
...หลังจากอวี้ปิงจากไปแล้วเช้านี้หลี่หานเหวินพร้อมออกเดินทางไปสำนักอวิ๋นหลิน เขาสะพายกระบี่สวรรค์ตระกูลอวี้ สายลมยามเช้าพัดผ่านผมและผ้าคลุม ใบกระบี่ที่เขาสะพายอยู่ด้านหลังสะท้อนประกายริ้วเงินตามแสงแดด แสงสะท้อนบนหินเรียบของสะพานคล้ายเป็นการอวยพรให้กับนักรบผู้กล้า
เมื่อเขาเดินมาถึงลานฝึกกลางสำนัก เขาก็ตกใจเมื่อเห็นศิษย์ในสำนักมากมายยืนตั้งแถวเป็นทางให้เขา ทุกสายตาในสำนักหันมามองเขา ตั้งแต่เจ้าศิษย์รุ่นพี่ ศิษย์รุ่นเดียวกัน ศิษย์น้อง ผู้อาวุโสผู้เคร่งขรึม และเจ้าสำนัก พวกเขาเรียงแถวสองฟากซ้ายขวาของหานเหวิน
เจ้าสำนักก้าวออกมาเป็นคนแรก หนวดเคราขาวพริ้วไหวตามลม ชูมือขึ้นประกอบท่ากระบี่แบบเก่า เสียงปราณเล็ก ๆ พุ่งออกมาจากปลายนิ้ว
“หลี่หานเหวิน ศิษย์ผู้กล้า จงก้าวไปด้วยความมั่นคงและเกียรติของสำนัก”
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ค่อย ๆ พูดตามเป็นเสียงรวม:
“ขอให้เจ้าฝึกฝนใจให้เข้มแข็ง จงใช้กระบี่เพื่อความยุติธรรมและสืบสานวิถีของสำนัก”
ศิษย์รุ่นน้องหลายสิบคนก้มคำนับลึกพร้อมกัน คล้าย คลื่นปราณแห่งความศรัทธา ล้อมรอบหานเหวิน เขารู้สึกถึงความอบอุ่นและแรงสนับสนุนจากทุกชีวิตที่เคารพเขา
กระบี่สวรรค์สั่นไหวเล็กน้อยราวกับตอบรับเสียงผู้คน หลี่หานเหวินก้มศีรษะตอบรับด้วยรอยยิ้มสงบ ใจเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น พลังปราณภายในร่างเขาเติบโตขึ้น บัดนี้เขาคือเซียนระดับ 3 ก่อปราณเทียบเท่าอาจารย์และผู้อาวุโสแล้ว ไม่ใช่เด็กหัดร่ายรำกระี่อีกต่อไป
สัญญาณแห่งความกล้าหาญและความรับผิดชอบผสานกันเป็นพลังที่จะนำเขาไปสู่ สำนักอวิ่นหลิ๋น เพื่อช่วยอวี้เฟิงจากอันตรายที่รออยู่
.....สำนักอวิ๋นหลินตามที่อวี้ปิงบอกนั้นจะว่าอยู่ไกลก็ไม่ไกล จะว่าอยู่ใกล้ก็ไม่ใกล้ คือต้องเดินอ้อมหุบเขาอสูรทมิฬทำให้ใช้เวลาเดินทางนานเอาเรื่อง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเดินตรงตัดผ่านหุบเขานี้ เพราะที่นี่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรตั้งแต่อ่อนปวกเปียก ไปจนถึงสัตว์อสูรระดับสูง แถม....มีเรื่องเล่าว่าราชาสัตว์อสูรพันปีเจ้าหุบเขา ตัวใหญ่ปีกสีแดงเพลิง มันเคยใช้ปีกพัดลมพายุจนกองทัพทหารที่บังอาจล่วงล้ำเข้าไปในภูเขาจะกระเด็นปลิวขึ้นฟ้าไปหลายลี้ทั้งกองมาแล้ว
แต่....ท่านเซียนหมูย่าง ไม่สิ อวี้เฟิง ไม่! เฟิง! ข้าจะช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว เจ้าต้องไม่เป็นอะไร ข้าต้องรีบไปให้เร็วที่สุด
หลี่หานเหวินเขาไม่คิดอะไรมากเลย เขาก้าวเดินเข้าไปในหุบเขาอสูรทมิฬอย่างรีบร้อน
หมอกดำหนาทึบลอยวนปกคลุมทั่วหุบเขา ราวกับผืนฟ้าที่นี่ถูกคำสาปแช่ง กลิ่นคาวเลือดและกำมะถันอบอวลในอากาศ ทุกย่างก้าวของหลี่หานเหวินเต็มไปด้วยแรงกดดันคล้ายมีดแทงเข้าอก เขารู้สึกได้ว่าภูมิภาคนี้มิใช่ที่ซึ่งมนุษย์ควรเหยียบย่างเข้ามา
หานเหวินก้าวเดินด้วยสายตาแน่วแน่ ด้านหลังสะพายกระบี่สวรรค์ตระกูลอวี้ที่ส่องประกายเย็นเฉียบ ตัดกับบรรยากาศอันมืดดำของหุบเขา
ทันใดนั้น เงามหึมาพุ่งทะยานจากกองหมอก!
มันคือ อสูรเสือตัวใหญ่ขนสีดำแวววาว ดวงตาแดงฉานดุจเปลวเพลิงนรก ปีกหนังสีคล้ำกางออกพร้อมพ่นควันพิษจากลำคอ
มันคำรามกึกก้องจนพื้นหินสั่นสะเทือน ก่อนจะพุ่งลงมาโจมตีหานเหวินด้วยกรงเล็บแหลมคม
หานเหวินชักกระบี่จากด้านหลัง เสียงโลหะสะท้อนดังกังวานกลางหุบเขา
“ใจนิ่งกระบี่คม ใจสั่นกระบี่ทื่อ”
เขาตั้งสมาธิในชั่วพริบตา ก่อนจะเหินตัวขึ้นด้วยวิชาก้าวเมฆา ฟันกระบี่ตัดอากาศเป็นเส้นแสงเงิน พุ่งเข้าหยุดกรงเล็บของเสือปีกนิลอย่างจัง แรงปะทะมหาศาลสะเทือนจนหินแตกกระจาย
อสูรเสือโกรธเกรี้ยว กางปีกตวัดก่อพายุหมอกพิษพุ่งใส่ แต่หานเหวินหลับตาทำสมาธิใช้วิชากระบี่ที่ร่ำเรียนมา
ร่างเขาหายวับ!เหลือเพียงเงากระบี่หลายสายพุ่งตัดคลื่นหมอกจนขาดสะบั้น
หานเหวินไม่ได้ฟาดฟันใส่ร่างของมันตรง ๆ เขาช่องโหว่ตรงโคนปีก จึงฟาดกระบี่ตัดหินด้านข้างแทน เศษหินถล่มทับร่างเสือปีกนิล ทำให้มันล้มลงคำรามดิ้น แต่ไม่ได้บาดเจ็บถึงชีวิต
หานเหวินยืนหอบเล็กน้อย จ้องมันด้วยแววตาแน่วแน่ เขาเลือก ปล่อยให้อสูรทมิฬมีชีวิต เขายืนมองหน้ามัน
“ขออภัยที่รบกวนพวกเจ้า แต่ข้าต้องรีบไปช่วยคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตข้า เจ้าไปเถอะ"
เสือปีกนิลมองเขาแล้วยอมพับปีกถอยกลับเข้าสู่ห้วงหมอกมืดไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและกลิ่นกำมะถันอันหน่วงหนัก
.....หานเหวินมีเมตตากว่าที่ใครๆคิด หลังจากนั้นเขาเจอสัตว์อสูรอีกหลายตัว เช่นหมีอสูรเขาก็แค่ฟาดให้มันกระเด็นไป เขายังอุ้มลูกๆหมีมาหาแม่หมีอสูรแล้วบอกว่า "เจ้ามีลูกที่ทั้งรักทั้งห่วง ข้าก็มีคนที่ข้าห่วงเป็นที่สุดเช่นกัน" หานเหวินทำแบบนี้ตลอดที่เขาก้าวเดินเข้าหุบเขาอสูรสมิฬนี้
เขาเดินมาจนถึงกลางหุบเขาอสูรทมิฬ ความมืดทมิฬหนาทึบยังคงห่อหุ้ม บรรยากาศหนักอึ้งดุจโลกถูกกดด้วยภูเขาหินพันชั้น เสียงลมที่พัดลอดผ่านร่องหินกรีดร้องคล้ายเสียงคร่ำครวญของดวงวิญญาณผู้ตาย กลิ่นกำมะถันคละคลุ้งเข้าจมูกจนแทบหายใจไม่ออก
แต่แล้ว...ท้องฟ้าที่เคยหม่นมืดก็สั่นสะเทือน สีแดงเพลิงค่อย ๆ แทรกทะลุหมอกดำเหมือนเปลวไฟทะลายผืนฟ้า เสียงร้องแหลมกังวานสะท้อนก้องหุบเขา ราวกับเสียงพิณสวรรค์ที่แทงทะลุถึงจิตวิญญาณ
เปลวเพลิงรูปร่างเป็นขนนกนับร้อย ค่อย ๆ ปรากฎให้เห็นจากเนินหิน ทุกเส้นลุกโชนแต่กลับอบอุ่นประหลาด ไม่เผาผลาญดินหญ้า ทว่าทำให้หมอกดำสลายไปช้า ๆ เหมือนถูกชำระล้าง
พญาหงส์เพลิง!
นกศักดิ์สิทธิ์ร่างยักษ์ กางปีกยาวราวภูผาสองฟาก ลำตัวประดับด้วยเกล็ดเพลิงสลับขนนกทองแดง ทุกครั้งที่กระพือปีก เปลวเพลิงสีทองแดงกับสีแดงสดประสานกันดั่งมหาสมุทรไฟ ดวงตาสองข้างสว่างราวดวงอาทิตย์คู่บนฟากฟ้า
แผ่นดินสั่นสะเทือนด้วยแรงปราณวิญญาณของมัน บรรดาสัตว์อสูรทั้งเล็กใหญ่ในหุบเขาพากันก้มหมอบกับพื้น คล้ายถูกกดทับด้วยอำนาจแห่งเทพเจ้า
หลี่หานเหวินเงยหน้ามอง ร่างกายเขาสะท้านด้วยความร้อนและพลังอำนาจที่ถาโถมลงมา กระนั้นในส่วนลึกของจิตใจ เขากลับสัมผัสได้ถึง ความสง่างามอันศักดิ์สิทธิ์ มิใช่เพียงความน่าหวาดกลัว
"เจ้าบาดเจ็บใช่ไหม?"
"มิเช่นนั้นเจ้าคงปรากฏบนท้องฟ้า ไม่ใช่เนินหินแบบนี้"
พญาหงส์เพลิงตกใจ เขารู้เรื่องที่มันบาดเจ็บจนบินไม่ได้ ทั้งๆที่พยายามขู่ให้หวาดกลัวแล้วแท้ๆ
ชายผู้นี้ช่างสังเกตุจริง และข้าก็ฝ้ามองเขาว่าตลอดทางเขาไม่ฆ่าสัตว์อสูรตัวใดเลย
พญาหงส์เพลิงตัดสินใจกล่าวเป็นภาษามนุษย์ออกไป
"เจ้ามนุษย์! เจ้าเข้ามาหุบเขาของข้าทำไม?"
"เพราะมันเป็นทางลัดไปสำนักที่แดนใต้ ต้องต้องรีบไปช่วยคนสำคัญของข้า"
พญาหงส์เพลิงมองหน้าหานเหวิน มันเห็นแววตาที่มุ่งมั่นของเขา
แล้วก็เหลือบไปเห็นกระบี่ไม่ไผ่ของเล่นที่หลี่หานเหวินเหน็บไว้ข้างเอว แล้วมันก็ตาลุกวาว
"กระบี่ของเซียนฉิงเสวีย!!!" พญาหงส์ตกใจอุทานออกมา
หานเหวินทำหน้างง เขาจับกระบี่สวรรค์ตระกูลอวี้ขึ้นมา และเพ่งพิจารณา
พญาหงส์รีบกลับมาตั้งสติ
"เจ้าชื่อว่าอะไร?"
ข้าคือ "หลี่หานเหวิน"
"แซ่หลี่!!! เจ้าคือลูกหลานของหลี่มู่!" พญาหงส์คราวนี้อุทานแบบไม่ปิดบังอะไรแล้ว
"หลี่มู่??" หลี่หานเหวินทำหน้าสงสัย เขาคือใคร? ทำไมเขาแซ่หลี่เหมือนข้า
"จ...เจ้าไปเลย" พญาหงส์เพลิงทำท่าตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด
หานเหวินทำหน้างงๆ แต่เค้าก็คำนับขอบคุณ แล้วเดินไปข้างหน้า
แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดขึ้นได้จึงหันหลังกลับมา
"ท่านเจ้าหุบเขา ข้ามีรากมังกรวารีในกระเป๋าพอดี บางทีมันอาจช่วยรักษาปีกของท่านได้"
"รากมังกรวารี!!!" นั่นสมุนไพรเซียนระดับ 5 สูงสุดเลยนะ เจ้าหนุ่มคนนี้มันไปเอามาจากไหน แล้วมันใจดียกให้ข้าฟรีๆเลยหรือ ทำไมมันใจดีขนาดนี้!
หานเหวินมองหญาหงส์แล้วหัวเราะเบา "แหะๆ ท่านไม่ต้องกังวลข้ามี 2 อัน มันเกินความจำเป็นพอดี"
แล้วหานเหวินก็หยิบรากมังกรวารีออกมาจากกระเป๋ายื่นให้พญาหงส์ๆก็ใช้ปราณลมพักรากมังกรวารีมาที่ตนเอง
พญาหงส์เพลิงกางปีกที่บาดเจ็บ โน้มร่างลงใช้จะงอยปากคาบรากนั้นขึ้นมา ขณะเดียวกันเสียงสวดทำนองโบราณดังก้อง คล้ายบทเพลงฟ้าและดินประสานกัน
เพียงมันกลืนรากมังกรวารีเข้าไป แสงสีฟ้าน้ำวนก็ไหลเวียนรอบปีก ก่อนเปลวเพลิงสีทองแดงจะประสานกับกระแสน้ำสีนิลเกิดเป็นแสงออร่าแปลกประหลาด
ไฟและน้ำมิได้ห้ำหั่น แต่กลับเกื้อกูลกัน
แผลที่ปีกค่อย ๆ สมาน เลือดเพลิงหยุดไหล ขนนกเพลิงใหม่งอกขึ้นแทนที่ แสงสว่างเจิดจ้าสะท้อนทั้งหุบเขาจนหมอกดำมลายสิ้น
จากนั้นมันกางปีกออกอีกครั้ง ร่างมหึมาพุ่งทะยานขึ้นฟ้า เปลวเพลิงแผ่ขยายราวกับอาทิตย์ใหม่กำเนิด เสียงร้องก้องกังวานราวจะปลุกทั้งสวรรค์และพิภพให้ตื่นขึ้นมา
หลี่หานเหวินที่ยืนอยู่ด้านล่าง สายตาจับจ้องภาพยิ่งใหญ่เบื้องหน้า พลันรู้สึกได้ว่านี่คือการบรรลุธรรมหนึ่งบทเรียน
“ไฟที่แท้ ไม่ได้เผาผลาญเพียงสิ่งภายนอก แต่เผาใจให้บริสุทธิ์ จึงจะกำเนิดใหม่ได้อีกครั้ง”
"ฮ่าๆ ข้าบินได้แล้ว ข้ากลับมาบินได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว!!" พญาหงส์เพลิงดีใจสุดขีด มันบินวนพลางแสดงพลังแห่งหงส์ไฟจนสว่างไสวไปทั้งหุบเขา
"รับไว้เจ้าหนู"
แล้วสายลมจากปีกพญาหงส์เพลิงก็พัดตรงยอดภูเขาแตกกระจาย กลายเป็นตำราเก่ามากๆเล่มหนึ่งลอยออกมา พุ่งลงมาที่หน้าหานเหวิน หน้าปกเขียนไว้เป็นตัวอักษรสวยงาม
"วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์"