สองสัปดาห์ต่อมา มีการประกาศผลผู้ที่ได้เข้าไปในรอบสอบสัมภาษณ์ แน่นอนว่าหนึ่งในห้าคนนั้นก็คือหวังเหยินหยวน สอบข้อเขียนผ่านเข้ามาห้าคน แต่มีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่จะได้มาทำงานเป็ครูสอนที่โรงเรียนประจำตำบล เพราะมีครูเกษียณอายุไปทั้งหมดสองคน
“ไม่อยากจะเชื่อว่าหล่อนจะทำข้อสอบได้”
“นั่นน่ะสิ ฉันจำได้ว่าหล่อนท้องไม่มีพ่อด้วยนะ เมื่อหลายปีก่อนข่าวฉาวของผู้หญิงคนนี้ดังมาถึงหมู่บ้านของฉันเลยล่ะ”
“หึ ถึงจะสอบข้อเขียนผ่าน แต่ทำตัวแบบนี้อย่าหวังเลยว่าจะสอบสัมภาษณ์ผ่าน”
หวังเหยินหยวนมาดูการประกาศผล เป็ไปตามคาดที่เธอสอบข้อเขียนผ่าน ตอนนี้รู้สึกเหมือนมีคนลากมาตบที่ตรงสี่แยกไฟแดง จะด่าก็ด่าไม่ได้ เพราะสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นคือเื่จริง
“ฉันได้ข่าวว่าหล่อนมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับครูที่ในโรงเรียนนี้ด้วยนะ”
“จริงหรือ? ถึงว่าไม่น่าจะสอบผ่าน ดีแต่ทำตัวสวยไปวันๆ”
“ก็จริงน่ะสิ วันที่หล่อนมาสอบมีหลายคนเห็นพวกเขายืนคุยกันอย่างสนิทสนมด้วยล่ะ”
“แบบนี้ก็เข้าข่ายทุจริตน่ะสิ”
“แบบนี้เข้าข่ายิ่ประมาทกันมากกว่า” หวังเหยินหยวนพูดเสียงดัง ตั้งใจให้คนที่เดินมาดูผลประกาศได้ยินสิ่งที่เธอ้าจะพูด
“ิ่ประมาทอะไรยะ ไม่ใช่ฉันคนเดียวเสียหน่อยที่เห็น” ผู้หญิงที่กล่าวหาหวังเหยินหยวนพูดขึ้นทันควัน
“ใครบ้างล่ะที่เห็น เห็นตอนที่คุยกันแล้วได้ยินหรือเปล่าว่าคุยอะไรกัน? เห็นตอนที่ทุจริตหรือเปล่า? ถ้าเห็นก็เอาหลักฐานมายืนยัน แต่ถ้าไม่มีก็หุบปากเน่าๆของหล่อนไป ไม่อย่างนั้นฉันจะเอาเื่ให้ถึงที่สุด” หวังเหยินหยวนหันไปประจันหน้ากับคนที่นินทา เธอในตอนนี้เหมือนช้างตกมันที่พร้อมจะเหยียบหากใครพูดจาไม่เข้าหู ที่ผ่านมาพยายามทำตัวให้แบบคนไร้ตัวตนมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าคนอื่นจะไม่คิดแบบนั้น เพราะไม่ว่าเธอจะเดินไปไหน หรือทำอะไรก็มักจะเป็จุดสนใจอยู่เสมอ
อาจจะเพราะมีหนุ่มหลายคนที่สนใจในตัวเธอ ถึงแม้ว่าจะเป็แม่หม้ายลูกติด แต่ต้องบอกว่าหลังจากที่หายป่วย ตัวไม่อ้วนบวมเหมือนก่อน ร่างนี้ก็ไม่ต่างจาก จางอวี่ซี ใบหน้าเรียวเล็กทว่าสวยคม จมูกโด่งเป็สันรั้นรับกับริมฝีปากบางสีแดงสด ดวงตากลมโตราวดอกท้อแรกแย้ม ผิวขาวกระจ่างใสเหมือนคนไม่เคยโดนแดด ทั้งที่ความจริงคือทำงานตากแดดทั้งวัน ไม่ต่างจากสี่หญิงงามในยุคก่อนๆเลยสักนิด
“นี่หล่อน ถ้ารู้ขนาดนั้นฉันก็ไปแจ้งกับทางการเองแล้วสิ” อีกฝ่ายเถียงกลับ ทั้งหมดล้วนเป็เพียงข้อสันนิษฐานที่น่าจะมีเค้าโครงความจริงเท่านั้น
“ถ้ารู้ไม่จริงทำไมถึงกล้าใส่ร้ายคนอื่น สอบไม่ผ่านแล้วมาพาลแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน คนอย่างเธอถึงแม้ว่าประวัติจะใสสะอาด ไม่อาภัพ โชคร้ายแบบฉัน แต่เชื่อเถอะว่า ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางสอบผ่านอย่างแน่นอน” หวังเหยินหยวนพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน น้อยครั้งมาที่เธอจะแสดงอาการหรือท่าทีดูถูกคนอื่น แต่แม่สาวปากแดงนี่เหลือทนจริงๆ
“ทำไมยะ คนอย่างฉันมันทำไม” อีกฝ่ายก็ไม่ยอมแพ้ ตะเบ็งเสียงพูดออกมาเสียงดัง
“ไม่มีจรรยาบรรณ กล่าวหาคนอื่นลอยๆโดยไม่มีหลักฐาน ไม่มีจิตใจโอบอ้อมอารี คนล้มแต่กลับเหยียบซ้ำ คนแบบนี้ไม่มีในคุณสมบัติของการเป็แม่พิมของชาติเลยสักนิด”
ตอนนี้หลายคนต่างเอนเอียงไปทางหวังเหยินหยวน เพราะสิ่งที่เธอพูดมาล้วนมีเหตุผล คนเราไม่ควรตัดสินกันที่ภายนอก ดูอย่างผู้หญิงที่กำลังเถียงกับหวังเหยินหยวนอยู่ เธอชื่อว่า เตี๋ยวเหลียนจู เป็ลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านข้างๆ ทำตัวแบบนี้ ไม่สมกับเป็ลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านเลยสักนิด
“กลับกันเถอะ” เพื่อนที่มาดูผลสอบด้วยกัน รีบดึงเพื่อนสาวให้กลับไป เพราะหากอยู่ต่อ มีหวังเธอได้สอบสัมภาษณ์ไม่ผ่านแน่ มีเวลาเตรียมตัวสำหรับสอบสัมภาษณ์อีกหนึ่งสัปดาห์ เธอไม่มีทางให้ผู้หญิงเอาแต่ใจ ไม่มีมารยาทคนนี้ มาทำให้อนาคตของตัวเองต้องดับลงอย่างแน่นอน
“ไม่ ฉันยังไม่ได้เอาเื่แม่นั่นให้ถึงที่สุดเลย” เตี๋ยวเหลียนจูโวยวายไม่ยอมกลับ ถึงอย่างไรวันนี้ ยัยแม่หม้ายผัวทิ้งจะต้องมาขอขมาเธอก่อน
“ถ้าเธออยากจะอยู่ก็อยู่ไปคนเดียวแล้วกัน ฉันอายคน” เพื่อนสาวไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้แต่ทิ้งเพื่อนนิสัยเสียคนนี้เอาไว้
“นี่ รอฉันด้วย หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เตี๋ยวเหลียนจูเมื่อไม่มีพวกพ้อก็เป็เพียงแมวน้อยตัวหนึ่งเท่านั้น อาศัย่จังหวะชุลมุนวิ่งตามเพื่อนสาวไป
หวังเหยินหยวนได้แต่กอดอกแล้วแสยะยิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา คิดว่าจะแน่ แต่ในใจก็ได้แต่บอกตัวเองให้ทำใจ เพราะเธอไม่น่าจะผ่านการสัมภาษณ์นั้นแล้ว เพราะหากจะว่าไปแล้ว เธอก็ไม่ได้ต่างจากแม่เตี๋ยวเหลียนจูนั้นเลยสักนิด เล่นมาเถียงกันที่หน้าโรงเรียนแบบนี้ ใครเดินผ่านไปผ่านมาก็เดาได้ไม่ยาก นิสัยไม่รู้จักอดทนอดกลั้น จะทำให้เธอตกม้าตายโดยไม่รู้ตัว เหมือนเช่นครั้งนี้ที่คิดว่าตัวเองพยายามใจเย็นแล้วแต่ก็ยังไม่มากพอ
บ้านหวังตอนนี้กำลังตกอยู่ในอาการเงียบงัน เมื่อหลานสาวของบ้านพูดชื่อของคนที่ไม่สมควรพูดออกมา แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อเธอกำลังจะมีอาเป็ถึงครูสอนที่โรงเรียน
“ลูกว่าอย่างไรนะ?” สะใภ้ใหญ่บ้านหวัง ทวนคำลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ
“หนูบอกว่าอาเล็กสอบข้อเขียนผ่านแล้วค่ะ เหลือแค่สอบสัมภาษณ์เท่านั้น” เด็กหญิงวัย 10 ขวบบอกกับแม่ของเธออีกครั้ง ตอนนี้สะใภ้ใหญ่ได้แต่กลืนน้ำลาย เพราะจำได้ขึ้นใจ ว่าพ่อสามีห้ามพูดถึงลูกสาวเพียงคนเดียวของบ้านหลังนี้
“เหยียนลู่ เลิกพูดไร้สาระแล้วกินข้าวได้แล้ว” ลูกชายคนโตของบ้านหวังเอ่ยเตือนลูกสาว เขาไม่อยากอยู่ในบรรยากาศอึมครึมนี้
“หึ ก็แค่สอบข้อเขียน ไม่ได้หมายความว่าสอบผ่านแล้วเสียหน่อย” ในที่สุดประมุขของบ้านก็พูดขึ้น แต่น้ำเสียงของท่านนั้นฟังอย่างไรก็ออกไปในทางดูแคลนเสียมากกว่า
“ใช่แล้วล่ะค่ะคุณปู่ เพื่อนหนูหลายคนบอก ว่าทางโรงเรียนไม่มีทางรับแม่หม้ายสามีทิ้งมาเป็ครูสอนหรอก” หวังเหยียนลู่เห็นด้วยกับคุณปู่ของเธอ ที่พูดแบบนี้ก็เพราะ้าจะเอาใจคุณปู่ของเธอเท่านั้น
ความโชคดีของผู้หญิงบ้านหวัง คือปู่กับย่ารักหลานชายหลานสาวเท่าๆกัน ไม่มีแบ่งแยกว่าหลานนอก หลานในเหมือนบ้านอื่นๆ กฎเหล็กของบ้านเพียงอย่างเดียว คือห้ามพูดถึงลูกสาวคนเล็กเท่านั้น แต่เื่นี้ไม่พูดไม่ได้ เพราะเป็ข่าวใหญ่ไปทั่วโรงเรียน
“เสี่ยวลู่ ไม่ใช่เื่ของเด็ก” สะใภ้ใหญ่ดุลูกสาว
“จะไปดุเด็กมันทำไม ที่มันพูดมาก็ถูกแล้ว คนไม่รักดีแบบนั้นไม่มีทางได้ดีหรอก” พูดจบก็เดินออกจากวงสนทนาในทันที
ท่านแม่หวังได้แต่เก็บความดีใจเอาไว้ในใจ ไม่กล้าแสดงออกมาต่อหน้าสามี คงจะมีเพียงท่านเท่านั้น ที่มั่นใจว่าถึงอย่างไรลูกสาว ก็ต้องสอบผ่านอย่างแน่นอน เนื้อแท้ของลูกสาวเป็เช่นไร คนเป็แม่ไหนเลยจะไม่รู้ ส่วนพี่น้องคนอื่นๆได้แต่เก็บปากเงียบ ไม่มีใครแสดงความคิดเห็นใดๆออกมา
นึกเสียใจที่พี่น้องต้องมาหมางเมินต่อกัน ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ภาพความสุขในวันวานจะกลับมาอีกครั้ง หรือท่านจะไม่มีโอกาสได้เห็นแล้วในชีวิตนี้
ส่วนหวังเหยินหยวน กำลังเดินทางกลับบ้าน เพื่อที่จะไปฉลองกับลูกชาย อย่างน้อยๆขาข้างหนึ่งของเธอ ก็ก้าวเข้าไปอยู่ในโรงเรียนแห่งนั้นแล้ว ข่าวดีแบบนี้ต้องฉลองถึงจะถูก ให้สมกับที่อดหลับอดนอนท่องตำราเรียนที่ห่างหายไปนาน
“กลับมาแล้วจ้ะ” ทันทีที่เข้ามาถึงข้างในบ้าน ก็เห็นลูกชายกำลังนั่งท่องหนังสืออย่างตั้งใจ
“กลับมาแล้วหรือครับ เป็อย่างไรบ้างครับ?” หวังซื่อปินถามออกมาด้วยความตื่นเต้น เขาเชื่อเต็มสิบส่วนว่าถึงอย่างไรแม่ก็ต้องสอบผ่าน
หวังเหยินหยวนตีหน้าเศร้า นึกอยากจะแกล้งลูกชาย ว่าถ้าหากเธอสอบไม่ผ่านจริงๆเขาจะผิดหวังในตัวของเธอหรือเปล่า แต่แล้วสิ่งที่คิดกลับไม่เป็แบบนั้น เพราะจู่ๆก็มีแขนเล็กๆทั้งสองข้างโอบกอดรอบคอของเธอเอาไว้
“ไม่เป็ไรนะครับ แม่ของซื่อปินเก่งที่สุด” หวังซื่อปินกอดปลอบแม่ของเขา
“แล้วลูกไม่เสียใจหรือที่แม่สอบไม่ผ่าน?” หวังเหยินหยวนถามต่อ เป็คำถามที่จริงๆแล้ว ตัวเธอก็อยากจะรู้มากเช่นกัน คนเราเวลาตั้งความหวัง แต่พอไม่เป็ดังที่หวังแน่นอนว่าต้องเสียใจเป็เื่ธรรมดา
“ไม่เสียใจครับ เพราะถึงอย่างไรแม่ก็เป็ครูคนแรกของซื่อปินอยู่แล้ว” เด็กน้อยตอบตามที่ตัวเองคิด อาจจะเพราะเขาเป็เพียงเด็กอายุ 5 ขวบ แม้ว่าจะมีความรับผิดชอบสูงแต่ทางด้านความรู้สึกที่มีต่อผู้เป็แม่ก็ไม่ได้วับซ้อนขนาดนั้น
“เด็กดี ขอบใจลูกมากที่เชื่อมั่นในตัวแม่ แม่จะไม่ทำให้ลูกผิดหวังจ้ะ” หวังเหยินหยวนรีบเฉลยออกมา ใครๆก็อยากจะฟังข่าวดีกันทั้งนั้น
“หมายความไงครับ?” หวังซื่อปินเริ่มไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่ของเขาบอก
“หมายความว่าแม่ของลุกสอบข้อเขียนผ่านแล้วจ้ะ” คนตอบยิ้มกว้าง
“เย้ แม่ซื่อปินเก่งที่สุด ดีที่สุดเลยครับ” หวังซื่อปินคลายอ้อมกอด แล้วลุกกระโดนโลดเต้นดีใจ คล้ายว่าตัวเขาเป็คนสอบผ่านนั้นเอง
หวังเหยินหยวนมองลูกชายะโดีใจไปมา ก็พลอยทำให้ตัวเองมีความสุขไปด้วย นี่สินะที่เรียกว่า รัก รักแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆ รับแบบไม่้าสิ่งตอบแทน ขอเพียงคนที่เรารักมีความสุขและได้พบเจอสิ่งที่ดี
“ระวังล้ม”
“ฮ่าๆ ซื่อปินดีใจที่สุด” เด็กน้อยะเิเสียงหัวเราะออกมา แต่พอดีใจจนเหนื่อยแล้วก็มานั่งหอบอยู่ข้างๆผู้เป็แม่
“วันนี้เรามาฉลองกันเถอะ แม่จะทำซี่โครงตุ๋นน้ำแดง แล้วก็ผัดมะเขือยาวใส่ไข่ ดีหรือเปล่าจ๊ะ?” หวังเหยินหยวนถามลุกชาย ที่ตอนนี้กำลังนั่งหอบอยู่
“ดีครับ”
เสียงพูดคุยหัวเราะของสองแม่ลูก ดังเข้ามาในหัวใจของใครอีกคน เขาเองก็คิดไม่ถึง ว่าภรรยาจะมีความคิดที่อยากจะเป็ครู เดิมทีเธออยากจะสอบพยาบาล แต่เพราะอะไรหลายๆอย่าง ทำให้ไม่สามารถเป็อย่างที่้าได้ ข่าวเื่ที่ภรรยาของเขาสอบข้อเขียนของครูผ่านนั้น ดังไปทั่วทั้งหมู่บ้าน และข่าวเื่คุณสมบัติของเธอไม่ผ่านก็ดังไม่แพ้กัน จนทำเอาคนที่ได้ยินถึงกับขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
แม่หม้ายผัวทิ้งอย่างนั้นหรือ? เขาไปทิ้งเธอั้แ่เมื่อไหร่กัน ชีวิตนี้ตั้งใจจะมีภรรยาแค่คนเดียว แม้ว่าที่ผ่านมาจะไม่ราบรื่นสักเท่าไหร่ แต่ในตอนนี้เขาก็พยายามที่จะทำให้เข้ารูปเข้ารอยมากที่สุด และกำลังจะไปจัดการกับตัวต้นเหตุ ที่ทำให้ตนและภรรยาเข้าใจกันผิดมานานหลายปี
กลับมาครั้งนี้เขาได้วันลามาเยอะพอสมควร แต่สิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดในตอนนี้คือจะทำอย่างไรถึงจะเข้าบ้านได้ หากเดินสุ่มสี่สุ่มห้าไปเหมือนเมื่อครั้งก่อนจะถูกตีหัวแบะออกมาหรือเปล่า
จริงสิ ลืมไปเสียสนิทเลยว่ากุญแจสำคัญก็คือลูกชาย
หากอยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือ แต่สำหรับเขาแล้ว อยากเข้าถ้ำเสือคงต้องอาศัยลูกเสือเสียแล้ว เพราะแม่เสือถ้ำนี้ดุที่สุด แต่จะทำอย่างไรถึงจะพบกับลูกเสือที่แสนน่ารักคนนั้นล่ะ อยากจะเข้าไปกอดไปหอมลูกชายใจแทบขาด สืบรู้มาว่าชื่อ ซื่อปิน แต่พอได้ยินแซ่ก็ถึงกับปวดใจ
แต่แล้วเหมือน์จะเข้าข้าง เพราะเ้าลูกเสือตัวน้อยกำลังเดินออกมาจากบ้าน เขาไม่รอช้าที่จะเข้าไปทำความรู้จัก พร้อมทั้งแนะนำตัวเอง
“สวัสดี” ลู่จวิ้นเจี๋ยกล่าวทักทาย พร้อมทั้งย่อตัวลงให้มีความสูงเท่ากับลูกเสือตรงหน้า
“สวัสดีครับ” หวังซื่อปินทักทายคนแปลกหน้า รู้สึกถูกชะตากับคุณลุงคนนี้แปลกๆ แต่ก็ต้องรีบเข้าบ้าน เพราะหากแม่รู้ว่าเขาคุยกับคนแปลกหน้า มีหวังถูกแม่งอนอย่างแน่นอน
“ซื่อปิน พ่อกลับมาแล้ว” มันเป็คำที่ง่ายแสนง่าย แต่กว่าจะเค้นมันออกมาจากลำคอได้ก็กินเวลาไปหลาย่ลมหายใจ เ้าลูกเสือกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ขมวดคิ้วว่าลุงคนนี้พูดเพ้อเจ้ออะไร หรือจะเป็คนสติไม่ดี
“คุณลุงครับ ผมไม่มีพ่อ” คำพูดนี้ต่างหากที่ทำให้ลู่จวิ้นเจี๋ยเสียงหายไป คนที่แทนตัวเองว่าพ่อนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ในขณะที่ลูกเสือตัวอ้วนวิ่งเข้าไปในบ้านแล้ว
เดิมทีเขาตั้งใจจะไปบอก เื่ที่แม่สอบผ่านกับเสี่ยวเหยา แต่บังเอิญเจอกับคุณลุงสติไม่ดีคนนี้เสียก่อน รู้สึกสงสารอยู่ไม่น้อย ยังไม่แก่แต่กลับกลายเป็คนสติไม่ดี หวังซื่อปินรู้สึกอุ่นวาบที่หัวใจ ยามที่คุณลุงท่านนั้นแทนตัวเองว่าพ่อ อาจเพราะเป็ปมในใจ ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวกับคำๆนี้มาก ตั้งใจเก็บเื่นี้เอาไว้เป็ความลับ เพราะแม่เหยินหยวนไม่ชอบให้พูดถึงพ่อสักเท่าไหร่ ส่วนลู่จวิ้นเจี๋ยทิ้งตัวลงนั่งคล้ายคนหมดแรง เมื่อได้ยินถ้อยคำที่แสนบาดใจ จากที่คิดว่าง่าย กลับกลายเป็ว่าไม่มีอะไรง่ายเลยสักอย่าง