ณรัชต์นัดซื้อขายที่ดินกับเถ้าแก่ในตอนสาย
ดังนั้นเช้านี้เขาจึงโดดเรียนเพื่อมารอพี่สาวกับเถ้าแก่ที่หน้าสำนักงานที่ดิน หลังจากที่เพิ่งไปถอนเงินออกมาจากธนาคาร นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ใต้ร่มไม้หน้าสำนักงานที่ดินราวชั่วโมง พี่สาวเขากับเถ้าแก่เจ้าของตึกแถวก็มาถึงในเวลาไล่ ๆ กัน
วันนี้ต่อคิวเซ็นเอกสาร เพื่อโอนกันนานหน่อยเพราะมีคนมาที่สำนักงานที่ดินเยอะ เมื่อเสร็จก็เกือบเที่ยง เถ้าแก่จึงชวนณรัชต์กับพี่สาวไปกินข้าวที่บ้าน ถือเป็นการเลี้ยงขอบคุณ เขาตอบตกลง
พี่สาวเขาผู้ยังไม่เคยเห็นตึกแถวที่ตัวเองเป็นเจ้าของ (ในนาม) เลย ก็สนใจตามไปด้วย ระหว่างกินข้าวจนถึงกินข้าวเสร็จณรัชต์ก็ยังชวนคุยกับเถ้าแก่อย่างออกรสต่อเนื่องด้วยความถูกคอ
แม้เขาจะไม่เคยทำธุรกิจเอง แต่เขาก็ไม่พลาดโอกาสที่จะถาม และเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจค้าไม้
ส่วนเถ้าแก่ คนสูงอายุจะมีใครไม่ชอบคุยเรื่องอดีตกันล่ะจริงไหม ยิ่งมีคนถามยิ่งเล่าเพลิน
นักลงทุนเน้นคุณค่าที่ดีมักจะชอบฟังนักธุรกิจที่มีประสบการณ์คุยเรื่องธุรกิจในวงการของธุรกิจนั้น ๆ ให้ฟัง
แม้นักลงทุนนั้นจะทำเพียงแค่ถือหุ้น อย่างมากก็ไปเป็นกรรมการ ไม่ได้ไปบริหารธุรกิจเองก็ตาม แต่การมีความรู้ในธุรกิจต่าง ๆ ย่อมเป็นแต้มต่อในการมองธุรกิจของหุ้นที่ตัวเองคิดจะซื้อในอนาคตอย่างมาก
การทบต้นของความรู้ ก็ไม่ต่างจาก การทบต้นของเงินลงทุน
ยิ่งสะสมความรู้มาก ความรู้ที่สะสมก็ยิ่งเพิ่มและต่อยอดเชื่อมโยงกัน เพราะโอกาสในการลงทุน บางครั้งก็อาจจะมาจากความรู้เล็ก ๆ ที่เราได้รู้โดยบังเอิญก็ได้
อย่างช่วงชีวิตที่แล้วของณรัชต์ ตอนโรงงานที่เขาทำงานมีการติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงและวางระบบดับเพลิงใหม่ เขาเลยมีโอกาสได้คุยกับช่างของบริษัทที่มาติดตั้ง ทำให้รู้ว่าช่วงนี้งานของบริษัทชุกมากจนต้องทำงานกันอย่างหนัก มีโอทีมากมายอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทได้รับงานมาอย่างล้นทะลักจากอานิสงส์ของการมีกฎหมายใหม่เรื่องความปลอดภัยในอาคารที่เข้มงวดขึ้น
และเขารู้ว่าบริษัทนี้อยู่ในตลาดหุ้น!!!
เมื่อเขาได้ข้อมูลเล็ก ๆ นี้ แล้วไปค้นข้อมูลต่ออีกเล็กน้อย ก็พอคาดเดาได้ว่าไตรมาสนี้ของบริษัทอุปกรณ์ดับเพลิงต้องดีกว่าปกติมากแน่ จากออเดอร์งานที่ล้นทะลัก สุดท้ายไตรมาสนั้นกำไรของบริษัทนี้ก็ออกมาอย่างก้าวกระโดด สูงขึ้นอย่างมาก จนทำให้เขาได้กำไรจากการลงทุนครั้งนี้ไม่น้อย
ณรัชต์มองเถ้าแก่ที่กำลังคุยด้วยแล้วอดเสียดายไม่ได้
คนที่เคยมีกิจการแบบเถ้าแก่แล้วต่อมาล้มละลายในช่วงต้มยำกุ้งนั้นมีอยู่มากมาย บางคนรับไม่ได้ บ้างยิงตัวตาย กระโดดตึก เป็นบ้า หรือครอบครัวแตกสลาย บ้างกลายเป็นล้มเหลวในการใช้ชีวิตไปเลยก็มี กระทั่งในตลาดหุ้นก็มีคนบุกเข้ามายิงตัวตายถึงในอาคารตลาดหุ้น และที่ยอมแพ้กลายเป็นปลงต่อธุรกิจและวางมือไปแบบเถ้าแก่ในตอนนี้ก็มีมาก
แต่ในนั้นก็มีคนที่กลับมาสู้ ดิ้นรน จนสุดท้ายสามารถกลับมาสู่ฐานะเดิมได้ก็มีอีกไม่น้อย
ช่วงเวลานั้นนักเรียนนักศึกษามากมายก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความเปลี่ยนแปลงของฐานะทางบ้าน นักเรียนนอกถูกทางบ้านเรียกกลับเพราะครอบครัวไม่มีเงินส่งเรียนต่อ นักเรียนอินเตอร์ต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนรัฐใกล้บ้าน คุณหนูที่นั่งรถส่วนตัวไปโรงเรียนต้องมานั่งรถเมล์ เด็กหลายคนรับไม่ได้จนเสียผู้เสียคนไปก็มาก
ส่วนบ้านของณรัชต์โชคดีที่ทำไร่ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ เพราะตอนวิกฤติต้มยำกุ้งนั้น ที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จะเป็นภาคธุรกิจและเจ้าของกิจการ หรือคนมีเงินมากเป็นหลัก ส่วนข้าราชการกับเกษตรกรแทบไม่ได้รับผลกระทบจากต้มยำกุ้งเลย แถมราคาสินค้าเกษตรบางอย่างช่วงนั้นจะราคาดีด้วยซ้ำ
คุยกับเถ้าแก่มานานเขาก็อดเสียดายความรู้กับประสบการณ์ของท่านไม่ได้
"เถ้าแก่จะยอมแค่นี้จริง ๆ เหรอครับ" หลังจากคุยกันมานานเขาก็กล้าที่จะถามตรง ๆ
"ตลาดแบบนี้จะทำอะไรได้ เริ่มใหม่ตอนนี้ ขายไปไม่รู้จะมีใครซื้อหรือเปล่า"เถ้าแก่ตอบ
ในช่วงเวลาต้มยำกุ้งว่าเศรษฐกิจแย่แล้ว แต่ช่วงเวลาหลังต้มยำกุ้งสองสามปีนั้นเรียกว่าแย่กว่ามาก ถ้าปี 2540 เป็นการเผาหลอก หลังจากนั้นอีกสองปีสามปีก็ถือเป็นการเผาจริงของแท้ เพราะเศรษฐกิจกับความหวังต่าง ๆ ในประเทศทรุดลงอย่างหนักมาก มองไปทางไหนทุกคนล้วนหมดหวัง
"จะเป็นอะไรไปล่ะครับ ก็แค่เริ่มนับหนึ่งใหม่" เขากล่าว
"มองอีกแง่ เริ่มธุรกิจตอนแย่ ๆ แบบนี้ถ้ายังรอดได้ พอเศรษฐกิจฟื้นธุรกิจจะกลับมาได้ดีมากขึ้นอีกขนาดไหน และปกติเวลาเศรษฐกิจฟื้น ภาคก่อสร้างจะกลับมาเร็วมากนะครับ ธุรกิจไม้แปรรูปผมว่ายังไปได้อีก ถ้าภาคก่อสร้างกับอสังหาฯ ฟื้นตัว" ณรัชต์รู้ว่าอีกเพียงไม่นานเมื่อเศรษฐกิจฟื้น หลายธุรกิจที่อยู่รอดจะสามารถกลับไปยิ่งใหญ่ได้อีกมาก
และหนึ่งในนั้นคือตลาดอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
จากที่ยุคก่อนต้มยำกุ้งในบ้านเรา มหาเศรษฐีและเจ้าสัวทั้งหลายล้วนมีแต่ตระกูลธนาคาร แต่หลังต้มยำกุ้งบ้านเราก็มีมหาเศรษฐีตระกูลก่อสร้างบ้าน และอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นมา
"จะเอาไปคิดดู" เถ้าแก่ตอบ เขาก็คงทำได้เพียงแนะนำเถ้าแก่ไปเล็กน้อยแค่นี้
แม้จะเห็นโอกาสต่าง ๆ ไม่น้อย แต่ณรัชต์ก็ไม่สนใจจะทำธุรกิจเอง อาจเพราะคนเล่นหุ้นลึก ๆ มักมีความคิดนึงที่คล้าย ๆ กัน คือ ถ้าไม่ใช่สิ่งที่ชอบมักไม่คิดจะทำธุรกิจเองโดยไม่จำเป็น (เข้าทำนองขี้เกียจแต่อยากรวยนั่นเอง 555+)
การสร้างธุรกิจแต่ละอย่างทั้งเหนื่อยยากและลำบาก และธุรกิจแต่ละอย่างมีขึ้นมีลง ณรัชต์ยอมเลือกไปลงทุนกับหุ้นธุรกิจดี ๆ ที่ผู้บริหารเก่ง ๆ แล้วปล่อยเขาบริหารแทนสบายใจกว่า เพราะไม่ต้องเหนื่อย
แถมถ้าธุรกิจเริ่มไม่ดีก็สามารถขายหุ้นไปซื้อตัวใหม่ได้ ถ้าทำธุรกิจเองการจะเปลี่ยนธุรกิจนั้นเป็นไปได้ยาก ดูอย่างธุรกิจสิ่งพิมพ์กับทีวีในช่วงชีวิตที่แล้วของเขาสิ รายได้กับกำไร ที่เริ่มถดถอยรอวันจบทั้งนั้น แต่เจ้าของก็ต้องทำต่อไป
ในขณะที่คนซื้อหุ้นอย่างเดียวสามารถขายไปซื้อกิจการที่มีอนาคตตัวอื่นได้สบาย
หลังจากนั้นณรัชต์กับพี่สาวก็ลาเถ้าแก่กับภรรยา ขณะเดินออกมาเขาก็ชี้บอกถึงตึกแถวข้าง ๆ อีกห้องที่เธอเป็นเจ้าของ (ในนาม)
"เบี้ยเลี้ยง จ่ายเป็นค่าเช่านะเจ๊ ยกให้ทั้งสองห้องเลย" เขาบอกพร้อมส่งเอกสารเกี่ยวกับที่ดินให้พี่สาวเก็บไว้แทน
"ยังไงก็ต้องให้เจ๊เป็นคนทำเรื่องพวกค่าธรรมเนียมต่าง ๆ หรือภาษีโรงเรือนอยู่แล้ว งั้นเจ๊ก็รับผิดชอบเก็บค่าเช่าด้วยเลยละกัน ผมไม่เอาหรอก" เขาบอกตามประสาคนขี้เกียจทำเรื่องเอกสาร
แม้พี่สาวเขาไม่เคยทำเรื่องสัญญา เก็บค่าเช่าหรือทำเรื่องภาษีโรงเรือน แต่ณรัชต์รู้ว่าด้วยไหวพริบของเธอคงทำเรื่องพวกนี้ได้สบายอยู่แล้ว
"โอเค้" เสียงพี่สาวเขาตอบรับอย่างอารมณ์ดีเพราะรู้ว่าตึกแถวสองคูหานี้สามารถเรียกค่าเช่าได้คูหาละ ห้าพันถึงแปดพัน สบาย ๆ นี่มันงานสบายรายได้ดีแท้ ๆ
"อ้อ อย่าเก็บค่าเช่าเพื่อนผมเยอะล่ะ" เขาดักคอไว้ก่อน
"ทำไม ไม่ซื้อที่เหลือทั้งหมดเลยล่ะ" พี่สาวเขาที่ชักได้ใจ ชี้ไปทางอีกสี่คูหาที่เหลือ
"ไม่ใช่เกมเศรษฐีนะเจ๊ จะได้มีเงินเยอะแยะ" เขาตอบ ก่อนขยายความอีก
"ทำเลดีแต่ปิดเงียบทั้งสี่คูหาอย่างนั้น ดูก็รู้ว่าคงเป็นของธนาคารที่ยึดไป แล้วถ้าเป็นของธนาคารพวกที่ล้ม ๆ ไปตอนวิกฤติ คงโอนทรัพย์สินไปมาให้เจ้าหนี้ธนาคารหรือสถาบันอื่นๆ ทำให้พวกนี้ส่วนใหญ่ตั้งราคาไว้สูงเพราะผูกติดกับราคาหนี้รวมก้อนใหญ่ และพอโอนหนี้ไปมา ก็ไม่มีใครสนใจ"
"นี่ผมยังเคยสงสัยเหมือนกันทำไมพวกธนาคารถึงเลือกที่จะปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ให้เก่าโทรม ทั้งที่เอามาปล่อยเช่ายังได้เงินแท้ ๆ "
"อ้าวก็เห็นเงินเยอะไง นึกว่าจะอยากซื้อเพิ่มอะไรแบบนี้" พี่สาวเขาแก้ตัว
แยกกับพี่สาวแล้วณรัชต์ก็ตรงกลับโรงเรียนเพื่อให้ทันเข้าเรียนคาบบ่าย
รั้วโรงเรียนของณรัชต์ด้านหน้าโรงเรียนไม่สูงนัก แต่อาจโดนอาจารย์เห็นตอนปีนได้ เขาจึงต้องเลือกปีนด้านข้างโรงเรียนที่รั้วอาจสูงหน่อย แต่ปลอดภัยจากอาจารย์ทั้งหลาย เลือกจุดหนึ่งของกำแพงที่อีกฝั่งเป็นโรงเรือนไม้ดอก ไม้ประดับ ที่มักไม่ค่อยมีคนยกเว้นนักเรียนที่เรียนชุมนุมเกี่ยวกับเกษตรเท่านั้น
ปีนยากพอสมควรกว่าเขาจะปีนขึ้นได้ พอกระโดดลงถึงพื้นเขาก็ตกใจเล็กน้อยเพราะมีนักเรียนรุ่นน้องอยู่ในโรงเรือนกำลังตัดแต่งดอกใบไม้ประดับอยู่สี่ห้าคน
ณรัชต์มองไปมา เห็นรุ่นน้องหน้าตาคุ้นเคยสองสามคนในนั้น
"คิดซะว่าไม่เห็นพี่ละกันนะ" เขาพูดขึ้น
รุ่นน้องลูกครึ่งสาวสวยเดินออกมาจากกลุ่มตรงมายืนตรงหน้าเขาแล้วพูดขึ้น
"ไม่ได้นะคะ พี่นะโดดเรียนไปไหนมาคะ" บีน่าถาม
"เอ่อ พี่ไปธุระที่ธนาคารกับที่ดินน่ะ" เขาลืมไปว่านั่นกรรมการนักเรียนนี่หว่า
"ไปธุระก็ขอลากิจได้นี่คะ แล้วก็เข้าทางประตูก็ได้ มาปีนรั้วแบบนี้ไม่ดีเลย เดี๋ยวตกลงมาแข้งขาหักกันพอดี" กรรมการนักเรียนบ่น
ณรัชต์ได้แต่ยืนฟังรุ่นน้องอบรมและร่ายยาวถึงกฎระเบียบที่ควรปฏิบัติ เขาเพิ่งเคยจ้องมองรุ่นน้องคนนี้ใกล้ ๆ เป็นครั้งแรก ในช่วงชีวิตที่แล้วเขาเคยมองเธอแค่ห่าง ๆ ส่วนตอนงานศิษย์เก่าก็มีบ้างที่ได้เคยถ่ายรูปใกล้ ๆ แต่ก็เป็นการถ่ายรูปหมู่ทั้งนั้น
หน้าเรียว จมูกเล็ก โด่งเรียว ปากบางจิ้มลิ้ม แก้มสีชมพูใส มิน่าอนาคตถึงได้ไปเตะตาแมวมองจนได้เข้าวงการ
'หน้าใสกิ๊งเลย' ณรัชต์พึมพำเบา ๆ
" คะ? " รุ่นน้องสาวที่กำลังร่ายยาวอยู่หยุดชะงัก หน้าแดงขึ้นมา
"เอ่อ ต่อไปพี่จะไม่ทำอีกแล้วครับ ถ้าเห็นพี่ปีนกำแพงอีก บีน่าแจ้งฝ่ายปกครองลงโทษพี่ได้เลย ใกล้จะหมดคาบแล้วพี่ไปก่อนนะครับ เดี๋ยวจะเข้าเรียนไม่ทัน" เขาอาศัยจังหวะรุ่นน้องหยุดพูด รีบชิ่งออกจากบริเวณอย่างรวดเร็ว
-------------------------------------------
Name : ณรัชต์
Asset : เงินสดในบัญชีหุ้น 48,400 บาท
: ตึกแถว 2 ห้อง ราคาปัจจุบัน 850,000 บาท
: เงินสดในบัญชีธนาคาร 100,000 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล K จำนวน 60,000 หุ้น ราคาปัจจุบัน 12 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล M จำนวน 72,000 หุ้น ราคาปัจจุบัน 10 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล N จำนวน 28,800 หุ้น ราคาปัจจุบัน 25 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล R จำนวน 18,000 หุ้น ราคาปัจจุบัน 40 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : 48,400 + 850,000 + 100,000 + 720,000 + 720,000 + 720,000 + 720,000
= 3,878,400 บาท