บทที่ 41 จบศึกแปดสำนัก (100%)
การประลองศึกแปดสำนักวันสุดท้าย เหลือผู้เข้าร่วมประลองเพียงฝ่ายละสิบคน ฮ่องเต้จินเลี่ยงหรงเป็นผู้จับสลากเลือกคู่ให้ผู้เข้ารอบสุดท้ายด้วยตัวเองสองพี่น้องได้คู่ต่อสู้เป็นศิษย์จากสำนักที่แปด อี้หานและศิษย์หอจิตตะวันได้คู่ต่อสู้เป็นศิษย์จากสำนักเวทอันดับสอง ถานฟงได้คู่ต่อสู้เป็นศิษย์จากสำนักเวทอันดับสามคู่ต่อสู้ของซู่มินเป็นชายผิวดำรูปร่างผอมสูง เมื่อระฆังเริ่มการแข่งขันดังขึ้น หมอกสีเหลืองถูกปล่อยออกมาจากร่างชายผิวดำ ดวงตายาวรีคล้ายอสูรพิษจ้องมองซู่มินอย่างเย็นชา มือผอมแห้งขยับร่ายเวทอย่างรวดเร็ว หมอกสีเหลืองก่อตัวเป็นรูปตาข่าย พุ่งตรงไปหาซู่มินซู่มินขยับสองมือร่ายเวทป้องกัน โล่จิตผลึกแก้วปรากฏขึ้นต้านทานตาข่ายหมอก เมื่อเวททั้งสองปะทะกันพลังฤทธิ์ของตาข่ายหมอกกัดกร่อนโล่จิตทันที“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”ชายผิวดำหัวเราะราวคนบ้า ดวงตาชั่วร้ายจ้องมองซู่มินดั่งยมทูตจากขุมนรก เมื่อวานเขารีบจัดการคู่ต่อสู้ของตนอย่างรวดเร็วเพื่อมาศึกษาวิธีต่อสู้ของคู่อื่น และเขาเห็นงูน้ำแข็งพลังจิตถูกพลังฤทธิ์ของโล่จิตผลึกแก้วทำลายพลังจนแหลกสลาย วันนี้เขาจึงใช้เวทหมอกพิฆาตที่แอบเจือพิษกัดกร่อนไว้เข้าโจมตีซู่มิน เด็กน้อยเห็นโล่จิตเริ่มละลายก็รู้ทันทีว่าตาข่ายหมอกเหลืองมีพิษ ใบหน้างดงามราวเทพธิดาน้อยบูดบึ้ง ศิษย์จากสำนักที่แปดเล่นขี้โกงอีกแล้ว มือเล็กประกบร่ายเวทใส่โล่จิตอย่างรวดเร็ว โล่จิตผลึกแก้วกลายเป็นโล่น้ำแข็งทันทีไอเย็นจากโล่น้ำแข็งทำให้ตาข่ายหมอกพิษแข็งตัว ฝ่ามือเล็กซัดพลังปราณระเบิดตาข่ายน้ำแข็งพิษจนแตกละเอียด แล้วสะบัดมือซัดเศษน้ำแข็งพิษกลับคืนไปหาเจ้าของชายผิวดำรีบร่ายเวทเสกโล่จิตมาป้องกันตัวทันที แม้โล่จิตจะต้านเศษน้ำแข็งพิษไว้ได้ทัน แต่เวทอสนีพิฆาตที่ตามมาอย่างรวดเร็ว ฟาดใส่ร่างเขาอย่างแรง อานุภาพของสายฟ้าขนาดเท่าแขน รุนแรงจนข่ายอาคมดีดร่างเขาออกจากเวทีชายผิดดำกระอักเลือดสด ๆ ออกมาไม่หยุด เสื้อผ้าถูกเผาจนแทบปิดกายไม่มิด เส้นผมหยิกงอ เนื้อหนังถูกเผาจนไหม้เกรียม แผลเหวอะหวะเต็มตัว“คนขี้โกงสมควรโดนเผาจนดำปิ๊ดปี๋เจ้าค่ะ” ซู่มินทำแก้มป่อง พลางพูดฟ้องผู้ตัดสิน แล้วกระโดดลงจากเวทีไปหาตายายด้านเวทีประลองฝ่ายยุทธ์ก็ดุเดือดไม่แพ้กัน คู่ต่อสู้ของซู่หลันเป็นชายร่างยักษ์ ใช้วรยุทธ์เปลี่ยนร่างเนื้อเป็นร่างโลหะ หมัดเหล็กสีนิลแข็งแกร่งราวเหล็กกล้า ยามหมัดเหล็กปะทะกับหมัดพยัคฆ์เพลิง บนเวทีเกิดเสียงดังสนั่นเริ่มแรกดูเหมือนซู่หลันจะตกเป็นรอง ตอนหมัดปะทะกัน ร่างเขาถูกซัดจนถอยหลังไปหลายก้าว แต่ในกายเกิดกระแสพลังประหลาดไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรวิญญาณหลังถูกแรงปะทะกระตุ้น พลังที่พรั่งพรูเข้ามาทำให้ซู่หลันรู้สึกคึกคัก จึงเดินหน้าปะทะกับหมัดเหล็กแบบตรง ๆ ต่อยปะทะกันไปสิบกว่าหมัด ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนหมัดเพลิงของซู่หลันมีประสิทธิภาพมากขึ้น เปลวเพลิงวิญญาณในกาย ถูกแรงปะทะมหาศาลกระตุ้นอย่างรุนแรง เปลวเพลิงจึงทวีความร้อนแรงมากขึ้น ร่างกายซู่หลันในขณะนี้ เหมือนภูเขาไฟที่อัดแน่นไปด้วยลาวาเดือด“ตู้ม!!” หมัดค้อนเหล็กปะทะหมัดพยัคฆ์เพลิงคำราม ชายร่างยักษ์กระอักเลือดสด ๆ ออกจากปาก อวัยวะภายในคล้ายถูกลาวาแผดเผา ร่างเหล็กนิลกลับคืนสู่ร่างเนื้อก่อนกระเด็นตกเวทีผู้ชมทั้งลานจัตุรัสส่งเสียงเฮดังสนั่น หลังจบการประลองของสองพี่น้อง การต่อสู้บนเวทีของคู่อื่น ๆ ก็ทยอยรู้ผลแพ้ชนะตามมา ฝ่ายเวท..ศิษย์สำนักนภากาฬทั้งห้าคนเป็นผู้ชนะ ฝ่ายยุทธ์..ซู่หลันและศิษย์สำนักตะวันเดือดสี่คนเป็นผู้ชนะผู้ชนะทั้งฝ่ายสองได้เป็นตัวแทนแคว้นซิง ไปสู้ศึกชิงอันดับแคว้นที่จัดขึ้นในแคว้นฉีอีกหกเดือนข้างหน้า ฮ่องเต้มอบรางวัลเป็นยาปราณทองขั้นสูงสามเม็ด สมุนไพรวิญญาณขั้นสูงสิบต้น และศิลาวิเศษชั้นดีห้าหมื่นก้อนให้ผู้ชนะทุกคนผู้ชมนับหมื่นทยอยออกจากจัตุรัสด้วยอารมณ์เต็มอิ่มกับการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้นของสองพี่น้อง ผู้นำตระกูลใหญ่ต่างวางแผนจะผูกสัมพันธ์กับครอบครัวซู่อย่างออกนอกหน้า ทหารองครักษ์จึงรีบพาสองตายายและหลาน ๆ หลบกลับเรือนรับรองใหญ่อย่างรวดเร็วในห้องโถงของเรือนรับรองใหญ่ ฮ่องเต้นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน โม่ฟ่านและเหว่ยจงกับเหล่าศิษย์นั่งอยู่ด้านขวา สมาชิกครอบครัวซู่นั่งอยู่ด้านซ้าย“พวกเจ้าทุกคนทำผลงานได้ดีมาก สมกับเป็นศิษย์เอกของสุดยอดอาจารย์” ฮ่องเต้เอ่ยปากชม“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ/ขอบพระทัยเพคะ” พวกซู่มินเอ่ยขอบคุณฮ่องเต้“อีกหกเดือนจะถึงกำหนดประลองศึกชิงอันดับแคว้น แคว้นที่ชนะอันดับหนึ่งจะได้สิทธิ์เข้าไปซับพลังในหอคอยราชันนานสี่ปี ตอนนี้แคว้นฉีเป็นผู้ครอบครองหอคอยราชันในภูผาเร้นลับอยู่ พวกเขาเป็นคู่ต่อสู้ที่มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก พวกเจ้าจงใช้เวลาหกเดือนที่เหลือ เร่งพัฒนาพลังของตัวเองให้ได้มากที่สุด”จบคำพูดของฮ่องเต้ ดวงตาศิษย์ทุกคนดูเป็นประกาย พลังในหอคอยราชันคงจะทรงพลังเป็นอย่างมาก แคว้นระดับเล็กทั้งสี่ถึงได้กำหนดสิทธิ์การครอบครองด้วยการประลองเช่นนี้ฮ่องเต้พอใจกับประกายตากระหายพลังของกลุ่มเด็กน้อยเป็นอย่างมาก เขาเชื่อว่าพรสวรรค์วิเศษของสองพี่น้องต้องนำพาแคว้นซิงขึ้นเป็นแคว้นอันดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน“ซู่หลัน ซู่มิน เราขออนุญาตเจ้าสำนักโม่ฟ่านให้พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนที่จวนซู่กับตายายได้เจ็ดวันเป็นกรณีพิเศษ เมื่อครบกำหนดเจ็ดวัน จงกลับไปฝึกตนที่สำนักนภากาฬต่ออย่างตั้งใจ อย่าทำให้เราผิดหวังเข้าใจไหม”“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”สองพี่น้องขานรับคำสั่งของฮ่องเต้อย่างยินดี เพราะตามกฎศิษย์ที่เข้าร่วมสำนักเกินสามปี ถึงมีสิทธิ์ลากลับบ้านได้ ซู่มินเก็บอาการดีใจไม่ไหวลุกขึ้นกระโดดไปมาอย่างซุกซน“เวลาต่อสู้ดุดันราวกับลูกราชสีห์ แต่เวลานี้กลายร่างเป็นลูกกระต่ายไปซะแล้ว”ฮ่องเต้กับเหล่าอาจารย์พากันหัวเราะเบา ๆ พลางมองเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู