ซูม่านถิงฟังคำสรรเสริญเยินยอบนโต๊ะอาหารที่คุณหนูจินถิงอีเอ่ยชื่นชมตนเองก็เกิดความพอใจอย่างยิ่ง
“คุณหนูจินชมเสียจนข้าคิดว่าตนเองเป็นหงส์เสียแล้ว”
นายอำเภอซูก็รู้สึกพอใจคหบดีสองพี่น้องที่เอาอกเอาใจตนสองพ่อลูกอาหารบนโต๊ะก็ล้วนเลิศรส ล้วนเป็นอาหารที่นานๆ ครั้งเขาจะได้กินนับตั้งแต่บุตรสาวยอมแต่งงานกับใต้เท้าฝูที่อายุรุ่นเดียวกับตัวเขานางกอบโกยเงินทองได้เท่าใดก็ฝากให้ท่านพ่อนำกลับบ้านและไม่ลืมให้ท่านพ่อของนางได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศที่ภัตตาคารทุกคราวเมื่อไปรับเงิน
“นายอำเภอซูชอบอาหารพวกนี้หรือไม่?”
“โอว...คุณชายล้วนเป็นอาหารที่ข้าเคยกินเฉพาะยามที่เข้าเมืองหลวงเท่านั้นเองพ่อครัวของท่านช่างทำอาหารได้เลิศรสยิ่งกว่าภัตตาคาร”
จินวั่งซู่ยิ้มกว้าง“เช่นนั้นท่านได้โปรดกินให้เต็มที่ ข้าจะได้สบายใจ”
คุณชายจินหันไปมองหงซือซือในคราบของจินถิงอีทั้งสองสบตากันอย่างมีเลศนัยแว่บหนึ่ง อาหารก็กินมานานพอสมควรแล้วดูท่านายอำเภอซูคงจะใกล้อิ่มเต็มทีจินวั่งซู่สังเกตจากท่าทางการคีบอาหารที่ช้าลงอย่างมากคงจะถึงเวลาที่ต้องเก็บเอานายอำเภอซูกลับบ้านไปได้แล้วคิดได้เช่นนั้นจินวั่งซู่ก็หันไปพยักหน้าให้สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆเอาสุรากาที่เตรียมไว้ออกมาหนึ่งกา
“ท่านนายอำเภอข้ามีสุรารสชาติดีอยากให้ท่านลองจิบสักหน่อย”
“อืม...คุณชายจินช่างเตรียมมาพรักพร้อมนัก”นายอำเภอซูยิ้มพร้อมผงกศีรษะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคนระดับคหบดีเพราะอำเภอเฟิ่งฟู่เป็นเพียงอำเภอเล็กๆคนร่ำรวยที่นี่ก็เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมากหน่อยส่วนคนค้าขายที่ร่ำรวยก็มีเพียงไม่กี่ครอบครัวซึ่งคนเหล่านั้นก็มีบ้านเรือนหลังใหญ่พอๆกับเขาในตอนนี้แม้จะถือว่าฐานะดีแล้วแต่มิอาจเทียบได้สักเสี้ยวกับคุณชายจินที่นั่งอยู่เบื้องหน้าขณะนี้
จินวั่งซู่รินสุราเอาใจนายอำเภอซูจิบเข้าไปจอกสองจอกแรกก็รู้สึกได้ว่ารสชาติช่างแตกต่างกับสุราที่เขาเคยดื่มมาจากละแวกนี้
“รสชาติคล้ายสุราในวังหลวงคุณชายจิน ท่านได้สุรานี้มาจากที่ใดขอรับ?”
ชายหนุ่มรูปงามยิ้มน้อยๆ“ท่านนายอำเภอช่างเก่งเสียจริง นี่เป็นสุราจากวังหลวงจริงๆ ข้าได้มาโดยบังเอิญ”
นายอำเภอมีสีหน้าปลาบปลื้มอย่างมากแม้เขาจะเคยลิ้มรสสุราในวังหลวงเพียงสองครั้ง แต่ก็ไม่เคยลืมเลือนรสชาติหอมหวานละเลียดแล้วละมุนลิ้นอย่างยิ่ง
“ท่านดื่มอีกสักหน่อยเถิดข้าได้มาเพียงสองกาเท่านั้น มาถึงที่นี่แล้วก็คิดว่าอยากจะดื่มกับท่าน”
ซูม่านถิงเห็นท่านพ่อของนางมีความรื่นรมย์ใจเช่นนั้นก็รู้สึกดีกับคุณชายจิน อย่างยิ่งนางเผลอเคลิ้มคิดไปว่าหากชายหนุ่มยินยอมแต่งงานกับนางก็คงจะทำดีกับท่านพ่อของนางยิ่งกว่านี้คุณหนูจินเองก็ดูไม่มีพิษสงหากนางเอาอกเอาใจสองพี่น้องนี้สักหน่อยก็คงจะเข้ากับครอบครัวของอีกฝ่ายได้ไม่ยาก ระหว่างที่นางกำลังคิดเรื่องเหล่านี้วนเวียนไปมาท่านพ่อก็นางก็เริ่มมีอาการง่วงซึม
“คุณหนูซูสงสัยบิดาของท่านคงจะง่วงเสียแล้วให้เขาไปพักผ่อนที่ห้องรับรองในจวนดีหรือไม่?”สองพี่น้องตระกูลจินแสร้งเรียกขานซูม่านถิงว่าคุณหนูแทนการเรียกอนุซูหรือแม่นางซูในเมื่ออีกฝ่ายไม่ต้องการเปิดเผยฐานที่แท้จริง พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเปิดโปงทำทีเรียกนางเป็นคุณหนูเสมือนสตรีที่ยังไม่แต่งงานเพื่อจะได้เข้าแผนได้ง่าย
ซูม่านถิงหันมามองเห็นบิดาเริ่มโงนเงนก็รีบพยักหน้า
“ให้ข้าพาบิดาของเจ้าไปพักผ่อนก่อนดีกว่าเจ้าก็คุยกับถิงอีไปก่อนก็แล้วกัน” จินวั่งซู่รีบขันอาสาพานายอำเภอซู่เข้าห้องนอนเพื่อเปิดโอกาสให้หงซือซือได้ล้วงความลับจากซูม่านถิง
หงซือซือหันไปพยักหน้าให้สาวใช้นำกาสุราที่ใส่ยาคายความจริงไว้มาส่งนางรินสุราให้ซูม่านถิง “ข้าเองก็ดื่มได้ไม่มากนัก เราดื่มกันเล็กๆ น้อยๆ ก็พอข้าอุตส่าห์ขอแบ่งสุราเลิศรสจากในวังหลวงกับพี่วั่งซู่ได้หวังว่าคุณหนูซูคงไม่รังเกียจ”
ซูม่านถิงมีหรือจะกล้ารังเกียจคนร่ำรวยและมีเค้าว่าจะกลายเป็นบ่อเงินบ่อทองของนางนางจึงรีบรับจอกสุรา “ข้ายินดีอย่างยิ่งต่างหากว่าแต่พวกท่านสองพี่น้องคิดจะทำอันใดกับที่ดินที่มากว้านซื้อที่นี่หรือเจ้าคะ?”
“ต้องดูก่อนว่าได้กว้างหรือไม่?เดิมทีพี่ชายข้าคิดจะให้คนมาทำทุ่งเลี้ยงสัตว์เพราะอำเภอเฟิ่งฟู่นับว่าเป็นเขตอุดมสมบูรณ์เพียงแต่อยู่ไกลจากเมืองหลวงไปหน่อยแต่เราคิดจะทำกิจการตามอำเภอที่ผ่านมาด้วยสักสองสามอำเภอท่านว่าดีหรือไม่?”
อนุซูได้ยินเช่นนั้นก็หูผึ่งสองพี่น้องนี้คงจะร่ำรวยมหาศาลถึงกับจะซื้อที่ดินในอีกสองอำเภอทางผ่านด้วย ซูม่านถิงฟังแนวทางที่คุณหนูจินเล่ากิจการปศุสัตว์จนเคลิ้มไปไม่รู้ตัวดื่มสุราเข้าไปได้หลายจอกแล้วสติของนางก็เริ่มพร่าเลือนเมื่อหงซือซือสังเกตเห็นจินวั่งซู่ก็เดินมาสมทบพร้อมด้วยกระดาษและพู่กันครบชุดสาวใช้สองคนรีบมาเก็บสำรับอาหารออก เช็ดโต๊ะเรียบร้อยเหลือเพียงกาสุรากับจอกสองใบ
“คุณชายจินเริ่มงานของเราได้แล้ว” หงซือซือโบกมือไปมาต่อหน้าซูม่านถิงเมื่อเห็นการตอบสนองของนางดูเชื่องช้าลงก็หันไปพยักหน้าให้กับจินวั่งซู่
“เริ่มถามได้แล้วใช่หรือไม่?”
“อืม...ยามนี้นางจะบอกความจริงที่นางรู้ทุกสิ่งกับเรา”
จินวั่งซู่วางกระดาษลงและหันไปบอกให้สาวใช้ฝนหมึกเตรียมพู่กันหงซือซือทำหน้าที่ซักถามส่วนจินวั่งซู่มีหน้าที่บันทึกคำให้การของซูม่านถิง
“ซูม่านถิงใต้เท้าฝูคิดแผนไว้เช่นใดบ้าง?”
“เขากะจะให้แม่ทัพต้วนก่อการกบฏแล้วตนเองเป็นผู้ปราบเมื่อปราบสำเร็จได้รับความดีความชอบจากฮ่องเต้ก็จะขอพระราชทานยศเป็นอัครมหาเสนาบดีเพื่อจะได้เป็นใหญ่กว่าขุนนางทั้งปวงจากนั้นจึงค่อยหาทางครอบงำฮ่องเต้”
หงซือซือพยักหน้าครานั้นที่เขาพูดกับนางก็คล้ายๆ เช่นนี้
“เขาคิดจะสังหารฮ่องเต้หรือไม่?”
ใบหน้าเซื่องๆของซูม่านถิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ พยักหน้า
“เขามิใช่แค่คิดท่านพี่เป็นคนว่าจ้างนักฆ่ามาจากสำนักมืออสูรคราวก่อนร่วมมือกับฮองไทเฮาลอบส่งคนพวกนั้นเข้าวัง แต่สังหารฮ่องเต้ไม่สำเร็จ”
“ที่แท้….ผลงานคราวก่อนก็เป็นของคนทั้งสอง!” หงซือซือเขม่นเข่นเขี้ยว “มิน่าเล่า?นักฆ่าแอบเข้าวังได้หลายสิบคนหากไม่มีคนในเป็นใจจะเข้าไปได้อย่างไรกัน?”
มองเห็นหงซือซือหน้าตาเคร่งเครียดจินวั่งซู่ก็เงยหน้าจากการเขียนคำสารภาพตรงหน้า “ท่านก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยหรือ?”
“หากไม่มีข้าโจวเฟิงก็คงเหลือแต่ชื่อไปแล้ว”
จินวั่งซู่มีสีหน้าเลื่อมใส“กุนซือหง ท่านช่างอยู่เหนือความคาดหมายของ ข้านัก”
หงซือซือรีบรินสุราให้ซูม่านถิงอีก“เจ้าดื่มอีกสักจอกสิ” อนุซูทำตามอย่าง ว่าง่าย
“ท่านผสมสิ่งใดลงในสุราบ้าง?”แม้ยาคายความจริงจะทำให้คนที่ดื่มพูดเพียงความจริงแต่อาการของซูม่านถิงกลับแตกต่างไปนางดูเซื่องซึมและเชื่อฟังคำสั่ง
“ข้าก็แค่เพิ่มยาเชื่อฟังเข้าไปอีกเม็ดเพราะขี้เกียจตะล่อมถามนางสู้ดีให้นางฟังคำสั่งข้าแล้วพูดความจริงออกมาจะไม่ง่ายกว่าหรือ?”
จินวั่งซู่มองหงซือซืออย่างตื่นตระหนกหากว่าพระชายาฟ่านซิ่วอิงเป็นคนโฉดแล้วหลวนฮองเฮาหรือหงซือซือผู้นี้นับเป็นคนมหาโฉดเพราะนางทั้งมีวิทยายุทธ์ขั้นสูงสามารถกำจัดนักฆ่าระดับสูงจากสำนักมืออสูรได้ซ้ำยังมียาโฉดสารพัดชนิดมาใช้จัดการกับศัตรู ‘สตรีที่แวดล้อมข้าเหตุใดจึงมีแต่คนน่ากลัวนัก?เห็นทีข้าคงไม่แต่งงานจะดีกว่าหากจะต้องเผชิญเล่ห์กลของพวกนางเช่นนี้’
หงซือซือหันไปสนใจซูม่านถิง“มีผู้ใดเป็นคนติดต่อสำนักมืออสูรให้ใต้เท้าฝู?”
“เห็นว่าเป็นขุนนางในแคว้นหมิงเจ้าคะ”
ทั้งสองผู้สอบสวนได้ยินเช่นนั้นก็หันมามองหน้ากันในทันที“ขุนนางแคว้นหมิงงั้นหรือ? เป็นผู้ใดกัน?”
ซูม่านถิงส่ายหน้าช้าๆ“ข้าไม่เคยเห็นคนผู้นั้น รู้เพียงเขาส่งจดหมายติดต่อกับท่านพี่อยู่บ่อยๆเป็นขุนนางอยู่ในกรมกลาโหมแซ่อู๋”
จินวั่งซู่ตกใจ“ท่านกุนซือ พวกเรามีไส้ศึกอยู่ในราชสำนักหมิงเสียแล้ว”
“มิใช่ไส้ศึก...หากแต่เป็นกบฏแผ่นดินต่างหากพวกเขาติดต่อสำนักมืออสูรได้ หากคิดจะกำจัดเสี้ยนหนามให้ฝ่าบาทเราก็ต้องทะลายสำนักนี้ให้ราบคาบ”
**********************************

