Chat เปลี่ยนโลก

    บทที่ 65

    ณ สถานที่แห่งหนึ่งสุดขอบเขตของจักรวาล ดาวดวงเล็กดวงน้อยส่องสว่างหวั่นไหว เพื่อเป็นการต้อนรับการตื่นขึ้นของนามธรรมตนหนึ่ง และนามธรรมตนนั้นก็คือ ทิวาราตรี พวกเธอทั้งสองคือนามธรรมของทั้งแสงสว่าง และความมืดมิด“ตัวเราได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วหรือนี่.. ครั้งนี้ท่านพ่อจะให้ข้าทำสิ่งใดอีกกัน” ตัวเธอที่เป็นตัวแทนของอะไรหลายๆสิ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของทั้งแสงสว่าง และความมืด จนแตกแขนงออกไปได้หลากหลายมุมมอง อาทิเช่นความดีกับความชั่ว ความทุกข์กับความสุข พวกเธอคือจุดแรกของการเปรียบแรก และทั้งหมดทั้งมวลในจักรวาลนี้นามธรรมคือสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ด้วยพลังของเธอ ตราบใดที่ยังมีคนพูดถึงแสงสว่าง และความมืด เธอก็จะมีพลังงานที่เอ่อล้น และตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีใครลืมตัวตนของนามธรรมอย่างเธอได้เลย ทำให้เธอสามารถที่จะกายเนื้อ และดวงจิตของตัวเองได้พระผู้สร้างหรือพระบิดาของเธอ สร้างเธอให้มาเป็นนามธรรมที่มีนามจริงๆคือ ทิวาราตรี เธอคือสิ่งเดียวกัน แต่ผู้คนที่ชอบจับเธอแยกจากกัน และหน้าที่ของเธอจริงๆแล้ว คือการก่อให้เกิดกลางวัน และกลางคืน การหมุนของดวงดาว การโคจรของดาวเคราะห์ จัดระเบียบให้ทุกอย่างสมดุลซึ่งกัน และกัน แต่เธอก็ยังมีอีกหน้าที่หนึ่ง ที่นานๆทีจะได้ทำครั้งหนึ่ง คือการปรับเปลี่ยนดวงดาวที่มันขาดสมดุลให้กับมาคงที่เธอหยิบจดหมายคำสั่งของพระบิดาขึ้นมาอ่าน โดยรูปการที่ตอนนี้คือโลลิน้อยน่ารักๆคนหนึ่งเท่านั้น แต่ใครจะไปรู้ ถ้าหากว่าเดินเจอกันที่บนถนนข้างทางว่าเธอมีพลังงานในตัวเองที่มากมายมหาศาลจริงๆ“ปรับสมดุลจักรวาล ของดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลก รายละเอียด.....” เธอค่อยๆอ่านรายละเอียดที่ได้รับมาอย่างช้าๆ ภารกิจในครั้งนี้ที่ท่านพ่อของนางให้ทำคือ การปรับสมดุลมนุษย์โลก หรือง่ายๆคือการลดประชากรของดาวโลก แถมยังไม่พอเธอยังต้องทำให้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ของโลกต่ำลงจนถึงขีดสุดอันเนื่องมาจากมนุษย์ที่ดาวดวงนี้ใช้ทรัพยากรที่มาจากธรรมชาติที่เกินพอดีไปมาก ครั้งก่อนเธอก็ได้ภารกิจของโลกนี้อยู่หลายๆต่อหลายๆครั้ง และที่ผ่านมามันทำให้เกิดสงคราม เกิดโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่ แต่มันก็ทำได้เพียงแค่ลดจำนวนประชากรเท่านั้น แต่วิทยาการของพวกเขากลับก้าวกระโดดยิ่งกว่าเดิม มันจึงทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีถูกใช้ไปตามจำนวนมาก“แล้วฉันจะทำยังไงล่ะทีนี้.. ไอ่ดาวโลกนี้มันก็ตัวปัญหาชัดๆ หัดอยู่กินกันตามธรรมชาติเหมือนพวกเผ่าตัวสีน้ำเงินขี่มังกรนั่นก็ไม่ได้...” เธอบ่นออกมาอีกหลายคำอย่างน่ารัก ภาพที่เห็นมันเหมือนกับเด็กน้อยกำลังโมโหที่ไม่ได้กินอมยิ้ม เมื่อเธอได้บ่นออกมาแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเดินทางมายังโลก“ไหนขอดูหน่อยซิ ว่าโลกใบนี้มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง” เธอไล่สำรวจไปทั่ว ผ่านทั้งทางแสงสว่าง และความความมืดที่เป็นพลังของเธอเอง เธอใช้เวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียวกับการที่จะสำรวจในครั้งนี้ แล้วเมื่อเธอพอใจกับทุกๆสิ่ง เธอก็ประมวลผลเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้รับมา จากนั้นเธอก็ยิ้มออกมาอย่างกับเจอเกมสนุกสนาน เธอพูดประโยคสุดท้าย“ลดประชากร 80 เปอร์เซ็นต์พร้อมกับทำลายล้างเทคโนโลยีที่สำคัญๆงั้นเหรอ น่าสนุกดีนี่นา ครั้งนี้คงจะต้องเล่นบทละครน้ำเน่าเสียแล้ว” เธอกล่าวเสร็จ ก็แยกร่างออกเป็นขาวกับดำ และใช้ชื่อเรียกที่แตกต่างกัน ตัวขาวชื่อทิวา ส่วยตัวสีดำชื่อราตรี จากนั้นพวกเธอทั้งสองหายไปจากอากาศธาตุ ณ กลุ่มผู้ก่อการร้ายสากล ผู้นำของพวกเขาพึ่งจะตื่นขึ้นมา เขาคือผู้นำสูงสุดของกลุ่มผู้ก่อการร้ายทั่วทั้งทุกมุมโลก ‘คาสัส’ หลังจากตื่นมานี้เขาเรียกทุกคนเข้าร่วมการประชุมในทันที แม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่ที่แห่งนี้ก็ต้องวีดิโอคอลมารายงาน และรับฟังสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไปนี้ และทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะนอกจากเขาจะเป็นผู้นำทางด้านทหารแล้ว เขายังเป็นผู้นำทางด้านวิญญาณอีกด้วย“พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างนิมิตแล้วบอกกับข้ามาว่า ท่านต้องการเห็นโลกที่ไม่มีการแบ่งแยก ไม่มีสูงหรือต่ำ ทุกๆคนจะเท่า และเทียมกัน มีศักดิ์มีศรีที่เท่ากัน... แต่พระองค์ไม่เห็นควรจะให้พวกที่เห็นต่างดำเนินต่อไป คนที่เห็นต่างต่อพระองค์คือพวกที่หลงผิด.. และพระองค์มอบหมายให้เรากำจัดพวกที่ทรยศต่อความหวังของพระองค์ หากสิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงทุกประการ... ในวันนี้หลังจากนี้จะเกิดความมืดมิดเต็มไปทั่วท้องฟ้า....”คาสัสกล่าวออกมา พร้อมกับแสงสว่างจากทั่วทุกมุมโลกห่าง และหายไปเป็นเวลามากกว่า 10 นาที มันเหมือนกับลางบอกเหตุของพระเจ้าจริงๆ คาสัสเขาไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ว่าเนรมิตที่เขาฝัน จะเกิดขึ้นจริงๆ และผู้ที่ทำอย่างนั้นได้ คงไม่ใช่ใครที่ไหนก็ทำได้ ผู้นั้นต้องเป็นพระเจ้าอย่างแน่นอน“พวกเจ้าเห็นกันแล้วใช่หรือไม่ พระองค์เลือกให้เราทำงาน เมื่อพวกเจ้าจากไปด้วยภารกิจของพระผู้เป็นเจ้า พวกเจ้าจะมีจิตวิญญาณที่เป็นนิรัน” คาสัสกล่าวออกมา และเหล่าบรรดาผู้ก่อการร้ายทั่วทุกมุมโลกต่างก็เชื่อมั่น มันไม่ใช่เพราะคำพูดของคาสัส แต่มันเป็นเพราะพลังด้านมืดของราตรีที่กำลังปลุกปั่นพวกเขาทั้งหลาย และหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นมาบ้างไม่มีใครรู้ทางด้านของนักบุญ หรือ พระสันตะปาปา เองก็เรียกประชุมเช่นกัน เหล่านักบุญทั่วทั้งโลกก็ต่างอยู่ในสายของการประชุมในครั้งนี้“พ่อมีเรื่องจะแจ้งให้พวกลูกได้รับรู้กัน เมื่อสักครู่เทพแห่งแสง นามธรรมผู้ยิ่งใหญ่ให้พ่อได้เห็นภาพที่ถูกเนรมิตขึ้นมา บัดนี้ เหล่ามารปีศาจร้ายกำลังจะขึ้นมาจากนรก แล้วสิงสู่คนที่มีจิตใจต่ำช้าให้ทำงานครอบงำโลกมนุษย์ของเรา เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่ความมืดมิดที่ทั่วโลก เนื่องจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ นามธรรมแห่งแสงได้สูญเสียพลังไปมาก จากการปิดประตูที่เชื่อมโลกมนุษย์กับแหล่งที่อยู่ของเหล่ามารร้ายเมื่อสักครู่นี้ และเศษเสี้ยวของพลังของท่านนามธรรมแห่งแสงได้มาบอกแก่พ่อ ..พวกมันกำลังจะประกาศให้โลกได้รู้ว่า..ยุคมืดได้กลับมาอีกครั้งแล้ว”เมื่อพระสันตะปาปาพูดจบ ท้องฟ้าก็มืดมิด แม้เวลานี้จะเป็นเวลากลางวันก็ตาม ไฟฟ้าทั่วทุกมุมโลกต่างก็ใช้งานไม่ได้เลย สร้างความตึงเครียดให้กับเหล่านักบุญทั้งหลาย ส่วนทางด้านของนทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝัน เขาเริ่มทำสีหน้าที่เคร่งเครียดไม่ต่างจากทุกๆคนที่สามารถรับรู้ได้“มันเริ่มแล้วซินะ... เร็วกว่ากำหนดไปมากจริงๆ” เมื่อเวลาผ่านไปสิบนาทีทุกๆอย่างก็กลับมาใช้งานได้ตามปกติ เขารีบวิดิโอคอลหาสหายของเขาบนโลกแห่งเทพทันที และพวกเขาได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันเล็กน้อย จนในที่สุดก็สามารถสรุปมาได้ว่า เหล่าเทพไม่สามารถติดต่อสาวกของพวกเขาได้ แต่จะเป็นคนของพวกเขาโดยตรงก็ตาม มันเหมือนกับว่า โลกแห่งเทพ และโลกมนุษย์ ถูกแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงแต่ก็ยังดีที่ยังมีช่องโหว่ของเหตุการณ์นี้อยู่ นั่นก็คือ ระบบไลน์นี้นี่เอง