ก๊อก ๆ
“หวาขอเข้าไปได้ไหมคะ ฮึก”
เสียงเล็กใสเอ่ยขึ้นหลังจากได้ยินจังหวะเคาะจบลงไม่เท่าไหร่ เด็กผู้หญิงที่เปียกปอนเพราะเพิ่งจะสระผมมาใหม่ ๆ ก็เปิดประตูเข้ามาอย่างง่ายดาย โดยที่ผู้ที่อยู่ด้านในยังไม่ได้ตอบกลับไปแม้แต่คำเดียว
คนตัวเล็กกอดตัวเองด้วยความหนาวสั่น ผมยาวหนาที่ยังไม่ทันจะแห้งดี พร้อมกับผ้าขนหนูสีขาวที่พันอยู่รอบอกอย่างลวก ๆ ดูไม่ทันจะเรียบร้อย
ก่อนร่างบางจะค่อย ๆ สะอื้นออกและหย่อนตัวลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง
“ฟ้าร้องอีกแล้วสินะ” เฮียหนึ่งคนรู้ทัน
“ยังอาบน้ำไม่เสร็จเหรอ” เฮียสองมองสำรวจทั้งที่หลักฐานมันค่อนข้างจะชัดเจน
“หนาวแย่เลย” เฮียสามคว้าผ้าเช็ดตัวผืนเล็กมาเช็ดหัวให้ฉันแ่เบา พร้อมกับเอาชุดคลุมอาบน้ำมาใส่ให้หลวม ๆ คงเพราะกลัวว่าบรรยากาศเย็นตอนฝนตกกับอุณหภูมิแอร์ในห้องมันจะทำให้หนาว
“ที่นั่งเยอะแยะจะกองอยู่ตรงนี้หรือไง!!”
แรงฉุดฉันให้ลุกเคลื่อนไหว แต่ไม่ทันไรเขาก็คว้าไว้ทั้งตัวด้วยการอุ้มฉันให้ลอยจากพื้นห้อง และตัวมันก็แทบจะลอยล่องด้วยสองมือที่กำลังประคอง
ก่อนที่จะ…
พรึ่บ!!
“อร๊ายยย”
โยนฉันลงตรงโซฟา
“เบา ๆ สิ หวาเจ็บนะ” ด้วยความไม่อ่อนโยนเอาซะเลย
“ช่วยไม่ได้ เธอมันตัวหนักเอง”
นี่แหละ เฮียหนึ่งที่แท้ ไม่เคยแม้แต่จะทะนุถนอมหรือพูดจาดี ๆ กับฉันเลยสักครั้ง
“เฮียก็ทำแรงไป ยี่หวาเขาก็ตัวนิดเดียว”
เฮียสองส่ายหัวกับฉากทะเลาะกันซ้ำไปซ้ำมา เรียกได้ว่าทะเลาะกันแทบจะทุกเื่ของเราทั้งสองคน มันเป็อย่างนี้ประจำมาสิบสองปีแล้ว
“ช่ายย สามว่า หวาไม่เห็นจะอ้วนเลย”
เฮียสามคว้ากอดฉันเข้าไปในอ้อมกอดเฉย ก่อนจะจิ้มที่แก้มนุ่มเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
แม้ว่าฉันกับเขา เราจะห่างกันแค่ปีกว่า ๆ ก็เถอะ แต่ดูเหมือนว่าเฮียสามจะอินบทพี่เข้าเส้นซะจริง
ครื้นนน เปรี๊ยงง
“ว๊ายยย!! ฮึก ฮืออ กรี๊ดดด”
เสียงฟ้าร้องครื้นมาพร้อมกับแสงที่แล่บผ่าน ไม่นานมันก็ส่งเสียงเปรี๊ยงผ่าดังลั่น ทำเอาหวาดหวั่นสั่นไปทั้งตัวจนเฮียสามต้องกระชับกอดแน่น
“โอ๋ ๆ ไม่เป็ไรนะคะ เฮียอยู่นี่แล้ว”
“ฮือออ หวากลัว ไม่เอา ไม่อยากอยู่คนเดียว”
ในหัวฉันมีแต่ความทรงจำในวัยเด็กที่มันทั้งเงียบเชียบและทั้งน่ากลัว เมื่อต้องอยู่คนเดียวในคืนที่ฝนตกและไฟที่มันดับลงจนมืดสนิท
“เฮียหนึ่ง ไอสาม ฉันเองก็อยู่” เฮียสองย้ำ
“นั่นสิ ขี้แยเป็เด็ก ๆ ไปได้”
เสียงของเฮียหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับใบหน้ามู่ที่มองฉันไร้ซึ่งความเอ็นดู แถมยังส่ายหัวอย่างเอือมระอา มีแต่เฮียสองนี่หน่าที่เคยปลอบฉันอยู่ทุกครั้งด้วยความอ่อนโยน
“ตุ๊กตา ตุ๊กตาหวาอยู่ไหนคะ”
ฉันกวาดสายตามองหาตุ๊กตากระต่ายเน่า ๆ ที่มักจะเอามันติดตัวมาด้วยทุกครั้งที่รู้สึกไม่ปลอดภัย เหมือนว่ามันเป็ดั่งเพื่อนคู่ใจที่เคยอยู่กับฉันในทุกสถานการณ์ที่ผ่านมาั้แ่วัยเด็ก แม้ตอนนี้อายุตัวเองก็ย่างจะยี่สิบ
ก่อนสายตาของฉันจะเหม่อมองต่ำ นึกขึ้นได้ว่าตุ๊กตากระต่ายสีคล้ำ ๆ คงไม่ได้คว้ามาด้วย เพราะมัวแต่ใเสียงฟ้าร้อง ขาก็เลยก้าวมายังห้องของเฮียเพื่อ้าคนปลอบใจ
สีหน้าของฉันผิดหวัง จนอยากจะร้องไห้
“ฮึกก”
ในห้องมีแต่เสียงสะอื้นงอแงของเด็กสาวไม่หยุด แต่บรรยายกาศรอบข้างมันเหมือนจะหยุดเคลื่อนไหว
ไม่รู้ว่าเฮียทั้งสามคนจ้องมองฉันอย่างเงียบ ๆ ั้แ่เมื่อไหร่
ในขณะมือของเฮียสามเช็ดผมให้ฉันแ่เบา
เฮียสองปาดน้ำตาที่ไหลพากของฉัน
และเฮียหนึ่งที่ยืนนิ่งแต่ไม่ไปไหน
สายตามองผ่านผ้าขนหนูผืนบางที่พันอยู่รอตัวเธอไว้ มันแทบจะหลุดเพราะแรงของตัวฉันขยับไปที่งอแงไป ก้อนกลมดูนมฟูเบียดล้นสั่นกระเพื่อมไหว
น้ำลายที่ข้นเหนียวกลืนอึกลงลำคออย่างยากลำบากกว่าครั้งไหน ๆ
สิ่งเดียวที่ทั้งสามน่าจะคิดใกล้เคียงกันอย่างไม่ต้องสงสัย
ยัยเด็กยี่หวาของพวกเขา โตขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กันนะ