ตอนที่ 4 ฉันติดอยู่บนเกาะร้าง
เสียงลากยาวดังไปทั้งเกาะจนนกที่อยู่แถวนั้นต่างใจนบินหนีขึ้นสู่ท้องฟ้ามิรารีมองภาพตรงหน้าของเธอว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดใช่ไหมที่รอบตัวเธอคือป่าเกือบทั้งหมดแล้วมีเพียงทางลาดยาวลงเนินไปตามทิศทางจนถึงจุดที่น่าจะเป็ท่าเรือมิรารีจ้องมองก่อนจะครุ่นคิดว่าทำไมตัวเธอถึงถูกเอามาปล่อยเกาะแบบนี้ตอนนี้มีแต่ความสับสนและงุนงงไปหมดเธอพยายามเดินไปด้านข้างก็เห็นแต่ป่าอันกว้างใหญ่ที่รอบไปด้วยทะเลรอบเกาะ
“ฝันร้าย...ฝันร้ายชัด ๆถึงจะเคยเดินป่ากับพ่อตอนเด็ก ๆ แต่นี่มันนี่มัน...นรกชัด ๆ !!”
มิรารีรู้สึกเครียดลงกระเพาะสุด ๆจนอยากจะเป็ลม ระหว่างที่เธอกำลังสูดอากาศหายใจหางตาของเธอก็ไปเห็นสิ่งบางอย่างที่ดูใหญ่กว่าที่เธอคิดจนเธอนั้นค่อย ๆหันไปมองก็เห็นลำต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เธอเคยเห็น เธอค่อย ๆเงยหน้ามองก็เห็นว่าลำต้นนั้นยังไม่ใหญ่เท่ากับส่วนบนที่มีขนาดใหญ่กว่าอะไรมันเหมือนต้นไม้โลกตามนิยายหรือการ์ตูน
“แม่เ้าโว้ย!ต้นอะไรจะใหญ่ขนาดนี้กัน!!”
น้ำเสียงของมิรารีดูประหลาดใจกับต้นไม้ใหญ่ที่มีขนาดลำต้นเกินกว่าจะเรียกว่าต้นไม้ธรรมดามิรารีเห็นต้นไม้ต้นนี้ก็ทำให้เธอมีความคิดอันพิเรนทร์ขึ้นมา
“คงต้องลองปีนขึ้นไปดูรอบ ๆหน่อยละกัน!!”
มิรารีตัดสินใจโดยไม่ดูร่างกายของตนเองเลยว่าตอนนี้าเ็อยู่เธอพยายามเดินไปจนถึงต้นไม้ เธอมองหาจุดที่จะพอให้เธอปีนได้แต่พอมือแตะต้นไม้มันก็กลายเป็น้ำแข็งตรงจุดที่เธอัั
“ว้าย! ตายล่ะ! ทำไมกัน!!”
มิรารีใกับสิ่งที่เกิดขึ้นเธอไม่นึกว่าการััเพียงเล็กน้อยจะทำให้ต้นไม้โดนแช่แข็งตรงจุดที่เธอัั
“ทำไงดีล่ะเนี่ย...”
มิรารีมองจุดที่ััถึงจะเล็กแต่ก็อาจจะทำให้ต้นไม้ตายได้แน่ ๆ เธอยกมือขึ้นมาพนมมือขึ้นตรงหน้าต้นไม้
“ขอโทษด้วยนะคะฉันไม่ได้ตั้งใจจะแช่แข็งคุณต้นไม้เลยนะ!! แต่ฉันก็รีบปีนขึ้นไปหน่อยนะ!!”
ไม่รอช้ามิรารีก็พยายามปีนขึ้นไปโดยไม่สนใจาแของเธอเธอปีนและะโไปตามกิ่งไม้ใหญ่อย่างกับลิงคงเพราะสมัยเด็กเธอชอบปีนต้นไม้เก็บมะม่วงนั้นเลยทำให้เธอมีทักษะในการปีนต้นไม้พอเธอปีนขึ้นมาถึงจุดสูงสุดก็ได้เห็นรอบเกาะอย่างชัดเจน เธอหันไปพูดกับต้นไม้
“ขอโทษนะคะคุณต้นไม้ทำเอาเย็นไปเลยล่ะมั่งเนี่ย...”
มิรารีมองตามจุดที่เธอปีนขึ้นมาทำให้ต้นไม้โดนแช่แข็งเป็บางจุดทำเอารู้สึกสงสารหน่อย ๆ ถ้าเป็คนโดนคงแข็งตายไปแล้ว มิรารียิ้มอ่อน ๆก่อนจะหันไปมองรอบเกาะก็ต้องตะลึงกับภาพล้อมเกาะที่มันกว้างมาก ๆ
“นี่...นี่มัน...จะกว้างไปไหนกัน...!?”
เกาะที่เธออยู่ตอนนี้มันเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นเต็มไปหมดแต่บางจุดเธอก็เห็นสถานที่ที่ไม่เคยเห็นอีกมากรอบเกาะเธอมองไปข้างหลังตึกก็มีแต่ป่าแต่สถานที่นี่เหมือนโดนปล่อยร้างมานานพอตัวไม่งั้นตามจุดต่าง ๆคงไม่มีเถาวัลย์หรือฝุ่นเต็มไปหมด แต่พอสังเกตตามจุดต่าง ๆ เธอรู้สึกว่ามีหลายจุดที่เหมือนเคยมีการต่อสู้ไม่งั้นบางจุดจะมีต้นไม้พึ่งขึ้นมาใหม่ได้ยังไงมิรารีเห็นแบบนั้นก็คิดว่าคงมีการต่อสู้ไม่นานมานี้แน่ ๆเธอคิดอยู่นานก่อนจะลงจากต้นไม้แต่เธอลงมาจนใกล้จะถึงข้างล่างเธอก็ลืมไปว่าขาตัวเองเจ็บอยู่
“แย่ล่ะ!!”
มิรารีลงมาที่พื้นก็รู้สึกบางอย่างที่ไม่ได้รู้สึกแล้ว
“เดียวนะ...ข้อเท้ามัน...ไม่เจ็บแล้ว...”
มิรารีลองขยับเท้าของตนเองไปมาเธอไม่รู้สึกเจ็บแล้วทำเอาแปลกใจมาก ๆที่มันไม่เจ็บแล้วก่อนที่เธอจะลองแกะผ้าพันแผลออกก็เห็นว่าข้อเท้าที่ก่อนหน้านั้นบวมตอนนี้ยุบไปแล้ว
“นี่เรา...เป็อะไรยิ่งกว่ายอดมนุษย์เหรอ?”
มิรารีเอ่ยถามตัวเองอย่างสงสัยว่าร่างกายคนเราสามารถรักษาตัวเองได้ด้วยเหรอระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้นก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ
‘โครกกกกกกกกก’
มิรารีได้ยินเสียงนั้นก็เอามือแตะที่หน้าท้องของเธอด้วยความเขินอายทันที
“จู่ ๆ มาหิวอะไรตอนนี้เนี่ย...”
มิรารีก้มมองท้องของเธอที่มาร้องอะไรในเวลาแบบนี้แต่พอท้องร้องแบบนี้ก็ทำให้เธอคิดอีกเื่ออกมาได้ทันที
“จริงสิ...แบบนี้จะทำไงดี...ถ้าที่นี่ถูกทิ้งร้างมานาน...ไม่น่าจะมีอาหารแน่ๆ”
มิรารีหันไปมองตึกอาคารที่เธอออกมาเธอนึกอย่างสงสัยว่าที่นี่จะมีอะไรให้ทานไหมแต่ต้องไปสำรวจอย่างเดียว
“ลองไปสำรวจหน่อยละกันว่า...มีอะไรเหลือมั้งไหม...”
มิรารีตัดสินใจลองเดินเข้าไปยังตึกอาหารใหญ่ที่เธอออกมาอีกครั้งเธอพึ่งสังเกตว่าจุดทางเข้าดูเหมือนจะเป็ห้องโถงใหญ่ มีเคาน์เตอร์ต้อนรับแต่ตอนนี้มันกลายเป็ซากปรักหักพังที่มีท่อนเสาตกลงมาอยู่ตรงกลางพานกับชั้นสองเธอเห็นเสาก็นึกได้ทันที
“เดียวนะ...มีเสาหินนี้...แล้วทำไมเราไม่ลงมาั้แ่แรกกัน...”
มิรารีกุมขมับตัวเองที่พึ่งเห็นเสาหินนี้ตอนนี้สมองเธอรู้สึกอ่อนล้าสุดๆ ที่สมองเหมือนไม่รับรู้อะไรเลย เธอจ้องมองสภาพแวดล้อมที่ดูเก่าสุด ๆอย่างหนังสือที่ตกอยู่ยังโดนกัดจนทะลุ เธอย่อตัวลงไปดูก่อนจะหยิบมันขึ้นมา
“ที่นี่มันมีาอะไรกันนะ...สภาพถึงดูเละแบบนี้...”
ตัวหนังสือในหนังสือดูจะจางไปพอตัวแต่เธอก็อ่านมันเล็กน้อยจนเห็นข้อความว่าการศึกษาเกี่ยวกับเมต้าฮิวแมนจนเธอรู้สึกสนใจหนังสือนี้แต่หนังสือก็ขาดคามือของเธอทันที
“เหอะ ๆไปตรงอื่นต่อดีกว่า...”
เมื่อเลิกสนใจหนังสือที่หยิบขึ้นมามิรารีก็ไปจุดที่คล้ายเคาน์เตอร์เธอลองเดินเข้ามาตรวจสอบบางอย่างข้างในนี้จนเธอเห็นคอมพิวเตอร์ที่ตั้งวางอยู่เธอลองมองดูหาปุ่มลองกดมันแต่ไม่มีอะไรขนาดเลย แต่สภาพมันดูทันสมัยมาก ๆจนน่าเสียดายมาก ๆ ที่มันมาตายอยู่ที่นี่
“เฮ้อ...น่าเสียดายจริง ๆคงอยู่มานานจนเจ๊งแล้วล่ะมั้ง...แต่...ดูต่างจากคอมของเรายังไงชอบกล...รุ่นใหม่เหรอ?หรือว่าเราหลับไปแล้วรุ่นใหม่ออกมาพอดี...?”
มิรารียังคงสนใจคอมตรงหน้าอยู่สักระยะก่อนจะลองไปตรวจจุดอื่นต่อตามทางเธอต้องหลบให้แก่เหล่าปีเตอร์ที่พุ่งตรงมาทางเธอนั้นทำเอาขนลุกและเหงื่อตกสุดๆ ยิ่งเธอไม่ชอบยิ่งเจอพวกมันมากกว่าเดิม เธอเดินไปตามจุดต่าง ๆก็ไม่เจออะไรนอกจากห้องที่ว่างเปล่า แต่มีห้องที่น่าสนใจคือห้องพักที่เหมือนมีคนเคยอาศัยอยู่มาก่อนก่อนกระจัดกระจายเต็มไปหมดจนเธอต้องเดินไปเก็บไปเพราะของแต่ละอันดูเหมือนจะเป็ของของใครสักคนที่เคยอยู่ที่นี่จนเธอนั้นเอาไปวางที่หน้าห้องหนึ่งก่อนแต่ก็มีความสงสัยเกิดขึ้นที่นี่มีห้องพักด้วยที่นี่ต้องมีไว้ทำอะไรแน่ ๆ
“น่าสงสัยแฮะ...มีห้องพักด้วย...ตึกใจกลางเกาะไม่มีเรือ มีหนังสือสอนความรู้...หรือว่าที่นี่เป็โรงเรียนนะ? แต่โรงเรียนอะไรมาอยู่ใจกลางทะเลแบบนี้?”
มิรารีขมวดคิ้วคิดอย่างสงสัยก่อนจะเดินตรงไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนเธอเดินเข้าไปลึกกว่าเดิมก่อนจะเห็นประตูบานใหญ่ที่คล้ายกับประตูโรงอาหารมิรารีจ้องพินิจก่อนจะเห็นป้ายที่ติดอยู่ข้างบนประตู
“นั้นมัน...โรงอาหาร!!!”
ใบหน้าสีขาวดั่งหิมะผุดรอยยิ้มอันดีใจออกมามิรารีไม่คิดว่าจะได้เจอโรงอาหารแต่ก็ต้องมาเสี่ยงดวงว่าข้างในมีของแห้งพอให้ทานได้ไหมเธอรีบตรงดิ่งไปที่ประตูพร้อมกับเปิดประตูเข้าไปอย่างรวดเร็วแต่ทว่าพอจะเปิดก็มีอุปสรรคขึ้นประตูเปิดไม่ออกนั้นทำให้เธอต้องใช้แรงของตนเองพอควรก่อนจะเปิดได้ตรงประตูมีโต๊ะที่ติดกับเก้าอี้กักทางเข้า เหมือนมีคนเอามากักไม่ให้คนภายนอกเข้ามาแต่ทว่าข้างในกับมีรูขนาดใหญ่ที่กำแพงภายในห้องอาหารนี้ทำให้คิดเลยว่าคงมีการโจมตีจากข้างนอกแน่ ๆแต่ก็ช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่กำแพงเหมือนโดนะเิแต่ไม่มีเขม่าให้เห็นเลยจนน่าแปลกใจว่าใช้ะเิหรือเปล่า
“ไม่มีเขม่าของการะเิ...แต่มีรูขนาดใหญ่...อืมมมม...คงไม่ใช่มีคนมีพลังแข็งแกร่งแล้วพุ่งเข้ามาชนกำแพงล่ะ?”
มิรารีบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะหันไปสนใจอีกทางหนึ่งแทนเธอเดินตรงมาที่โซนห้องอาหารที่มีจุดตักอาหารแต่มีกลิ่นบางอย่างที่น่าสะอิดสะเอียนโชยออกมา
“อึ้ก!! กลิ่นนี้มัน!อาหารเสีย!!”
กลิ่นอาหารที่เหมือนมีการเตรียมให้มีคนมาตักถูกทิ้งไว้จนมีกลิ่นอันน่าสะอิดสะเอียนมิรารีเอามือปิดจมูกอย่างไม่ชอบใจสุด ๆก่อนที่เธอจะเดินตรงไปที่ข้างในพอไม่มีกลิ่นและสะอาดสมกับเป็ห้องครัวถึงจะมีสิ่งสกปรกจากการฝุ่นมิรารีเริ่มค้นหาของข้างในเธอเปิดทุกจุดในห้องครัวจนเจอกับตู้ที่มีของแห้งเก็บไว้เต็มไปหมด
“อ๊ายยยยยยย ฉันรอดแล้ว!”
มิรารีร้องไห้อย่างดีใจที่เจอพวกอาหารแห้งอย่างอาหารกระป๋องจำพวกถั่วต้มมะเขือเทศอะไรพวกนั้น แล้วก็ซองซุปสำเร็จรูป แล้วก็พวกเส้นพาสต้ามิรารีเห็นพวกของกินก็ทำให้เธอคิดว่ายังมีทางรอดจากสถานการณ์ตรงนี้ได้ไปสักระยะแต่ก็ทำให้เธอรู้สึกยังไม่พอใจอยู่ดี
“ดีใจอยู่หรอกที่มีอาหารแห้งให้ทานแต่...ไม่มีอาหารสดเลยแฮะ...”
มิรารีเป็พวกสายเนื้อเลยอยากกินอะไรที่เป็เนื้อมากกว่าตอนนี้เธอคงต้องประทังชีวิตด้วยอาหารแห้งไปก่อนเธอกำลังหมดหวังกับอาหารแห้งอยู่นั้นก็เห็นอะไรแวบผ่านสายตาจนเธอหันไปมองจุดจุดหนึ่งก็เห็นสิ่งบางอย่างตั้งตระหง่านอยู่มุมห้องนั้นก็คือตู้เย็นนั้นเองแต่ก็มีความคิดที่ทำให้มิรารีไม่กล้าที่จะไปแตะมันเพราะที่นี่ดูไม่มีไฟฟ้าเลยตู้เย็นตอนนี้คงจะมีแต่ของเสียเต็มไปหมด
“ไม่กล้าเปิดเลยแฮะ...”
ความกังวลได้บังเกิดขึ้นทันทีว่าของข้างในนั้นมันไม่จะเน่าไปแล้วแน่ๆ เพราะที่นี่น่าจะถูกปล่อยร้างไว้นานพอตัวของในตู้เย็นอยู่ได้นานสุดก็สองสามวันก็เสียแล้วแล้วยิ่งของในตู้เย็นอีกตอนนี้คงมีหนอนเต็มไปหมดแต่ในความคิดของมิรารีการตรวจสอบสถานที่เธอจะใช้ต้องกำจัดมันออกไปไกลจากที่พัก
“ไปตรวจสอบหน่อยละกัน...เพราะ...ถ้าไม่ดูมันเสียมากกว่านี้มีหวังเหม็นตายที่นี่แน่ๆ ดูแล้วจะได้ทำความสะอาดด้วย”
เมื่อรวบรวมความกล้าแล้วนั้นมิรารีก็ค่อย ๆเขยิบไปใกล้ ๆ ตู้เย็นหัวใจเธอเต้นแรงตึกตักด้วยความกลัวที่ข้างในนั้นเธอจะเจอกับกลิ่นอันไม่น่าพึ่งประสงค์เป็แน่เธอยกมือขึ้นมาแล้วยื่นตรงไปข้างหน้าจนจับไปที่บานประตูเธอหลับตาลงพร้อมกับดึงมันเปิดออกทันทีแต่ทว่าสิ่งแรกที่กระทบิัของเธอคือความเย็นจากตู้เย็นนั้นทำให้มิรารีเปิดตากว้างอย่างใภาพตรงหน้าก็ทำให้เธอตะลึงทันทีที่มีวัตถุดิบเต็มตู้เย็นไปหมด
“ไม่จริง...ตู้เย็นยังทำงาน...แล้วก็...แล้วก็ของกิน!!”
วัตถุดิบมากมายที่ถูกจัดอย่างเป็ระเบียบั้แ่ซอสของดอง หรือวัตถุดิบมากมายที่ทำให้มิรารีอยู่รอดไปได้สักระยะหนึ่งแต่ที่น่าสงสัยว่าของข้างในมีเสียไหมจนเธอต้องเปิดเพื่อตรวจสอบและชิมแต่ของแต่ละอย่างกลับไม่เสียเลยมันช่างน่าแปลกประหลาดกว่าทำไมของในตู้ไม่มีเสียเลยเธอปิดประตูลงพร้อมกับเปิดอีกฝั่งที่เป็ช่องฟรีซก็ได้เจอกับพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆั้แ่หมู ไก่ เนื้อ และอาหารทะเล แต่ก็มีสิ่งหนึ่งเด่นสะดุดตาของมิรารี
“อ๊ายยยยยยยย ไอศกรีม!!”
มิรารีกรี๊ดกร๊าดอย่างชอบใจก่อนจะหยิบมันออกมาแล้วหาช้อนตักกินหนึ่งคำความเย็นกำลังแผ่ซ่านไปทั้งร่างกายคาวมเย็นอันสดชื่นความหวานของวานิลลาเป็คำแรกในรอบวันที่เธอได้กินของที่อยากกินจนร้องไห้ออกมา
“ฮืออออ ไม่อดตายแล้ว!มีของพวกนี้ฉันก็ทำอาหารที่อยากทานก็ได้แล้วววววว!! ฮืออออ”
ณ สถานวิจัย ข้างในตึกฐานบัญชาการยอดมนุษย์
ห่างออกมาจากเกาะร้างอันแสนไกลตึกสูงตระหง่านที่ได้ชื่อว่าเป็ฐานบัญชาการยอดมนุษย์ที่อลังการยิ่งกว่าอะไรพุ่งตรงเข้าไปยังภายในมีที่ที่หนึ่งที่เหล่าผู้คนให้ความสำคัญเป็อันดับสองของที่นี่ได้แก่สถาบันวิจัยที่อาคารมีขนาดใหญ่และกว้างมากๆภายในสถาบันมีเหล่านักวิจัยมากหน้าหลายตาั้แ่มนุษย์จนไปถึงเมต้าฮิวแมนที่ทำงานเป็นักวิจัยพวกเขาต่างวิจัยในหลายเื่หลายอย่างที่ได้รับมอบหมายร่วมถึงบุคคลที่เหล่านักวิจัยจะให้ความเคารพนับถือที่สุดในสถานวิจัยแห่งนี้เหล่านักวิจัยทั้งหลายต่างทักทายเด็กผู้หญิงร่างเล็กที่กำลังเดินผ่านพวกเขา
“สวัสดีครับ ดอกเตอร์”
“สวัสดีค่ะ ดอกเตอร์”
“สวัสดีทุกคนตั้งใจทำงานกันล่ะ!!”
เด็กผู้หญิงร่างเล็กต่างทักทายตอบทุกคนอย่างยิ้มแย้มเธอมีความสูงเท่ากับเด็กผู้หญิงวัยสิบเอ็ดปี เธอเดินตรงกลับไปยังห้องห้องหนึ่งที่เป็ห้องทำงานของเธอพอมาถึงโต๊ะของตนเองเธอก็หมุนเก้าอี้แล้วนั่งลงด้วยร่างกายที่เหนื่อยล้า
“เฮ้อ...เหนื่อยจังเลยการประชุมวันนี้ก็ทำให้เครียดลงกระเพาะอีกแล้ว...”
ระหว่างที่เธอนั่งถอดหายใจด้วยความเหนื่อยอยู่นั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ดอกเตอร์ค่ะ ฉันฮาร์เปอร์ค่ะ”
“เข้ามาได้...” เด็กผู้หญิงเชิญให้อีกฝ่ายเข้ามา
ต้นเสียงได้ยินคำเชิญเธอก็เปิดประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว เธอเป็หญิงสาวร่างสูงมีรูปร่างน่าหลงใหลรูปปากได้รูป ดวงตาที่ตี๋หน่อย ๆ หน้าอกขนาดคัพเอฟ เอวได้รูปตัวเอส หญิงสาวคนนี้เดินเข้ามาพร้อมกับเอกสารต่างๆ
“วันนี้มีอะไรเหรอ?”
“วันนี้มีแค่เอกสารให้ดอกเตอร์เซ็นนะคะ”ฮาร์เปอร์กล่าวจบก็วางเอกสารลงตรงหน้าของหญิงสาว
“เอกสารอีกแล้วเหรอ? น่าเบื่อสุด ๆ ...” เด็กผู้หญิงมองกองเอกสารมากมายที่ต้องทำด้วยสีหน้ารังเกียจกองเอกสารนี้สุดๆ
“อย่าพูดแบบนั้นสิคะตรวจสอบแล้วเซ็นเสร็จก็ได้พักแล้วนะคะ ดอกเตอร์”
“เลิกเรียกฉันแบบนั้นเลยนะ...ฮาร์เปอร์...บอกแล้วไงว่าอยู่สองต่อสองให้เรียกว่า เอวา นะ”
ฮาร์เปอร์ยิ้มออกมาเบาๆพร้อมกับเดินมาอยู่ข้างๆ เอวา “จ้า ๆ เอวา ถ้าทำงานเสร็จกลับบ้านไปจะทำอาหารอร่อย ๆให้ทานนะ”
“จริงนะ!” เอวามองหญิงสาวอย่างชอบใจ
“จริงสิ” ฮาร์เปอร์หอมแก้มเอวาหนึ่งครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องไป
เอวายิ้มอย่างมีความสุขเธอนึกถึงแต่อาหารฝีมือของฮาร์เปอร์ระหว่างหยิบเอกสารมาตรวจสอบเธอก็ล้วงมือใต้โต๊ะหาปุ่มเปิดบางอย่างเพราะกดปุ่มนั้นได้ก็มีบางอย่างขึ้นมาจากพื้นมันมีลักษณะกรอบสี่เหลี่ยมใหญ่นั้นก็คือ จอคอมพิวเตอร์ขนาดบาง พร้อมกับแป้นพิมพ์โฮโลแกรมบนพื้นโต๊ะ
“ระหว่างเซ็นเอกสารก็ตรวจดูงานไปด้วยละกันนะ”
ระหว่างที่มือทั้งสองข้างเธอทำงานอย่างชำนาญข้างซ้ายกำลังเซ็นเอกสารบนโต๊ะ ข้างขวาก็กำลังใช้เมาส์เลื่อนข้อมูลบนหน้าจอคอมจนกระทั่งมีข้อมูลหนึ่งเด้งขึ้นมาเธอมองมันด้วยความประหลาดใจก่อนจะเปิดข้อมูลนั้นขึ้นมาก็เห็นมีการแจ้งเตือนที่เธอเคยเห็นเมื่อหลายเดือนก่อน
“หือ? ...เครื่องนี้มัน...”
เอวาปล่อยทุกอย่างแล้วใช้แป้นพิมพ์โฮโลแกรมกดคีย์หาข้อมูลก่อนจะเห็นว่าเครื่องนี้มันคือเครื่องตัวไหนแต่มีความสงสัยว่ามันแจ้งเตือนอีกแล้ว
“แจ้งเตือนอีกแล้วเหรอ?ครั้งก่อนไปตรวจสอบยังเกือบเอาตัวไม่รอดเลยนะ...”
เอวานึกถึง่เวลานั้นเธอรู้สึกผิดจนไม่อยากจะมองหน้าจอแต่เธอก็เงยหน้าขึ้นมามองมัน
“ถ้าไม่คิดว่าทุกคนกำลังรอความหวัง...ฉันควรปิดสัญญาณนี้แล้วไม่ฟังมัน...เพราะยังไง...”
สายตากำลังพินิจถึงคำแจ้งเตือนที่ปรากฏก่อนที่จะไม่สนใจคำเตือนของเครื่องที่บอกว่ามีการแตกเกิดขึ้นเธอหมุนเก้าอี้ไปทางอื่นพร้อมกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ
“เพราะยังไง...เธอก็คงยังไม่ฟื้นหรอกเนอะ...มิรารี...”
ณ เกาะปริศนาที่โรงอาหาร
กลิ่นหอมหวนอันอบอวลไปทั้งห้องครัวจากการละลายของเนยที่กำลังปะทะกับความร้อนอันพอดีที่ทำให้มันละลายจนเป็สีเหลืองแต่ก็มีสิ่งผิดปกติแถวเคาน์เตอร์ล้างจานที่มีหลายกระทะทั้งหลายที่โดนแช่แข็งไปหลายอันจนมิรารีรู้สึกเหนื่อยกับตนเองที่มีพลังอันไม่มีประโยชน์ต่อตัวเธอเลยสักนิดแต่ดีที่เธอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เมื่อเธอไม่ได้แตะสิ่งของโดยตรงก็จะไม่มีทางทำให้ของโดนแช่แข็งมิรารีเลยหาถุงมือแถวนั้นจนเจอถุงมือใช้ในครัวมาใส่นั้นทำให้เธอไม่ทำอะไรให้โดนแข็งอีกถึงจะลำบากในการทำงานก็ตามที
“คงต้องหาถุงมือที่พอใช้ได้มาใช้ล่ะนะอันนี้โคตรลำบากสุด ๆ เป็ยอดมนุษย์โคตรลำบากจริง ๆ”
มิรารีบ่นพึมพำกับตัวเองที่มีพลังแบบนี้ถึงเป็ยอดมนุษย์หรืออะไรก็ตามทีถ้าทำให้ใช้ชีวิตลำบาก เธอก็ไม่อยากที่จะเป็แน่ ๆเธอจ้องมองมือของตัวเองที่ขาวแบบนี้ ทำให้คิดเลยว่าแม่เห็นคนใแน่ ๆพอเธอนึกถึงแม่ขึ้นมาก็ทำให้คิดถึงท่านสุด ๆ
“ตอนนี้แม่เป็ไงมั้งนะ...สบายดีไหมนะ...คงเป็ห่วงเราแน่ๆ ที่เห็นเหตุการณ์นั้น...แถมเรายัง...มาอยู่นี่อีก...”
มิรารีคิดถึงตอนการะเิลูกใหญ่นั้นที่ทำให้เธอต้องติดในแทงก์นั้นจนเธอรู้สึกโกรธเคืองที่ตนเองเข้าไปในแทงก์นั้นแต่ทำไงได้เธอเข้าไปแล้วและเกิดเื่ขึ้นไปแล้วด้วยตอนนี้แค่หาทางกลับบ้านให้ได้ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็มีกลิ่นแปลก ๆโชยออกมาจนมิรารีลืมตามขึ้นมาเห็นกระทะมีควันดำขึ้นมา
“อ๊ากกกกกกกกกกกก!!กระทะไหม้!!”
มิรารีรีบใช้พลังหิมะดับไฟในทันทีเธอปล่อยพลังหิมะใส่ลงในกระทะจนมีเสียงฉ่า ฉ่า
“งื้อ...คิดอะไรเพลินจนทำกระทะไหม้เลย...”
มิรารีส่ายหน้าอย่างไม่สบอารมณ์
“แต่ก็ดีที่ยังไม่เริ่มทำไม่งั้นเสียดายอาหารตาย...!!”
มิรารีจ้องกระทะที่มีกองหิมะอยู่ข้างในเธอหันไปหากระทะใบใหม่และจัดเตรียมเนย กระเทียม เนื้อไก่ หอมใหญ่ เส้นมักกะโรนีและส่วนผสมสำคัญ ซอสมะเขือเทศกับซอสพริก สำหรับอาหารมื้อนี้
“มีวัตถุดิบพวกนี้ก็ต้องทำมักกะโรนีละนะ!”
มิรารีนำกระทะตั้งวางบนเตาพร้อมกับนำเนยก้อนพอดีใส่ลงกระทะเสียงฉ่าของเนยทำให้ความอยากของมิรารีเพิ่มขึ้นเหมือนได้ัักลิ่นอันหอมหวนนี่ยังไม่ใส่ส่วนผสมตัวอื่นเลยด้วยซ้ำก็ทำเอาหิวแล้วจริงๆ
“ยังไม่เริ่มทำ...ก็เริ่มหิวแล้วสิ~”
ความสุขที่กำลังแสดงออกผ่านสีหน้าทำเอามิรารีไม่สามารถหุบความสุขของตนเองได้จริงๆ ตอนแรกเธอลืมคิดว่ามีของกินแล้วและไฟล่ะจะใช้ยังไงจนเธอไปเห็นมุมห้องอีกจุดที่มีช่องทางตอนแรกเธอลองสำรวจว่ามันเปิดยังไงจนเธอลองเปิดก็มีช่องทางไปยังที่ควบคุมแก๊สมิรารีเห็นก็ดีใจมาก ๆ เธอลองเปิดดูว่ามันจะทำงานไหม ความดันของแก๊สก็ส่งไปข้างนอกแล้วลองเปิดเตาไฟก็พุ่งขึ้นมานั้นทำให้มิรารีมีความสุขมาก ๆ
“เท่านี้ก็พออยู่ได้ไปสักระยะแต่...ไม่มีไฟฟ้าคงต้องใช้ชีวิตโดยไม่ใช้ไฟไปสักระยะน่านะ”
มิรารีกำลังครุ่นคิดว่าที่นี่จะมีเทียนให้เธอใช้ไหมเพราะไม่มีไฟก็ลำบากเนยกำลังละลายอยู่นั้น มิรารีหันไปสนใจหม้ออีกอันที่มีน้ำกำลังเดือดอยู่เธอใส่เกลือลงไปรอให้มันละลายเพื่อกระตุ้นให้น้ำเดือดเร็วขึ้นและยังเพิ่มรสชาติให้เส้นอีกนั้นเป็เคล็ดลับที่หลาย ๆ บ้านน่าจะรู้มิรารีหันกลับมาที่กระทะเนยก็ละลายจนไม่เหลือเป็ก้อนเธอนำกระเทียมที่สับแล้วลงกระทะแล้วผัดเล็กน้อยตามด้วยเนื้อไก่ที่ละลายแล้วเธอหั่นไก่เป็ชิ้นพอดีคำผัดไปได้สักระยะเนื้อไก่ก็สุกกำลังดีไม่แห้งมากแถมยังมีสีน้ำตาลรอบๆ เนื้อไก่อีก เธอเบาแก๊สก่อนจะหันไปทางหม้อต้นที่เดือดแล้วก็นำเส้นมักกะโรนีเธอก็ปล่อยให้มันต้มให้สุกไปก็ทำซอสต่อ
“เอาล่ะ...ต่อไปก็...ทำซอสต่อ~”
มือยื่นไปหยิบถ้วยที่ใส่หอมใหญ่ที่หั่นแล้วใส่ลงไปเธอชอบแบบไม่ต้องสุกมากจึงนำลงที่หลังเธอเตรียมใส่กระป๋องซอสมะเขือเทศที่ข้างในมีเนื้อให้ใช้ด้วยยิ่งทำให้มิรารีชอบใจมากๆ เธอเปิดกระป๋องพร้อมกับเทซอสมะเขือเทศลงพร้อมกับมีมะเขือเทศลูกสองลูกลงมาด้วย
“ว้าว~ มะเขือเป็ลูกๆ เลยแฮะ~”
เสียงน้ำซอสกำลังเดือดอย่างน่าฟังกลิ่นหอมของมะเขือเทศรู้สึกเปรี้ยวปากสุดๆ จนมิรารีกลืนน้ำลายของตนเองด้วยความรู้สึกอยาก
“หอมจัง~ เริ่มทนไม่ไหวแล้วสิ อยากกินเร็ว ๆ แล้วสิ! คิก ๆ”
ระหว่างนั้นก็หันกลับไปที่หม้อต้มเส้นเธอลองตักขึ้นมาชิมชิ้นหนึ่งว่าสุกยังกัดไปคำแรกมันก็นิ่มกำลังดีเลย
“ใช้ได้เลย!”
เธอปิดแก๊สหม้อต้มน้ำพร้อมกับใช้ผ้ายกหม้อไปที่ฉิ่งล้างจานเธอเตรียมตะกร้าตะแกรงแยกน้ำไว้เธอเทหม้อลงไปน้ำและมักกะโรนีกำลังลงไปที่ตะแกรงเพื่อแยกน้ำออกจากกันและสะเด็ดน้ำให้ออกจากมักกะโรนีมิรารีเห็นว่าเสร็จด้านนี้แล้วเธอก็หันไปมองซอสต่อว่ายังต้องเติมอะไรอีกไหมเธอลองชิมมันก่อนจะหยิบเครื่องปรุงต่าง ๆ มาแต่งเติมรสชาติก็เสร็จสมบูรณ์
“นี่ล่ะรสชาติที่แม่...เคยทำ…”
มิรารีพูดแบบนั้นออกมาเธอนึกถึงแม่ทันทีเธอไม่รู้ว่าตอนนี้แม่เป็ไงมั้งแล้วเวลาตอนนี้มันผ่านมานานแค่ไหนหนังสือบางเล่มที่เห็นตามทางมันเขียนปีที่ทำให้มิรารีอึ้งบางเล่มเขียนว่าถูกสร้างหลังจากเธออยู่แช่แข็งหลายปีตอนที่เห็นนั้นทำให้มิรารีอึ้งไปชั่วขณะไปเลยจนเธอต้องตั้งสติตอนนี้เธอมีน้ำตาไหลออกมาเธอรีบเช็ดมันออกแต่มันก็กลายเป็เกล็ดน้ำแข็งไปแล้วเธอหันไปเอามักกะโรนีมาใส่ในซอสแล้วคลุกมันให้เข้ากัน ก่อนจะถูกจัดใส่จาน
“เสร็จแล้ว!!”
มิรารีจ้องมองมักกะโรนี่ที่ถูกจัดใส่จานเรียบร้อยแต่รู้สึกมิรารีทำเยอะไปนิดจนต้องเอาใส่กล่องเก็ยอาหารเข้าตู้เย็นไปเธอวางกระทะที่ฉิ้งล้างจานก่อนจะค่อยกลับมาล้างมัน
“ไว้ทานเสร็จค่อยล้างละกัน!”
มิรารีเดินกลับไปหยิบจานก่อนจะหันไปหาเก้าอี้นั่งอยู่ภายในครัวเพราะกลิ่นข้างนอกมันช่างไม่น่านั่งกินสุด ๆพอเธอนั่งลงแล้วถือจานอาหารไว้กลิ่นอาหารช่างหอมหวานมาก ๆ จนน่ากิน
“หอมจริง ๆ งั้นทานนะคะ~”
มิรารียกช้อนขึ้นมาตักอาหารเข้าปากในทันทีรสชาติอันหวานอมเปรี้ยวและเผ็ดเล็กน้อยจากซอสผิดที่เธอปรุงรอบสุดท้ายมันเข้ามากระจายไปทั่วปากของมิรารี
“อือออออออออออ อร่อยยยยย!!”
มิรารีนั่งทานไปได้สักระยะความรู้สึกที่คิดถึงความรู้สึกของครอบครัวที่ทำให้เธอนึกถึง่เวลามีความสุขสมัยเด็กๆ ที่มีพ่อแม่พี่น้องพร้อมหน้าพร้อมตาและ่เวลาที่ได้กินมักกะโรนีที่พ่อกับแม่จะทำกันจนน้ำตามันไหลออกมา
“แม่ค่ะ...พ่อค่ะ...พี่...เจย์...คิดถึงจังเลย...เวลามัน...ผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะคะ...ทุกคน...”
จบตอนที่ 4 โปรดติดตามต่อตอนที่ 5ต่อไป