**ปฐมบทแห่งความเงียบงันในโรงเตี๊ยมจันทร์สีเลือด**
ความเงียบที่เข้าปกคลุม 'โรงเตี๊ยมจันทร์สีเลือด' ในยามนี้ช่างหนักหน่วงและบีบคั้นเสียจนผู้คนแทบจะได้ยินเสียงเหงื่อของตนเองร่วงหล่นกระทบพื้นกระดานไม้ที่แตกหักกลิ่นคาวเลือดของ 'หมีคลั่งปาหลง' ที่นอนจมกองเลือดอยู่กลางหลุมลึกผสมผสานกับกลิ่นสุราหมักที่หกเรี่ยราดสร้างบรรยากาศที่ชวนให้สะอิดสะเอียน ทว่าไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัวหรือส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือทุกสายตาที่สั่นระริกต่างจดจ้องไปยังแผ่นหลังของเด็กหนุ่มในชุดคลุมหนังสัตว์ซอมซ่อที่กำลังยกจอกสุราขึ้นดื่มอย่างเชื่องช้าประหนึ่งกำลังชมดอกไม้ร่วงหล่นในสวนหลังบ้าน
หลินเทียนวางจอกสุราที่ทำจากหยกขาวลงบนเคาน์เตอร์เสียง *กริ๊ก* เบาๆกลับดังกังวานในโสตประสาทของเถ้าแก่ร่างอ้วนฉุประหนึ่งเสียงระฆังมรณะเถ้าแก่ผู้มีแขนขวาเป็นกลไกเหล็กไหลสั่นสะท้านไปทั้งร่างขาทั้งสองข้างอ่อนปวกเปียกจนทรุดตัวลงไปกองกับพื้นหลังเคาน์เตอร์บาร์
"สุราอัคคีเหมันต์ของเจ้ารสชาติดี...มันมีความร้อนแรงที่แผดเผาลำคอ แต่กลับทิ้งความเย็นเยียบไว้ในกระเพาะ"หลินเทียนเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราดทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจขัดขืน"ทว่าข้าไม่ได้จ่ายผลึกนีออนปราณเพื่อมาฟังความเงียบ...เล่าเรื่องลานประลองใต้ดินมา"
เถ้าแก่รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาเกาะขอบโต๊ะใบหน้าที่เต็มไปด้วยไขมันซีดเผือดดุจกระดาษ "ขะ... ขอรับนายท่าน!ลานประลองที่ท่านถามถึง มีชื่อว่า **'สังเวียนโลหิตคนบาป' (Sinners'Blood Arena)** ตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดินของเมืองดาราร่วงหล่นแห่งนี้มันไม่ใช่แค่ลานประลองธรรมดาแต่เป็นโรงเชือดที่พวกขุนนางจากนครสวรรค์และเจ้าเมืองใช้เป็นแหล่งพนันขันต่อและคัดกรองขยะ!"
เถ้าแก่กลืนน้ำลายเหนียวเหนอะลงคอก่อนจะอธิบายต่อด้วยความรวดเร็ว"งานประลองคัดเลือกดาราของวิหารพิสุทธิ์สวรรค์ จะรับเฉพาะอัจฉริยะที่มี 'ป้ายเบิกทาง' หรือไม่ก็เป็นผู้ชนะเลิศจากสังเวียนโลหิตคนบาปเท่านั้นขอรับ!ในทุกๆ เดือน สังเวียนจะจัดการประลองแบบ 'รอดชีวิตคนเดียว'(Deathmatch) ผู้ที่ยืนหยัดเป็นคนสุดท้ายจากผู้เข้าร่วมนับพันจะได้รับ **'ตราสัญลักษณ์ดาราทองคำ'** ซึ่งเทียบเท่ากับตั๋วเข้าสู่นครสวรรค์!"
หลินเทียนหรี่ตาสี sapphire ลงเล็กน้อย "ประลองนับพันรอดเพียงหนึ่งงั้นรึ...ช่างเป็นกฎเกณฑ์ที่ตรงไปตรงมาและสิ้นเปลืองชีวิตมนุษย์เสียจริง"
"ในมหาทวีปชีวิตของผู้ฝึกตนระดับล่างมีค่าไม่ต่างจากเศษหินเศษดินหรอกขอรับท่าน"เถ้าแก่กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงปลงตก "พวกที่เข้าร่วมสังเวียนส่วนใหญ่คือพวกติดหนี้พนัน พวกทาสวิญญาณที่ถูกนายจับมาสู้หรือพวกบ้าบิ่นที่ต้องการจะก้าวข้ามชนชั้นด้วยทางลัด...หากนายท่านต้องการจะไปที่นั่น ข้าน้อยขอเตือนว่า ในสังเวียนนั้นไม่มีกติกา อาวุธยาพิษ ค่ายกล หรือแม้แต่สัตว์อสูรดัดแปลง ทุกอย่างสามารถนำมาใช้ได้หมดขอรับ"
> **"กฎเกณฑ์ที่ปราศจากการควบคุมคือภาพสะท้อนของสันดานดิบมนุษย์... แต่ในสายตาของมังกรไม่ว่าจะเป็นลานประลองของเทพเจ้า หรือโรงฆ่าสัตว์ของปีศาจมันก็เป็นเพียงแค่เวทีที่รอให้สัจธรรมไปพิพากษา"** หลินเทียนคิดในใจ
เขาหันหลังกลับเสื้อคลุมหนังสัตว์สะบัดพริ้วทิ้งเถ้าแก่และฝูงชนที่ยังคงคุกเข่าตัวสั่นไว้เบื้องหลัง "ทางเข้าอยู่ที่ใด?"
"ทะ... ท้ายถนนเส้นนี้เลี้ยวขวาเข้าตรอกศิลาคนตาบอด จะมีประตูกลไกที่มีรูปสลักหัวกะโหลกคาบดาบอยู่ขอรับ!ใช้ผลึกนีออนปราณหนึ่งก้อนเป็นค่าผ่านทาง..." เถ้าแก่ตะโกนไล่หลังมา
หลินเทียนไม่ได้กล่าวขอบใจเขาผลักบานประตูโรงเตี๊ยมออก ก้าวเดินฝ่าสายฝนกรดปราณที่โปรยปรายลงมาในยามราตรีมุ่งหน้าสู่ความมืดมิดที่ลึกล้ำยิ่งกว่าของมหานครสีเลือดแห่งนี้
**นครใต้พิภพ สังเวียนโลหิตคนบาป**
ตรอกศิลาคนตาบอดเป็นสถานที่ที่สมชื่อตลอดสองข้างทางไม่มีแสงไฟนีออนประดับประดา มีเพียงความมืดและความชื้นแฉะหลินเทียนเดินมาจนสุดทางและพบกับประตูกลไกเหล็กขนาดยักษ์ที่มีรูปสลักหัวกะโหลกคาบดาบตามที่เถ้าแก่บอกเมื่อเขาทิ้งผลึกนีออนปราณสีฟ้าลงในช่องรับ ดวงตาของหัวกะโหลกก็เรืองแสงสีแดงวาบก่อนที่บานประตูจะเปิดออกด้วยเสียงเฟืองที่ดังกึกก้อง
เบื้องหลังประตูคือบันไดหินที่วนลึกลงไปใต้ดินหลินเทียนก้าวเดินลงไป ความกดดันของปราณฟ้าดินเริ่มหนาแน่นและขุ่นมัวขึ้นเรื่อยๆกลิ่นคาวเลือด กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นความตายโชยมาเตะจมูกชัดเจนยิ่งกว่าในโรงเตี๊ยมเมื่อก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย โลกใต้พิภพที่บ้าคลั่งก็ปรากฏแก่สายตา
มันคือโถงถ้ำขนาดยักษ์ที่กว้างใหญ่พอจะจุคนได้นับแสน!ใจกลางของโถงถ้ำคือลานประลองที่ถูกสร้างจาก 'ศิลาดินปืน' ซึ่งสามารถดูดซับแรงกระแทกและเลือดได้เป็นอย่างดีรอบลานประลองถูกล้อมรอบด้วยม่านพลังเวทสีแดงฉานที่มีกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งพล่านป้องกันไม่ให้ผู้ประลองหนีออกมาระหว่างการต่อสู้อัฒจันทร์โดยรอบอัดแน่นไปด้วยผู้ชมนับหมื่นคนทั้งพวกขุนนางที่สวมชุดไหมหรูหราสวมหน้ากากปกปิดใบหน้า พ่อค้าอาวุธและผีพนันที่กำลังตะโกนส่งเสียงเชียร์อย่างบ้าคลั่ง
แสงสว่างภายในนี้มาจากสปอตไลท์ที่ทำงานด้วยผลึกปราณสาดส่องตัดกันไปมาระหว่างสีแดง สีม่วง และสีเขียวสะท้อนแสงสร้างบรรยากาศที่ทั้งตื่นตาและชวนให้วิงเวียนในเวลาเดียวกัน (CyberpunkUnderground Vibe)
หลินเทียนเดินตรงไปยังจุดลงทะเบียนที่ตั้งอยู่มุมอัฒจันทร์ชายแก่หลังค่อมที่มีดวงตาข้างซ้ายถูกแทนที่ด้วยเลนส์กลไกเรืองแสงสีเขียวกำลังจดบันทึกรายชื่อผู้เข้าประลองด้วยพู่กันเวทมนตร์
"มาสมัครลงสังเวียนโลหิตงั้นรึไอ้หนุ่ม?" ชายแก่เหลือบตามองหลินเทียนผ่านเลนส์กลไกเลนส์นั้นพยายามสแกนระดับพลังของหลินเทียนทว่าสิ่งที่มันอ่านได้คือความว่างเปล่าประหนึ่งก้อนหินธรรมดา"พลังปราณขุ่นมัวและต่ำต้อยเสียจนเครื่องสแกนของข้าจับไม่ได้...รวบรวมลมปราณขั้นต้นงั้นรึ? เจ้าอยากจะฆ่าตัวตายหรืออย่างไร? สังเวียนวันนี้เป็นรอบคัดเลือก 'ศึกร้อยคนทิ้งดิ่ง' (100-Man Battle Royale) ผู้ที่รอดชีวิต 10 คนสุดท้ายถึงจะได้เข้ารอบต่อไป"
"หน้าที่ของเจ้าคือจดชื่อไม่ใช่วิจารณ์"หลินเทียนเอ่ยเสียงเรียบพลางโยนผลึกนีออนปราณสามก้อนลงบนโต๊ะเป็นค่าสมัคร"ชื่อของข้าคือ... 'นิรนาม' (อู๋หมิง)"
ชายแก่แค่นเสียงหัวเราะเยาะ"นิรนามงั้นรึ? ก็เหมาะดี สำหรับศพที่ไม่มีใครมาทวงถาม"มันโยนป้ายไม้ที่สลักหมายเลข '99' ให้หลินเทียน"ไปที่ห้องเตรียมตัวหมายเลขสี่ อีกครึ่งก้านธูป ประตูสังเวียนจะเปิด"
หลินเทียนรับป้ายไม้มาและเดินไปยังเส้นทางที่ถูกจัดเตรียมไว้ตลอดทางเดินเข้าสู่ห้องเตรียมตัว เขาเห็นผู้ฝึกตนหลายสิบคนกำลังขัดเกลาอาวุธบางคนกำลังฉีดโอสถเหลวสีสะท้อนแสงเข้าสู่เส้นเลือดเพื่อเร่งพลังชั่วคราวบางคนกำลังปรับแต่งชิ้นส่วนเครื่องจักรที่ติดอยู่ตามร่างกายพวกเขาเหล่านี้ต่างมองมาที่หลินเทียนด้วยสายตาเย้ยหยันและสมเพช
"ดูสิมีลูกแกะหลงเข้ามาในดงหมาป่าอีกตัวแล้ว... ไม่มีแม้แต่เกราะเวทมนตร์สงสัยจะโดนสับเละตั้งแต่สิบวินาทีแรก" เสียงซุบซิบดังขึ้น
หลินเทียนหาที่มุมมืด นั่งลงและหลับตาเขาไม่ได้ตอบโต้คำเยาะเย้ย จิตใจของเขาดิ่งลึกลงสู่สภาวะ 'จิตมังกรนิรันดร์' ปิดกั้นเสียงรบกวนภายนอกทั้งหมดเขาไม่ได้กำลังประมาท แต่เขากำลังปรับลมปราณให้เข้ากับกฎเกณฑ์ของมหาทวีป
> **"อาวุธที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่อาวุธที่ส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง แต่มันคืออาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในความเงียบงัน...รอคอยเพียงจังหวะเดียวที่จะปลิดชีพศัตรู"**
**ศึกร้อยคนทิ้งดิ่งและสัจธรรมแห่งผู้อ่อนแอ**
*หวูดดดดดด!*
เสียงแตรเขาสัตว์ที่ถูกขยายด้วยอาคมเวทดังสนั่นไปทั่วโถงถ้ำเป็นสัญญาณว่าการประลองเริ่มขึ้นประตูเหล็กกล้าทั้งแปดทิศที่ล้อมรอบลานประลองถูกเปิดออกพร้อมกัน!
"เอาล่ะครับท่านผู้ชมที่รักความรุนแรงทุกท่าน!ยินดีต้อนรับสู่ สังเวียนโลหิตคนบาป รอบคัดเลือกร้อยคนทิ้งดิ่ง!กติกามีเพียงข้อเดียว... ฆ่า หรือ ถูกฆ่า! จนกว่าจะเหลือเพียงสิบคนบนลานประลอง!เริ่มได้!!!" เสียงประกาศก้องผ่านโทรโข่งเวทมนตร์
ผู้เข้าประลองทั้งหนึ่งร้อยคนพุ่งทะยานออกจากประตูห้องเตรียมตัวเข้าสู่ลานประลองสีเลือดทันที!พริบตาเดียว ลานประลองก็กลายเป็นสมรภูมิที่บ้าคลั่งปราณเวทหลากสีสันระเบิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า เสียงโลหะปะทะกัน เสียงเนื้อถูกฉีกขาด และเสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปโดนม่านพลังสีแดงจนเกิดเสียงฉ่าๆ
หลินเทียนเดินออกมาจากประตูหมายเลขสี่ด้วยท่วงท่าที่เชื่องช้าประหนึ่งกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้านเสื้อคลุมหนังสัตว์ของเขายังคงปิดบังกระบี่มังกรพลิกฟ้าไว้มิดชิด ท่ามกลางการต่อสู้ที่ดุเดือดเขาเป็นเพียงจุดดำเล็กๆ ที่ดูไร้พิษสงที่สุดในสายตาของผู้คน
ทว่าความอ่อนแอมักเป็นเป้าหมายแรกของการล่าเสมอ!
ชายร่างผอมสูงที่สวมกรงเล็บเหล็กกล้าซึ่งอาบไปด้วยพิษสีเขียวสะท้อนแสงพุ่งเป้ามาที่หลินเทียน มันแสยะยิ้มเหี้ยม "ขอแต้มแรกให้ข้าเถอะไอ้หนู!"
กรงเล็บพิษตวัดเข้าที่ลำคอของหลินเทียนด้วยความเร็วดุจอสรพิษฉก!
ผู้ชมบนอัฒจันทร์หลายคนหันหน้าหนีเพราะคิดว่ากะโหลกของเด็กหนุ่มคงหลุดกระเด็นในเสี้ยววินาที
ทว่า... *กึก!*
ไม่มีเสียงเนื้อฉีกขาดไม่มีเลือดพุ่งกระฉูด มีเพียงเสียงของโลหะที่กระทบกับสิ่งที่แข็งแกร่งกว่ากรงเล็บเหล็กกล้าอาบพิษหยุดชะงักอยู่ห่างจากลำคอของหลินเทียนเพียงครึ่งชุ่น!มันถูกหยุดไว้ด้วย **'สองนิ้ว'** ของหลินเทียน!
นิ้วชี้และนิ้วกลางของเด็กหนุ่มคีบใบกรงเล็บเหล็กกล้าไว้แน่นประหนึ่งคีมเหล็กสวรรค์ปราณสีม่วงทองที่ถูกบีบอัดจนมองแทบไม่เห็น เคลือบอยู่บนปลายนิ้วป้องกันพิษและแรงกระแทกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ชายกรงเล็บพิษเบิกตากว้างความตกตะลึงพุ่งทะลุขีดสุด มันพยายามออกแรงดึงกรงเล็บกลับแต่กลับพบว่ามันไม่สามารถขยับได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว! "ปะ... เป็นไปไม่ได้!แกเป็นใครกัน!"
หลินเทียนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นใต้ฮู้ดหนังสัตว์ดวงตาสี sapphire ทอประกายวาวโรจน์"ข้าคือจุดจบของเจ้า"
*แกร๊บ!*
หลินเทียนเพียงแค่บิดข้อมือเบาๆกรงเล็บเหล็กกล้าที่ถูกตีขึ้นจากแร่ชั้นดีของมหาทวีปพลันแตกละเอียดคาปลายนิ้วของเขาราวกับเศษขนมปัง! ชายร่างผอมเสียหลักถลาไปข้างหน้าหลินเทียนไม่รอช้า เขาสะบัดปลายนิ้วที่เพิ่งหักกรงเล็บดีดเข้าที่กลางหน้าผากของศัตรู
*ผัวะ!* แรงดีดที่ปราศจากกระบวนท่าใดๆทว่าแฝงไปด้วยพลังกายเนื้อระดับมังกรซัดเอาร่างของชายกรงเล็บพิษให้ปลิวละลิ่วข้ามลานประลองไปไกลกว่าห้าสิบวา!ร่างของมันกระแทกเข้ากับม่านพลังเวทสีแดงจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นกระดูกทั่วร่างแหลกละเอียด สิ้นใจตายในอากาศก่อนจะตกลงสู่พื้นเสียอีก!
ความเงียบกริบเข้าปกคลุมบริเวณนั้นชั่วขณะผู้เข้าประลองที่อยู่ใกล้เคียงต่างหยุดการต่อสู้และหันมามองเด็กหนุ่มในชุดซอมซ่อด้วยความตกตะลึงการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวส่งยอดฝีมือระดับก่อตั้งรากฐานให้ปลิวไปตายอย่างง่ายดาย...นี่มันสัตว์ประหลาดประเภทใดกัน!
**ราชสีห์ในดงหมาป่า**
ความเงียบอยู่ได้ไม่นาน สัญชาตญาณดิบของเหล่าผู้ประลองก็ถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง"มันมีของวิเศษคุ้มกายแน่! รุมฆ่ามันก่อน แล้วค่อยแบ่งของกัน!"ผู้เข้าประลองกว่าสิบคนที่มีระดับพลังตั้งแต่ก่อตั้งรากฐานขั้นต้นถึงขั้นกลางละทิ้งศัตรูเดิมและพุ่งเป้ามาที่หลินเทียนพร้อมกัน!
หอกเพลิง ดาบน้ำแข็ง โซ่ตรวนเวทมนตร์และกระสุนพลังจิต ถูกระดมยิงเข้าหาหลินเทียนดุจห่าฝน
หลินเทียนยืนนิ่งเขาสะบัดเสื้อคลุมหนังสัตว์ทิ้งเผยให้เห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็นแห่งเกียรติยศมือขวาของเขายังคงไม่แตะด้ามกระบี่มังกรพลิกฟ้าที่ห้อยอยู่ข้างเอว
> **"ผู้ที่พึ่งพาเพียงศาสตราวุธและเวทมนตร์ภายนอกจะไม่มีวันเข้าใจถึงแก่นแท้ของ 'สัจธรรมแห่งร่างกาย'... ในเมื่อพวกเจ้าอยากเห็นความแข็งแกร่งข้าก็จะสงเคราะห์ให้"**
หลินเทียนก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวท่ามกลางห่าฝนเวทมนตร์ เขาพุ่งทะยานสวนเข้าไปในดงศัตรูด้วยความเร็วที่ทำลายกำแพงเสียง!*บูมมม!*
การปรากฏตัวของเขาในสภาวะครึ่งก้าวผสานจิตวิญญาณเป็นดั่งฝันร้ายที่แท้จริง เขาไม่ได้ใช้กระบี่ แต่ใช้ทุกส่วนของร่างกายเป็นอาวุธ
หมัดขวาชกทะลวงม่านพลังน้ำแข็งของชายร่างยักษ์จนทะลุไปถึงลิ้นปี่!ศอกซ้ายกระแทกเข้าที่กรามของผู้ใช้หอกเพลิงจนคอหักหมุนรอบทิศ!ลูกเตะกวาดพื้นซัดร่างของผู้ใช้โซ่เวทให้กระเด็นขึ้นฟ้าก่อนที่หลินเทียนจะกระโดดตามขึ้นไปและตอกส้นเท้าลงบนกลางหลังของมันซัดร่างนั้นตกลงมากระแทกพื้นจนศิลาดินปืนแตกเป็นหลุมลึก!
การเคลื่อนไหวของหลินเทียนปราศจากความงดงามของวิชายุทธ์มาตรฐานทว่ามันแฝงไปด้วยความดิบเถื่อน เด็ดขาด และมีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกครั้งที่เขาขยับจะต้องมีศัตรูหนึ่งคนล้มลงและไม่ลุกขึ้นมาอีก!เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นย้อมลานประลองทว่าไม่มีเลือดหยดใดสามารถสัมผัสผิวหนังของหลินเทียนได้เลยเพราะมันถูกเผาผลาญด้วยความร้อนจากปราณมังกรที่แผ่ออกมาบางๆ
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป...ลานประลองที่เคยมีคนนับร้อย บัดนี้เหลือผู้ที่ยืนหยัดอยู่เพียง 'สิบเอ็ดคน' เท่านั้น!
ซากศพกว่าเจ็ดสิบศพเป็นผลงานของหลินเทียนเพียงผู้เดียว!
ผู้ชมบนอัฒจันทร์ต่างเงียบกริบจนได้ยินเสียงกลืนน้ำลายไม่มีใครส่งเสียงเชียร์อีกต่อไป พวกเขากำลังมองดูปรากฏการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้เด็กหนุ่มนิรนามที่ไม่มีใครรู้จักกำลังสังหารหมู่อย่างเลือดเย็นโดยที่ยังไม่ได้ชักอาวุธประจำกายออกมาเลยด้วยซ้ำ!
**จ้าวหมาป่าเหล็กและรอยยิ้มของมัจจุราช**
ผู้รอดชีวิตอีกสิบคนที่เหลือต่างยืนตัวสั่นและถอยกรูไปรวมกันอยู่อีกฝั่งของลานประลองทว่ามีเพียงชายผู้หนึ่งที่ยังคงยืนจังก้าอยู่กลางลานแผ่รังสีอำมหิตระดับก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุดออกมาอย่างไม่ปิดบัง
มันคือ **'จ้าวหมาป่าเหล็ก' (Iron WolfLord)** แชมป์เปี้ยนผู้รอดชีวิตจากสังเวียนนี้มาแล้วถึงเจ็ดครั้งซ้อนร่างกายครึ่งซ้ายของมันถูกดัดแปลงด้วยชิ้นส่วนของสัตว์อสูรหมาป่าเหล็กกล้าแขนซ้ายเป็นแขนกลไกที่กรงเล็บสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูง (Neon-CyberLightning) ออกมาได้ดวงตาขวาถูกแทนที่ด้วยทับทิมเวทมนตร์ที่สแกนจุดอ่อนของศัตรู
"แกมันตัวอันตรายไอ้หนุ่ม..."จ้าวหมาป่าเหล็กแค่นเสียง แขนกลของมันส่งเสียงดังวี่ๆพร้อมกับประกายไฟฟ้าสีฟ้าที่แลบแปลบปลาบ"ทว่าการจะจบชีวิตคนเจ็ดสิบคนด้วยมือเปล่าแกคงใช้ปราณไปจนหมดก๊อกแล้วล่ะสิ... ถ้าข้าเด็ดหัวแกได้ ชื่อเสียงของข้าจะดังกระฉ่อนไปถึงนครสวรรค์!"
กติการะบุว่าต้องเหลือเพียง 'สิบคน' แต่ตอนนี้มีสิบเอ็ดคนจ้าวหมาป่าเหล็กเลือกที่จะสังหารตัวอันตรายที่สุดอย่างหลินเทียนเพื่อเป็นการแสดงแสนยานุภาพ
หลินเทียนยืนท่ามกลางกองซากศพลมหายใจของเขายังคงราบเรียบสม่ำเสมอ ประหนึ่งเพิ่งตื่นจากการนอนกลางวันเขาปรายตามองจ้าวหมาป่าเหล็กด้วยความเวทนา
"ดัดแปลงร่างกายด้วยเศษเหล็กและซากสัตว์...หลงลืมความบริสุทธิ์ของเส้นชีพจรมนุษย์... น่าสมเพชจริงๆ"หลินเทียนส่ายหน้าช้าๆ "เจ้าบอกว่าข้าใช้ปราณไปจนหมดงั้นรึ? ความจริงก็คือ...ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในลานประลองนี้ ข้ายังไม่ได้ใช้ 'ลมปราณ' เลยแม้แต่หยดเดียวต่างหาก"
คำพูดนั้นประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจผู้ชมทุกคน!สังหารยอดฝีมือนับเจ็ดสิบคนด้วยพละกำลังทางกายภาพล้วนๆ งั้นรึ?!
"อย่ามาอวดดี!"จ้าวหมาป่าเหล็กคำรามลั่นมันพุ่งทะยานเข้าหาหลินเทียนด้วยความเร็วที่ทิ้งภาพติดตาไว้เบื้องหลังแขนกลเหล็กไหลที่อาบไปด้วยสายฟ้ามรณะง้างขึ้นสูงสุดหมายจะสับร่างของเด็กหนุ่มให้ขาดเป็นสองท่อน "ตายซะไอ้สวะ!"
หลินเทียนไม่หลบหลีก เขาเงยหน้าขึ้นรูม่านตาสี sapphire เปล่งประกายวาบ!
> **"วิชากระบี่นิรนาม...ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่การใช้กระบี่ แต่เมื่อใดที่กายาและจิตใจหลอมรวมเป็นสัจธรรม...ทุกสรรพสิ่งในใต้หล้า ล้วนเป็นกระบี่ได้ทั้งสิ้น!"**
หลินเทียนยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้าใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางประกบเข้าหากันประหนึ่งคมกระบี่ปราณสีม่วงทองที่ถูกกักเก็บไว้ตลอดการต่อสู้พลันระเบิดออกมารวมตัวกันที่ปลายนิ้วในเสี้ยววินาที!
**"กระบี่ไร้ลักษณ์:ดัชนีผ่าสัจธรรม!"**
*เปรี้ยงงงงงงงงงงง!*
หลินเทียนตวัดปลายนิ้วเข้าปะทะกับแขนกลเหล็กไหลที่อาบสายฟ้าของจ้าวหมาป่าเหล็กอย่างจัง!
ไม่มีการยื้อยุด ไม่มีการสะท้อนกลับพริบตาที่ดัชนีปราณม่วงทองสัมผัสกับโลหะ แขนกลไกที่แข็งแกร่งที่สุดของแชมป์เปี้ยนก็แตกละเอียดเป็นผุยผงประหนึ่งเศษกระจกที่ถูกค้อนยักษ์ทุบ!คลื่นปราณทะลวงผ่านแขนซ้าย เข้าทำลายกระดูกไหปลาร้าและพุ่งทะลุออกไปทางด้านหลังของจ้าวหมาป่าเหล็ก!
"อ๊ากกกกกกกกก!"
จ้าวหมาป่าเหล็กกรีดร้องโหยหวนอย่างน่าสมเพชร่างของมันกระเด็นถอยหลังไปสิบวา ล้มลงนอนกลิ้งกับพื้นเลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกจากบาดแผลที่แขนซ้ายขาดกระจุยดวงตาเครื่องจักรของมันแตกละเอียด
"แชมป์เปี้ยน...แพ้ในกระบวนท่าเดียว..." เสียงกระซิบด้วยความหวาดหวั่นดังระงมไปทั่วอัฒจันทร์
ผู้เข้าประลองอีกสิบคนที่เหลือต่างทรุดตัวลงคุกเข่ายอมจำนนโดยดุษฎี ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสบตากับสัตว์ประหลาดในคราบมนุษย์ผู้นี้
เสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้นอีกครั้งเป็นการประกาศยุติการประลอง ม่านพลังสีแดงที่ล้อมรอบลานประลองถูกปลดออก หลินเทียนยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่เงียบสงัดเขาไม่ได้มองจ้าวหมาป่าเหล็กที่กำลังนอนรอความตาย แต่เขากลับแหงนหน้าขึ้นมองไปยัง**'ระเบียงวีไอพี'** ที่ตั้งอยู่สูงสุดของอัฒจันทร์
ที่นั่น...ผ่านกระจกเงาดำที่คนภายนอกมองไม่เห็น ประสาทสัมผัสมังกรของเขาสัมผัสได้ถึง 'สายตา' คู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองลงมาเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยปราณระดับผสานจิตวิญญาณขั้นสูงที่ทรงพลังและลึกลับไม่แพ้เซียวเฉียนแห่งวิหารพิสุทธิ์!
รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลินเทียนการเหยียบย่ำในสังเวียนโลหิตครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อตั๋วผ่านทาง แต่มันคือการประกาศก้องให้มหาทวีปได้รับรู้ว่ามังกรบรรพกาล... ได้ข้ามทะเลเมฆามาทวงบัลลังก์คืนแล้ว!
**จบบทที่ 38(ประกาศศักดาในลานโลหิต)**