียงโม่ไป๋ยกนิ้วชื่นชมว่าที่พี่เขย ส่วนเจียงโม่โฉวกับโจวอ้ายเหม่ยก็ไม่รออีกต่อไป เพราะดูจากสีหน้าของพี่สาวก็รู้คำตอบแล้ว พวกเขารีบปั่นจักรยานกลับบ้านเพื่อไปบอกข่าวดีกับครอบครัว

            เจียงโม่หลานไม่เคยคิดมาก่อนว่าหวังเจียนหยุนจะกล้าทำเรื่องน่าอายต่อหน้าคนจำนวนมากแบบนี้ แต่เวลานี้หัวใจของเธอพองโตอย่างเป็นสุขเกินกว่าที่จะตำหนิเขา

    คล้ายกับเรื่องท่านเทพตกสวรรค์ไปเป็นสามีภรรยาแสนขยันยุค 70 (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน