เมื่อได้เห็นบ่อน้ำตรงหน้าจางหลงก็เข้าใจทันทีว่าทำไมมันจึงไม่ถูกทำลายทิ้ง
นั่นก็เพราะน้ำในบ่อเกิดจากตาน้ำที่ผุดขึ้นมาตามธรรมชาติน้ำในบ่อไม่มีวันเหือดแห้ง นี่จึงเป็เหตุผลว่าทำไมคนโบราณจึงไม่กลบบ่อเหล่านี้น้ำที่ผุดขึ้นมาโดยไม่มีวันหมดนั้นเหมือนกับ์ประทานมาให้ คนโบราณเชื่อถือโชคลางนอกจากจะไม่กลบบ่อแล้ว ยังรักษามันเอาไว้อย่างดีด้วยสังเกตจากการใช้หินแกร่งสกัดมาเรียงต่อกัน เพื่อขยายปากบ่อให้กว้างและแข็งแรงทนทานมากขึ้น
อย่างไรก็ตามปัญหาประการหนึ่งเกิดขึ้น เมื่อจางหลงชะโงกหน้ามองในบ่อ พบว่ามันลึกมาก แม้ปากบ่อจะกว้างใหญ่และที่ก้นบ่อมีน้ำรองรับอยู่แต่ถ้าหากผลีผลามะโลงไปย่อมหลีกเลี่ยงการาเ็ได้ยาก
โชคดีที่จางหลงมีการเตรียมการไว้ก่อนแล้วจึงสั่งให้เหยาซู่เอาบันไดเชือกออกมา บันไดนี้มีความยาวหลายจั้ง ( 1 จั้งประมาณ 10ฟุต : ผู้เขียน) เมื่อทอดบันไดลงไปแม้จะไม่ถึงก้นบ่อ แต่ก็ทำให้ระยะระหว่างปลายบันไดเชือกกับก้นบ่อเหลือไม่มาก เพียง่ตัวเดียวเท่านั้น
“ฝ่าารอก่อนผู้น้อยจะลงไปตรวจสอบดู” เหยาซู่ประสานมือแล้วพริ้วกายไต่บันไดเชือกลงไปทันทีเมื่อถึงด้านล่าง เหยาซู่ใช้ชุดไฟจุดคบไต้ขึ้นเมื่อนั้นจางหลงจึงได้เห็นว่าผนังรอบบ่อนั้นตันหมดทุกด้าน
“ฝ่าาผู้น้อยมองไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงผนังหินเท่านั้น” เหยาซู่รายงานขึ้นมาด้วยน้ำเสียงผิดหวังจางหลงกัดฟัน แต่แล้วก็คิดได้ว่า หากห้องลับสามารถถูกค้นพบได้โดยง่ายย่อมไม่ถูกเรียกว่าห้องลับแล้ว ดังนั้นมันจะต้องมีความพิศดารซ่อนอยู่เป็แน่เร็วเท่าความคิด จางหลงรีบสาวบันไดเชือกลงไปในบ่อทันที
แม้จะเต็มไปด้วยความยากลำบากเพราะความอ่อนแอของร่างกายเหี้ยนเต้แต่หลายวันมานี้ จางหลงเริ่มรับประทานอาหารบำรุงร่างกาย และออกกำลังกายด้วยการร่ายรำมวยจีนแบบที่เคยทำอยู่เสมอในชีวิตก่อน กำลังของร่างนี้ค่อยเริ่มฟื้นฟูขึ้นมาบ้างแม้จะไม่เต็มร้อย แต่ก็ทำให้เขานั้นมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้น การไต่บันเชือกแม้ทุลักทุกเลแต่ไม่นานเขาก็สามารถลงมาถึงก้นบ่อได้
เมื่อพิจารณาโดยรอบก้นบ่อถูกก่อสร้างขึ้นมาครอบทับตาน้ำที่แท้จริงอีกชั้น จึงมีพื้นที่รอบๆตาน้ำให้หยั่งเท้าได้ ตามปกติแล้วที่สำหรับยืนจะมีความกว้างไม่มากนักทว่าในบ่อแห่งนี้กลับมีพื้นที่อย่างกว้างขวางเกินความจำเป็ นั่นยิ่งทำให้จางหลงมั่นใจว่าภายใต้บ่อน้ำแห่งนี้ ซุกซ่อนสมบัติอยู่จริงๆ
“ฝ่าาผู้น้อยตรวจสอบโดยรอบแล้ว ไม่พบประตูห้องลับใดๆ ทั้งสิ้น” เหยาซู่กราบทูลมาถึงตอนนี้แล้วเขาถอดใจไปกว่าครึ่ง แต่จางหลงยังคงใช้ความคิดเขารับคบไต้จากเหยาซู่มาแล้วส่องดูตามผนังรอบๆ เพียงใช้มือััก็พบว่ามันเป็หินแกร่งอย่างแท้จริงไม่ใช่วัสดุที่สามารถใช้ทำประตูห้องลับได้เลย
หรือว่าเขาจะคาดผิด?ที่นี่ไม่ได้มีห้องลับอะไรเลย?
จางหลงกัดฟันกรอกไม่อยากเชื่อว่าคาดการณ์พลาด แต่ความจริงก็ยืนยันตัวมันเองอยู่ตรงหน้า
“ฝ่าาหรือว่า...หรือว่าเื่ราวในตำราแผ่นหนังจะเป็เื่โกหก?” เหยาซู่ถามอย่างท้อแท้หากเื่ทั้งหมดเป็แค่คำลวงั้แ่แรกย่อมหมายความว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า
จางหลงเองก็ไม่มีคำจะพูดแล้วเขาทรุดกายลงที่ปากบ่ออย่างท้อแท้ คร่ำครวญในใจว่า “์ ท่านส่งข้ากลับมามิใช่เพื่อให้โอกาสอีกครั้ง?ท่านคิดจะเล่นสนุกกับข้า?”
มือสองข้างกำหมัดแน่นคิดหมายจะต่อยลงพื้นเพื่อระบายความโกรธและความผิดหวังทันใดนั้นสายตามองเห็นบางอย่างที่อยู่ใต้น้ำเป็เงาทะมึน จางหลงฉุกใจคิดรีบคว้าเอาคบไต้เข้ามาส่องดู
ที่แท้สิ่งที่เห็นอยู่ใต้น้ำเป็โซ่เหล็กขนาดใหญ่สนิมเขรอะซึ่งทอดยาวจากผิวน้ำสู่ความลึกไร้ประมาณที่เบื้องล่าง จางหลงรีบชี้แล้วบอกเหยาซู่ว่า
“เหยาซู่เบื้องล่างมีโซ่ เ้าลองดึงมันขึ้นมาเร็ว!”
เหยาซู่ที่สังเกตเห็นโซ่เช่นกันรีบจุ่มมือลงไปในน้ำเย็นเฉียบ แล้วดึงสายโซ่สนิทเขรอะนั้นขึ้นมามิคาดเพียงออกแรงดึงเท่านั้น สายโซ่ก็ยิ่งจมหายลงไปที่ก้นบ่อแรงฉุดนั้นมากจนแทบดึงร่างของเหยาซู่ให้จมหายลงไปด้วยโชคดีที่ขันทีสนองพระโอษฐ์รีบปล่อยมือแล้วถีบร่างห่างออกมาได้ทัน
เมื่อโซ่เคลื่อนไหวจนสุดสายสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ผนังหินทิศประจิมค่อยๆเลื่อนตัวเปิดออกช้า พร้อมๆ กับน้ำที่อยู่ในบ่อแห้งเหือดไปทีละนิดๆ จางหลงกระจ่างวูบที่แท้ประตูกลถูกซ่อนไว้อย่างแยบยลด้วยระบบลิ่มคล้ายที่ใช้กันในการก่อสร้างปีระมิดโบราณโดยการใช้น้ำพยุงน้ำหนักของหินเอาไว้ เบื้องล่างจะต้องมีกลไกสำหรับระบายน้ำออกจากบ่อเมื่อน้ำถูกปล่อยออกไปหมดสิ้น ผนังหินที่ไม่มีน้ำหนักของน้ำพยุงไว้แล้วย่อมเลื่อนเปิดออกนับว่าผู้ออกแบบก่อสร้างห้องลับมีความชาญฉลาดอย่างแท้จริงที่สามารถออกแบบกลไกอันซับซ้อนเช่นนี้ขึ้นมาได้
และนี่นับว่าเป็สิ่งยืนยันว่าผู้ที่ก่อสร้างมันจะต้องมีกำลังทรัพย์กำลังคนอย่างล้นเหลือ หาไม่แล้วจะมิสามารถเจาะหินในบ่อได้ขนาดนี้เป็แน่ซึ่งผู้ที่มีอำนาจสั่งการขนาดนั้นหากไม่ใช่คนระดับฮ่องเต้แล้วจะเป็ผู้ใด?
“ฝ่าา์เปิดทางแล้ว!” เหยาซู่อุทานอย่างดีใจความหวังที่ดับวูบไปถูกปลุกให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่ จางหลงเองก็ตื่นเต้นอย่างมาก เมื่อประตูหินเปิดออกมีโพรงขนาดใหญ่อยู่เื้ั ก้นโพรงนั้นมีประตูไม้บานหนึ่ง นั่นย่อมต้องเป็ห้องเก็บสมบัติแล้ว
เหยาซู่ตื่นตัวอย่างรวดเร็วเขาขยับตัวหมายพุ่งไปที่ประตูทันที ทว่าจางหลงดึงชายเสื้อเอาไว้ กล่าวว่า “ระวัง!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเอง ลูกดอกนับสิบๆพุ่งออกมาจากผนังทั้งสองข้าง โชคดีที่เหยาซู่ถูกฉุดเอาไว้หาไม่แล้วร่างของเขาคงจะพรุนเป็เม่นไปแล้ว
ขันทีสนองพระโอษฐ์ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบรู้สึกเหมือนเดินผ่านประตูนรกมารอบหนึ่ง
“กับดักหน้าไม้”จางหลงกล่าวพร้อมกับส่องไต้ในมือเข้าไปในโพรง อย่างที่คิด มีหน้าไม้กลไกหลายสิบตัวเรียงรายอยู่ด้านข้างเป็เื่ยากที่จะมองเห็นจากด้านนอกโพรง แม้จะมีคบไฟในมืออยู่ก็ตาม ที่เป็เช่นนั้นก็เพราะว่าเหลี่ยมมุมช่วยบังไม่ให้คนที่ยืนอยู่ด้านนอกสามารถมองเห็นกับดักกลไกได้โดยง่าย
“เอาล่ะไปกันเถอะ” จางหลงกล่าวขึ้น เมื่อส่องไฟดูโดยรอบแล้วพบว่าปลอดภัยทั้งสองก้าวเท้ายาวๆ มาหยุดยืนที่หน้าประตูห้องลับจางหลังไม่พูดอะไรเพียงถอยห่างออกมาเล็กน้อย ก่อนที่เหยาซู่จะใช้ไหล่กระแทกประตูอย่างแรงประตูไม้ไม่ค่อยแข็งแรงมากนักบางทีอาจเป็เพราะมันผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปีแล้วก็เป็ได้ดังนั้นเพียงออกแรงกระแทกสองสามครั้ง บานประตูก็เปิดอ้าออก
ข้างในห้องลับมีพื้นที่ไม่มากนักแต่มันเพียงพอสำหรับการเก็บหีบสมบัตินับสิบหีบเหยาซู่ปราดเข้าไปใช้เปิดหีบใบหนึ่งออก แล้วอุทานออกมาด้วยความตื่นตะลึง ภายในบรรจุเงินแท่งบริสุทธิ์จนเต็มหีบในขณะที่จางหลงเดินไปเปิดที่หีบใบหนึ่ง กลับพบเป็เครื่องประดับที่ทำจากทองคำและอัญมณีมากมาย
ที่แท้นอกจากสมบัติที่กวาดต้อนมาจากนอกด่านดูเหมือนฮั่นอู่ตี้จะเพิ่มสมบัติในท้องพระคลังของพระองค์ลงไปด้วยควรทราบว่าฮ่องเต้พระองค์นี้นับว่าเป็จักรพรรดิที่ร่ำรวยที่สุดในราชวงศ์ฮั่นตะวันตกนอกจากการใช้วิธีทำศึกเพื่อกวาดต้อนทรัพย์สมบัติแล้ว พระองค์ยังทรงผูกขาดการค้าสำคัญอย่างเกลือโลหะ และเหล้า รวมถึงการค้าขายเครื่องบรรณาการทำให้พระองค์สามารถใช้ชีวิตได้อย่างหรูหราตลอดรัชกาลอันยาวนานของพระองค์
ทั้งสองช่วยกันตรวจสอบสมบัติในหีบเงินแท่งบริสุทธิ์ซึ่งสมัยนั้นมีค่าสูงไม่ต่างอะไรกับทองคำเพราะใช้เป็วัสดุสำคัญในการหลอมเป็เหรียญหวู่จู้ซึ่งเป็เงินเหรียญที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในราชวงศ์ฮั่นตะวันออกนอกจากนั้นบางหีบยังมีทองคำแท่งจำนวนหนึ่ง อัญมณี เครื่องหยกน้ำงามอีกมากมาย
จางหลงเดินไปที่หีบใบหนึ่งที่ตั้งตรงมุมด้านซ้ายมือแต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ก็ถึงกับตะลึงลาน
ในซอกระหว่างหีบใบนั้นกับผนังห้องปรากฏเป็โครงกระดูกในชุดเกราะสมัยราชวงศ์ฮั่นยุคกลางร่างหนึ่งกึ่งนั่นกึ่งนอนอยู่ตรงนั้นดูเหมือนมันจะนอนอยู่ตรงนั้นมาเนิ่นนานแล้ว เพราะโครงกระดูกดูเก่าและมีใยแมงมุมเกาะเต็มไปหมดดูจากสภาพโครงกระดูกแล้วเหมือนจะถูกผู้คนสังหาร เพราะมีลูกเกาทัณฑ์ปักเต็มหน้าอกไปหมดในมือข้างขวาของโครงกระดูก กุมกระบี่เล่มหนึ่งไว้แน่น
“คนผู้นี้เป็ใครเหตุใดจึงเข้ามาตายในนี้?” เหยาซู่พึมพำออกมาอย่างงุนงง ในขณะที่จางหลงนั่งพิจารณาอย่างละเอียดพบว่าท่าทางการตายของโครงกระดูกแปลกพิกลนักคนผู้หนึ่งหากถูกเกาทัณฑ์เสียชีวิตทันทีย่อมไม่สามารถลากร่างมาพิงผนังตายได้คาดว่าคงถูกเกาทัณฑ์รับาเ็ จากนั้นลากร่างที่ลมหายใจรวยรินมาตายตรงจุดนี้
“ฝ่าาดูนี่” เหยาซู่ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อเกราะโครงกระดูกแล้วล้วงเอาอะไรบางอย่างออกมา ปรากฏว่าเป็แผ่นหนังสัตว์เก่าคร่ำคร่าขนาดสองฝ่ามือจางหลงรับมากางออกดูก็เห็นว่าสิ่งที่เขียนบนแผ่นหนัง เป็แผนผังของเมืองขนาดใหญ่มีลายมือเขียนกำกับที่ด้านล่างว่า “เตียงฮัน(ฉางอัน)”
“แผนผัง?” จางหลงขมวดคิ้ว ปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดได้ในทันที “อาจบางทีเ้าของโครงกระดูกเป็โจรปล้นสุสานที่อาจบังเอิญล่วงรู้ความลับของฮั่นอู่ตี้ จึงเสี่ยงชีวิตเข้ามาค้นหาทรัพย์สมบัติ สุดท้ายพลาดท่าถูกเกาทัณฑ์ยิงจนปรุเป็เม่นต้องตายอย่างอนาถ แผ่นหนังในมือคงเป็ลายแทงอะไรสักอย่างไม่แน่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับขุมทรัพย์แห่งต่อไปก็เป็ได้”
“ฝ่าาถ้าหากเป็เช่นนั้น เหตุใดกลไกกับดักยังทำงานอยู่?” เหยาซู่มีสีหน้างุนงงกลไกกับดักหากใช้แล้วครั้งหนึ่งย่อมเสื่อมอานุภาพลงควรทราบว่ากับดักเป็หน้าไม้ยุคต้นราชวงศ์ฮั่น เพียงยิงได้ครั้งเดียวเท่านั้น
“เ้าสังเกตให้ดีที่ปักอยู่บนโครงกระดูกเป็ลูกเกาทัณฑ์มีขนาดยาวกว่าลูกหน้าไม้ข้าคิดว่าโจรปล้นสุสานคงไม่ได้มากันลำพังเมื่อเห็นทรัพย์สมบัติมากมายขนาดนี้อาจเข่นฆ่ากันเพื่อฮุบไว้คนเดียวอาจบางทีโครงกระดูกนี้สู้อีกฝ่ายไม่ได้ เลยหนีมาหลบในห้อง กระทั่งกลไกห้องลับทำงานประตูจึงปิดเลื่อนตาย”
“แล้วแผนที่นั่นล่ะพะย่ะค่ะ?”เหยาซู่ชี้ไปที่แผ่นหนังในมือจางหลง ฮ่องเต้น้อยส่ายหัวแล้วกล่าวว่า
“นี่ย่อมเป็เบาะแสขุมทรัพย์แต่ชั่วขณะยังมองไม่เห็นความพิศดาร นี่ย่อมต้องเก็บไว้ดูภายหลังแล้ว”กล่าวจบยัดแผ่นหนังลงไปในอกเสื้อ
จางหลงหยิบกระบี่ออกมาจากมือของโครงกระดูกพิจารณาอย่างละเอียด มันเป็กระบี่ดูแปลกไปจากรูปแบบสมัยนิยมขณะนั้นควรทราบว่ากระบี่ยุคปลายราชวงศ์ฮั่นใบจะตรง ไม่ค่อยมีลวดลายอะไรมากนักแต่กระบี่เล่มนี้ใบแคบ แม้คมจะตรงแต่บนใบดาบมีร่องคัดเืที่ทำเป็ลวดลายคดเคี้ยวคล้ายงูกำลังเลื้อยส่ายแต่มีสีแดงจางๆ ราวกับโลหิต จางหลงเอาไฟส่องดูใกล้ๆ ก็พบตัวอักษรสลักบนใบกระบี่ว่า“หยูฉาง”
“กระบี่หยูฉาง?”จางหลงอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ เขารู้จักกระบี่เล่มนี้เป็อย่างดีเลยทีเดียว นี่เป็กระบี่1 ใน 10 ศัตราวุธสุดยอดของจีนที่เล่าขานกันมาแต่โบราณคนรุ่นหลังจะรู้จักมันในชื่อกระบี่ไส้ปลา
“ฝ่าานี่นับว่าเป็สุดยอดกระบี่” เหยาซู่ที่สังเกตเห็นความพิศดารเช่นกันกล่าวอย่างตื่นเต้น “กระบี่หยูฉางนี้ตำนานกล่าวว่าจวนจูใช้มันลอบสังหารหวังเหลียวเ้าแคว้นอู๋ในสมัยชุนชิว โดยจวนจูซ่อนกระบี่ไว้ในท้องปลาที่หวังเหลียวชื่นชอบรับประทานท้ายที่สุดสามารถสังหารหวังเหลียวลงได้นับว่าเป็กระบี่คมกล้าสามารถตัดเหล็กได้ราวกับตัดหยวก โบราณกล่าวว่ามันถูกหลอมสร้างจากเหล็กอุกกาบาศจึงมีความคมกล้ามากกว่ากระบี่ทั่วไป”
จางหลงกวัดแกว่งกระบี่ด้วยความพึงพอใจเพียงขยับมือเบาๆ ประกายกระบี่ก็พริ้วไหวไปมา ส่งเสียวหวีดหวิวดูน่าหวาดเสียวแต่ก็เป็เครื่องยืนยันว่านี่เป็สุดยอดกระบี่ที่แท้จริง
มีเพียงศัตราวุธชั้นสุดยอดเท่านั้นที่สามารถตัดอากาศจนเกิดเสียงเช่นนี้ได้
จางหลงเหน็บกระบี่หยูฉางไว้ที่ข้างเอวหันไปกล่าวกับเหยาซู่ว่า “เวลาไม่เช้าแล้ว รีบเก็บเอาสมบัติบางส่วนออกไป จากนั้นค่อยหาทางลงมาเอาส่วนที่เหลือดีกว่าก่อนที่จะมีใครรู้ว่าเราหายไป”
“พะย่ะค่ะ”เหยาซู่ประสานมือรับคำ แล้วหยิบอัญมณีน้ำงามใส่ถุงผ้าที่เตรียมมา แต่เพียงอึดใจเดียวเท่านั้นสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น....ก้อนหินปากโพรงค่อยๆเลื่อนตัวปิดเข้าหากันอย่างช้าๆ
จางหลงรู้สึกถึงความผิดปกติพอหันไปมองก็ใขีดสุด ะโว่า “แย่แล้ว ประตูหินมีกลไก รีบออกไปเร็ว!”
ทั้งสองรีบพุ่งตัวไปที่ปากโพรงแต่ระยะที่ห่างกันมากพอสมควรระหว่างห้องลับกับปากโพรง กว่าที่จางหลงและเหยาซู่วิ่งไปถึงหินก็เลื่อนปิดเข้าหากันอย่างสนิทแล้ว
“นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีกลไกลับอีกชั้นหนึ่งสมบัติลับฮั่นอู่ตี้ นับว่าประมาทไม่ได้เลยจริงๆ” จางหลงถอนหายใจออกมา ปะติดปะต่อเื่ราวได้ทั้งหมดดูท่าโครงกระดูกที่พบในห้องลับน่าจะหนีศัตรูจากภายนอกเข้ามาและถูกกลไกปิดตายจนออกไปไม่ได้ สุดท้ายเสียชีวิตจากการาเ็สาหัส
“ฝ่าาจะทำอย่างไรดีพะย่ะค่ะ?” เหยาซู่เริ่มลนลาน ตอนนี้เท่ากับว่าทั้งคู่ถูกขังให้ติดอยู่ในห้องปิดตายไร้ทางออกกลไกการเปิดปิดของโพรงหิน คือสายโซ่ที่อยู่ด้านนอก ซึ่งไม่สามารถถูกใช้งานได้จากด้านในโพรงหินเมื่อไม่สามารถเปิดกลไกได้ หินก็จะไม่เลื่อนเปิดออกอีกครั้ง ผู้ที่ถูกติดอยู่ด้านในห้องจะถูกขังตายไว้ด้านใน
“ใจเย็นๆก่อน” จางหลงกล่าวขณะที่เค้นสมองคิด มองไปที่โครงกระดูแล้วกล่าวว่า“ตามปกติแล้วเมื่ออยู่ให้ห้องที่อับ ไร้อากาศถ่ายเทมักจะเกิดความรู้สึกหายใจไม่ออก แต่ในตอนนี้เรายังสามารถหายใจได้สะดวกอยู่ อีกทั้งคบไต้ก็ยังไม่ดับลงลองหาดูให้ดีเถอะ ไม่แน่ว่าอาจจะมีช่องให้อากาศสามารถเข้ามาได้”
“พะย่ะค่ะ”ขันทีสนองพระโอษฐ์รับคำ แล้วรีบสำรวจตามจุดต่างๆ ของห้องทันที ชั่วเวลาไม่นานมากนักเหยาซู่ก็ร้องบอกมาว่า “ฝ่าา ดูเหมือนผนังด้านนี้จะมีรอยแตก”
จางหลงรีบปราดเข้าไปทันทีจุดที่เหยาซู่ชี้บอก เป็โพรงหินแตกขนาดเล็กที่สามารถสอดแขนเข้าไปได้เท่านั้นเหมือนเป็ทางออกสำหรับสัตว์ขนาดเล็กเช่นหนูหรืองู เหยาซู่เอาไฟส่องแล้วล้วงมือเข้าไปก่อนะโออกมาอย่างตื่นเต้นว่า
“ฝ่าาผู้น้อยรู้สึกว่าอีกด้านไม่ได้ทึบตัน อีกทั้งมีแค่ชั้นหินบางๆ ที่ปางโพรงเท่านั้นลึกเข้าไปกลับเป็ชั้นดินร่วน”
“เช่นนั้นก็เบิกโพรงนี้ออกเถอะอากาศจะต้องเข้ามาจากทางนี้แน่นอน” จางหลงกล่าวพร้อมกับชักกระบี่หยูฉางออกมายื่นส่งให้กับเหยาซู่ ขันทีสนองพระโอษฐ์รับกระบี่ไป แล้วขุดเบิกปากโพรงให้กว้างขึ้นความคมกล้าของกระบี่ไส้ปลา ทำให้เหยาซู่สามารถขุดชั้นหินบางๆที่ปากโพรงออกได้ง่ายๆ แต่เมื่อคมกระบี่แหวกเข้าไปอีกครั้งสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ห้องทั้งห้องเกิดการสั่นะเือย่างรุนแรงที่แท้แรงขุดส่งผลทำให้ชั้นดินร่วนถล่มออกไป เมื่อไม่มีชั้นดินรับน้ำหนัก หินบางๆซึ่งเป็ผนังห้องลับด้านนั้นก็บิแตก ร่างของจางหลงและเหยาซู่ก็พลันหล่นลงสู่ความมืดเบื้องล่างทันที
“บัดซบ!” จางหลงครางออกมาเบาๆ ระหว่างหล่นลงมา คบไต้ในมือเขาหล่นหายและดับไป ทำให้บัดนี้รอบกายเต็มไปด้วยความมืดแต่เพียงไม่นานสายตาก็สามารถปรับจนมองเห็นในความมืดได้อย่างเลือนราง เขาจึงค่อยๆควานหาคบไต้ ที่หล่นอยู่ไม่ไกล ขึ้นมาจุดอีกครั้งเมื่อไฟสว่างขึ้นก็มองเห็นเหยาซู่ที่กำลังคลำทางเข้ามาหาเช่นกัน
เมื่อพิจารณาโดยรอบจางหลงก็เข้าใจทันที
ที่แท้ใต้ชั้นหินก็มีโพรงอยู่ก่อนแล้วเมื่อเหยาซู่ใช้กระบี่หยูฉางทำลายผนังหิน ดินที่อ่อนร่วนเกิดการทรุดตัวถล่มลงอย่างฉับพลันจึงพาร่างของทั้งจางหลงและเหยาซู่หล่นลงมาสู่อุโมงค์ใต้ดินอีกชั้น
“ฝ่าาปลอดภัยดีหรือไม่พะย่ะค่ะ?” เหยาซู่หน้าตาตื่นวิ่งเข้ามากระบี่หยูฉางยังคงอยู่ในมือเขา
“ข้าไม่เป็ไร”จางหลงโบกมือเบาๆ ขณะกวาดสายตามองไปรอบๆ อุโมงค์ที่เห็นนี้ไม่ได้มีขนาดเล็กเลย มันใหญ่พอที่จะทำให้คน3-4 คนเดินเรียงแถวหน้ากระดานได้อย่างสบายๆ คำถามก็คือ อุโมงค์สายนี้ทอดยาวออกไปสู่ที่ไหนกันแน่?
“ฝ่าา...นี่คือ?”เหยาซู่มีสีหน้าไม่สู้ดี แรงกระแทกระหว่างการหล่นลงมาทำให้เขาเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว
“น่าจะเป็อุโมงค์ที่คนสมัยก่อนขุดเอาไว้อาจใช้เป็ทางลับในการหลบหนี หรือบางทีอาจจะเป็แค่อุโมงค์ทำเหมืองก็เป็ได้” จางหลงกล่าวอย่างครุ่นคิดมองกลับขึ้นไปห้องลับ้า ก็เห็นว่าอยู่สูงกว่าไม่มากนัก จึงกล่าวว่า “แต่ไม่ว่าจะเป็อุโมงค์แบบไหนมันย่อมมีทางออก ปัญหาก็คือทางออกจะอยู่ด้านไหน ?”
“ฝ่าาผู้น้อยคิดว่าน่าจะเป็ทางด้านนี้” เหยาซู่ชี้ไปทางซ้ายมือ ให้เหตุผลว่า“สังเกตจากคบไต้ เปลวไฟเอนเอียงไปทางด้านนี้แสดงว่าย่อมมีอากาศมากกว่าอีกทางหนึ่ง”
จางหลงพยักหน้าที่เหยาซู่กล่าวมานับว่าเป็หลักวิทยาศาสตร์พอดีควรทราบว่าเปลวไฟจะลุกไหม้ได้เพราะอ็อกซิเจน เมื่อเปลวไฟเอียงไปทางหนึ่งแปลว่าทางนั้นมีอ็อกซิเจนมากกว่าอีกทาง
อย่างรวดเร็วทั้งสองคนรีบคลำทางเดินไปทางนั้นทันที....
“มีอะไร?”ลิยูที่กำลังอ่านม้วนหนังสือไม้ไผ่เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งโผล่เข้ามาในห้อง
“เรียนนายท่านคนของเรารายงานจากในวังว่า บัดนี้ฝ่าาหายตัวไปขอรับ”คนของลิยูรายงานด้วยน้ำเสียงที่แตกตื่นลิยูที่กำลังจะตวาดว่าหากไม่ใช่เื่สำคัญถึงกับตาลุกโพลงถามกลับด้วยน้ำเสียงเครียดเคร่งว่า
“หมายความว่าอย่างไรที่ว่าหายไป?”
“เรียนนายท่าน ตามปกติแล้วนางกำนัลจะต้องเอาของว่างไปให้ฝ่าาหลังเสวยมื้อค่ำแต่วันนี้กลับไม่พบฝ่าาในตำหนัก ตอนนี้เหล่าขันทีและนางกำนัลกำลังตามหาตัวฝ่าากันอยู่ขอรับ”
“เกิดเื่เช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร?”ลิยูขมวดคิ้ว แววตาแฝงประกายสังหารจางๆ เกิดขึ้น ตั๋งโต๊ะกำชับนักหนาว่าฮ่องเต้จะต้องอยู่ในสายตาของเขาตลอดเหี้ยนเต้เปรียบเสมือนแก้วสารพัดนึกที่ทำให้ฝ่ายตนสามารถเรียกลมฝนในนครหลวงได้อย่างอิสระหากมีอะไรเกิดขึ้นกับพระองค์อาจก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมาในภายหลังได้
ลิยูหรี่ตาลงชั่วครู่ก็กล่าวว่า “ไปเตรียมคนให้พร้อม แล้วเข้าวังไปกับข้า!”
“ฝ่าาได้ยินเสียงอะไรหรือไม่พะย่ะค่ะ?” เหยาซู่ชะงักเท้าพลางทำท่าเงี่ยหูฟังอะไรสักอย่าง ขันทีผู้นี้เคยทำงานในสำนักคุ้มภัยมาก่อน เคยเผชิญหน้ากับเหล่าโจรผู้ร้ายมานับไม่ถ้วนดังนั้นหูตาจึงว่องไวกว่าคนธรรมดาอย่างจางหลง
“ข้าไม่ได้ยินมันเป็เสียงอะไร?” ฮ่องเต้น้อยส่ายหน้าเบาๆ หลังจากเงี่ยหูฟังอยู่อึดใจหนึ่ง
“ทูลฝ่าาคล้ายกับ...คล้ายกับเสียงผู้คนพูดคุย และเสียงฝีเท้า” เหยาซู่ทำสีหน้าลังเลหันซ้ายขวาไปมาเพื่อหาต้นทางของเสียง จากนั้นครู่ใหญ่จึงพบว่าเสียงมาจาก้าศีรษะ
“หากข้าเดาไม่ผิดอุโมงค์นี้คงทอดผ่านใต้ดินตำหนักใดตำหนักหนึ่งหาไม่แล้วคงไม่ได้สามารถได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกันได้” จางหลงกล่าวอย่างครุ่นคิดเขาเริ่มสังเกตมาได้สักพักแล้วว่าทางที่เดินผ่านมานั้นมีระดับที่สูงขึ้นทุกขณะในตอนนี้มั่นใจได้แล้วกว่าแปดส่วนว่านี่น่าจะเป็ทางลับที่คนสมัยก่อนสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการหลบหนียามเกิดศึกา และประตูทางออกน่าจะอยู่ไม่ไกลมากนักเพราะตอนนี้จางหลงหายใจสะดวกขึ้นเรื่อยๆ
“ฝ่าา!” หลังจากเดินต่อมาได้พักใหญ่ๆ เหยาซู่อุทานอย่างตื่นเต้นพร้อมกับส่องคบไต้ในมือไปข้างหน้า มันเป็สุดทางเดินพอดีแต่กลับมีบันไดไม้เก่าคร่ำคร่าพาดเอาไว้
เมื่อจางหลงเงยหน้าขึ้นมอง้าก็เห็นประตูเหล็กอยู่สูงขึ้นไปราวสิบจั้ง (ประมาณ 10 ฟุต) คาดว่านั่นคงเป็ทางออกจากอุโมงค์ลับไม่ผิดพลาดแล้ว
เหยาซู่ค่อยๆปีนขึ้นไป้า ใช้กระบี่หยูฉางงัดประตูเหล็กเปิดออก จากนั้นร้องบอกว่า “ฝ่าารีบขึ้นมาเถอะ พะย่ะค่ะ ดูท่านี่จะเป็ใต้ดินของตำหนักใดตำหนักหนึ่งเป็แน่” จากการคำนวณของเหยาซู่ระยะทางระหว่างห้องลับมาจนถึงตรงนี้ไม่ห่างไกลกันมากนักน่าจะยังไม่ออกไปจากพระราชวังชั้นใน
จางหลงรีบไต่บันไดขึ้นไปเมื่อปีนป่ายไปถึง้า ก็พบว่าตนเองกับขันทีสนองพระโอษฐ์นั้นติดอยู่ในช่องว่างเล็กๆที่ดูเหมือนจะเป็ใต้ถุนของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นเสาไม้ที่ใช้ค้ำได้อย่างชัดเจนหลายต้นทว่าดูเหมือนจะไร้ซึ่งทางออก เพราะเมื่อพิจารณาโดยรอบแล้ว บริเวณนี้ถูกก่ออิฐล้อมรอบเอาไว้จนหมดทุกด้าน
“ฝ่าาจะทำอย่างไรดีพะย่ะค่ะ?” เหยาซู่ขมวดคิ้ว จริงอยู่ว่าจะต้องทลายอิฐออกไปจากจุดนี้เพียงแต่ว่าจะเลือกทลายตรงจุดไหนเท่านั้น
“เอาไฟมานี่”จางหลงฉวยเอาคบไต้จากเหยาซู่ แล้วเดินสำรวจไปรอบๆ สุดท้ายไปหยุดที่ผนังด้านหนึ่งแล้วกล่าวกับขันทีคนสนิทว่า “เ้าสังเกตผนังด้านนี้ให้ดีสีของมันดูต่างไปจากผนังด้านอื่นๆ ข้าคิดว่าตรงนี้น่าจะเคยเป็ประตูมาก่อน”
“ฝ่าาถอยไป”เหยาซู่ใช้กระบี่หยูฉางแทงลงไปบนรอยต่อระหว่างก้อนอิฐ ออกแรงงัดเต็มที่สุดท้ายพลังกระบี่ทะลวงกำแพงเป็รูโหว่ อย่างไรก็ตามอิฐก้อนที่ถูกงัดออกนั้นกลับทำให้ผนังแตกออกทั้งแถบร่างของเหยาซู่ และจางหลงที่โผเข้าไป ทะลุออกยังอีกด้านซึ่งคล้ายกับเป็ห้องเก็บฟื้นร่างของทั้งคู่พอดีชนเข้ากับกองฟืน กิ่งไม้แห้งจำนวนมหาศาลถล่มลงมาเต็มห้องทันทีเหยาซู่ต้องพลิ้วกายออกและดึงร่างของฮ่องเต้ให้หลบด้วยความใ
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าใเท่ากับว่าหลังจากนั้นเพียงชั่วอึดใจที่ บัดนี้มีทหารสิบกว่าคนกำลังวิ่งกรูกันเข้ามาด้วยท่าทางอันดุร้ายขอเพียงขยับตัวผิดท่านิดเดียว ทหารเหล่านี้จะพุ่งเข้ามาสังหารอย่างรวดเร็ว...
“ค้นจนทั่วแล้วไม่เจอขอรับ!”ทหารของลิยูประสานมือรายงาน นั่นยิ่งทำให้สีหน้าของกุนซือคู่ใจตั๋งโต๊ะยิ่งมายิ่งเครียดเขาและทหารกว่าร้อยคนใช้เวลาถึงสองชั่วยามค้นตำหนักฉีหลิน ที่ประทับของฮ่องเต้ทว่ากลับไม่พบร่องรอยอะไรเลยแม้แต่น้อย ลิยูสั่งให้กระจายกำลังกันค้นหาตำหนักข้างเคียงหลายหลังก็ยังไม่พบอีก
บัดนี้ตั๋งโต๊ะที่พำนักในเขตราชฐานชั้นในยังไม่ล่วงรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นลิยูจำเป็ต้องหาตัวฮ่องเต้น้อยให้พบก่อนฟ้าสางหาไม่แล้วมหาอุปราชรู้เื่ราวที่เกิดขึ้น เกรงว่าจะเกิดการนองเืขึ้นอีกครั้งควรทราบว่าฮ่องเต้น้อยเป็ความชอบธรรมเดียวของตั๋งโต๊ะในการรั้งอยู่ในพระนครจำเป็ต้องควบคุมพระองค์ให้ดี หากปล่อยให้หลุดไปยังเงื้อมมือของศัตรูทางการเมืองย่อมจะก่อให้เกิดความยุ่งยากมากขึ้น
ลิยูหาได้กลัวพวกที่รู้จักแต่ลอบกัดไม่ทว่าในเวลานี้สถานการณ์ล่อแหลม อ้วนเสี้ยวซึ่งอยู่เมืองปุดไฮเคลื่อนไหวปลุกปั่นกองกำลังหัวเมืองทางเหนือหากถึงเวลาต้องเผชิญหน้า ไม่มีฮ่องเต้น้อยอยู่ในมืออาจทำให้เหล่าขุนนางฝ่ายตรงข้ามลุกฮือกลับกลายเป็ว่าแทนที่จะสามารถทุ่มกำลังรับมืออ้วนเสี้ยวได้เต็มที่ก็จะต้องห่วงหน้าพะวงหลังไม่มีที่สิ้นสุด
ลิยูเสื่อมศรัทธาในราชวงศ์ฮั่นในใจลึกๆ หวังการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าย่อมไม่มีความรู้สึกที่ดีกับเหี้ยนเต้ ในความคิดเขาเล่าเหียบเป็เพียงแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น หมากที่หากเขาไม่สละทิ้งเองใครก็อย่าหวังจะแย่งชิงไป
กุนซือหนุ่มบุตรเขยของตั๋งโต๊ะใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นกล่าวกับคนของตนเองว่า
“รวบรวมคนของเราให้พร้อมพวกเราจะไปที่ตำหนักพระสนมเอก”
“โจรร้ายบังอาจนัก กลับกล้าบุกรุกตำหนักพระสนม ใช่เบื่อชีวิตแล้วหรือไม่?” ทหารองครักษ์ถือกระบี่ผู้หนึ่งตวาดขึ้นเมื่อเห็นร่างมอมแมมของจางหลงและเหยาซู่ทลายกำแพงออกมา
“บัดซบ! เ้าข้าทาสที่สมควรตาย รู้หรือไม่ว่ากำลังกล่าวกับผู้ใด!” เหยาซู่ตวาดกลับ กระบี่หยูฉางกระชับแน่นในมือ พร้อมสำหรับการประจัญบาน ทหารเหล่านี้แม้สวมใส่ชุดองค์รักษ์วังหลวงก็จริงแต่หาได้อยู่ในอาณัติฮ่องเต้ไม่ หากเป็คนของตระกูลสนมนั้นๆ เอง
เหี้ยนเต้เป็จักรพรรดิที่ไม่มีอำนาจแท้จริงทั้งยังไม่เป็ที่ยอมรับของเหล่าขุนนางเก่าแก่ดังนั้นตระกูลขุนนางที่ส่งบุตรสาวเข้าวังจึงจัดคนมาอารักษ์ขากันเอง ดังนั้นทหารยามของตำหนักนางสนมส่วนใหญ่จึงไม่ได้ขึ้นกับฮ่องเต้ ทหารบางคนไม่เคยเห็นองค์ประมุขมาก่อนด้วยซ้ำดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อจางหลงปรากฏตัวทหารเหล่านี้กลับฮือเข้ามาหมายสังหารในข้อหาบุกรุกตำหนัก
ระหว่างที่บรรยากาศเริ่มตึงเครียดพลันทั้งหมดก็ได้กลิ่นหอมรวยรินของบุปผา แม้แต่จางหลงเองก็อดที่จะตะลึงลานไม่ได้ ร่างระหงร่างหนึ่งในชุดทรงสูงศักดิ์ห้อมล้อมด้วยนางกำนัลเดินแทรกวงล้อมเข้ามา นางเป็หญิงสาววัยประมาณสิบสามถึงสิบสี่ปีใบหน้าเล็กเรียว ดวงตาสองข้างเข้าตำราเนตรหงส์แต่แฝงแววเ็า จมูกเล็ก ริมฝีปากบางสีแดงสดราวกับผลอิงเถา(เชอรี่แดง)
จางหลงเค้นสมองคิดไล่เลี่ยงความทรงจำของเหี้ยนเต้ พลันนึกถึงสตรีนางหนึ่งที่จะมีความเกี่ยวข้องกับเขาอย่างลึกล้ำในภายหน้า...ฮกเฮา(คำว่า เฮาไม่ได้มาจากฮองเฮา แต่เป็ชื่อของพระนาง)
ฮกเฮา(หรือฝูโชว) แต่งเข้ามาในสกุลเล่าเมื่อครั้งที่เล่าเหียบถูกสถาปนาเป็ฮ่องเต้ ฐานะแรกของนางคือกุยเหรินหรือพระสนมเอก ต้องรออีกกว่าห้าปีให้หลัง นางถึงได้รับฐานะเป็ฮองเฮาฮกเฮานั้นอายุมากกว่าเหี้ยนเต้ ทั้งมาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่อย่างตระกูลฮกจึงไม่แปลกที่ภายหลังนางสามารถบงการจักรพรรดิให้วางแผนลอบสังหารโจโฉได้
“เอะอะอะไรกัน?”ฮกเฮากล่าวถามเหล่าทหารที่ยืนประจันหน้ากับจางหลงเหยาซู่จากนั้นนางปรายตามองมาที่จางหลง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็แปลกใจ กล่าวว่า “ฝ่าา?เหตุใดท่านจึงอยู่ที่นี่?”
แม้จางหลงจะมอมแมมราวกับลูกแมวตกน้ำแต่เมื่อเห็นฮกเฮาจำได้ก็รู้ว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้ว จึงหัวเราะออกมาดังๆกล่าวว่า “ฮ่าฮ่า! สนมรัก ข้าก็มาเยี่ยมเ้าด้วยความคิดถึงยังไงล่ะ”
“ยังไม่รีบวางดาบกระบี่อีก!” นางกำนัลที่ข้างกายของฮกเฮาตวาดเบาๆ ใส่เหล่าองครักษ์ การจ่ออาวุธใส่ฮ่องเต้ถือว่าเป็ความผิดร้ายแรงถึงขั้นฏแม้เหี้ยนเต้จะไม่มีอำนาจแท้จริง แต่ตระกูลฮกจะไม่ยอมแบกรับข้อกล่าวหาฏอย่างเด็ดขาด
เหล่าองครักษ์เห็นเช่นนั้นจึงเก็บอาวุธแต่ก็ยังไม่ล่าถอยออกจากห้อง เพียงถอยห่างออกไปมากกว่าเดิมเท่านั้นคนเหล่านี้คาดว่าเป็นักรบเดนตายของตระกูลฮก ได้รับการฝึกฝนมาเป็อย่างดีทั้งมีความจงรักภักดีขั้นสูงสุดถึงขั้นพร้อมแลกชีวิตแทนผู้เป็นายได้
“ฟังว่าตระกูลฮกเข้มงวดกวดขันกับเหล่าไพร่พลวันนี้ได้เปิดหูเปิดตา นับว่าไม่ผิดไปจากคำเล่าลือ ข้ารู้สึกนับถือจริงๆ”จางหลงกล่าวชมเชยด้วยความจริงใจ กองกำลังแบบนี้คือสิ่งที่เขา้าน่าเสียดายที่คนเหล่านี้จงรักภักดีกับตระกูลฮก หาใช้ตระกูลเล่าไม่
“ฝ่าากล่าวเกินไปแล้ว”ฮกเฮาแย้มยิ้มบางๆ เป็รอยยิ้มที่นุ่มนวลแต่ให้ความรู้สึกราวดอกเหมยยามวสันต์ ดูจากนั้นกล่าวถามย้ำว่า “หม่อมฉันยังไม่ทราบว่าฝ่าาเสด็จมาด้วยเหตุใด?และเสด็จเข้ามาได้อย่างไร” ท่าทางของฮกเฮาแสดงออกชัดเจนว่าไม่เชื่อในคำพูดของจางหลงดวงตาหงส์หรี่แคบลงเปล่งประกายเย็นเยียบจางๆ
ควรทราบว่าฮกเฮาเข้ามาเป็สนมของเหี้ยนเต้ด้วยเหตุผลทางการเมืองทั้งคู่หาได้มีความรักผูกพันธ์ใดต่อกันไม่ นางกลับถึงขั้นรังเกียจเด็กผู้นี้อยู่บ้างเพราะเล่าเหียบเป็สัญลักษณ์ทางอำนาจของตั๋งโต๊ะ ซ้ำในสายตาขุนนางทั่วไปเขาหามีปรีชาสามารถใดไม่นับเป็ฮ่องเต้โง่งมผู้หนึ่ง อย่างไรก็ตามเปลือกนอกนางย่อมวางท่าคล้อยตามสวามี
จางหลงลอบปรายตาไปยังเหยาซู่เป็ความหมายว่าห้ามเปิดเผยเื่อุโมงค์ลับ ขณะกำลังเค้นสมองนึกว่าจะตอบคำถามฮกเฮาอย่างไรนั้นนางกำนัลผู้หนึ่งก็กระหืดกระหอบเข้ามารายงานว่า
“แย่แล้วเพคะพระสนมที่ด้านนอกมีทหารเต็มไปหมด บอกว่าขอทูลเชิญฝ่าาเสด็จออกไป หาไม่จะเข้ามาค้นภายในตำหนักให้ได้”
ฮกเฮากวาดตามองจางหลงนางย่อมทราบว่านี่อาจเกี่ยวข้องกับการปรากฏตัวของจางหลงในตำหนักกุยเหริน แต่ยามกระทันหันนึกไม่ออกว่าเกี่ยวกันอย่างไร จางหลงฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่า
“เื่ยุ่งยากที่แท้จริงเกิดขึ้นแล้วสนมรัก...ข้าขอให้เ้าทำอะไรบางอย่างได้หรือไม่?”