[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน

    บทที่ 47 ท่านคิดจะก่อกบฏหรือ?

    บทที่ 47 ท่านคิดจะก่อกบฏหรือ?


    แผนการเรียบง่ายมาก มีเพียงการฝึกฝนร่างกายทุกวันเท่านั้น


    เริ่มจากถ่วงน้ำหนักวิ่งทางไกลสิบลี้ทุกเช้าและเย็น ส่วนเวลาที่เหลือฝึกกังฟู มวยไท่จี๋ และยิงธนู


    จ้าวผิงไม่เข้าใจการฝึกทหาร เพียงแต่เคยเห็นในละครเท่านั้น


    เขาจึงคิดเลียนแบบตามสิ่งที่เคยเห็น จ้าวผิงคิดจะทำตอไม้ บาร์เดี่ยว บาร์คู่และอุปกรณ์สำหรับปีนป่ายขึ้นมา


    อย่างไรเสียบริเวณหลังเขาก็มีพื้นที่กว้างขวาง สามารถใช้ทำสนามฝึกซ้อมได้


    เรื่องที่ยากที่สุดคือการทำสิ่งของเหล่านี้ออกมา


    จ้าวผิงไปหาครอบครัวหลู่ ครอบครัวพวกเขาเป็นช่างไม้ ไม่มีที่นาและไม่ต้องเข้าร่วมกองกำลังทหาร เพียงอาศัยฝีมือหาเลี้ยงตัวเอง


    ตอนจ้าวผิงไปถึง ทั้งคู่กำลังยุ่งอยู่กับการทำกี่ทอผ้า


    ตอนนี้ทำอะไหล่บางส่วนออกมาได้แล้ว แต่ถ้าจะทำให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย


    ทว่าจ้าวผิงยังไม่คิดรีบสร้างโรงทอผ้า เขาจึงบอกให้ลุงหลู่กับหลู่ซิ่วพักงานนี้ไว้ก่อน แล้วขอให้พวกเขาช่วยทำอุปกรณ์สำหรับการฝึกทหารแทน


    โดยเฉพาะหน้าไม้ขงเบ้ง จำเป็นต้องให้ทุกคนมีกันคนละคัน และแต่ละคันควรมีลูกธนูสิบดอก


    เซี่ยเฉวียน เซี่ยหยาง หลิวมู่อวิ๋น เกาเหมิ่ง เฉียนลิ่ว หลี่หู่ รวมถึงจ้าวผิง มีกันแปดคน หมายความว่าต้องใช้ลูกธนูรวมทั้งสิ้นราวแปดสิบดอก 


    ถ้าฝึกซ้อมให้ดี ในภายภาคหน้าก็สามารถยิงคนแปดสิบคนได้ ครั้นรวมเข้ากับความสามารถในการต่อสู้ของแต่ละคนด้วยแล้ว จ้าวผิงรู้สึกว่าสามารถรับมือทหารกองร้อยได้เลยทีเดียว


    แน่นอน นี่เป็นเพียงการคาดคะเนของเขา ส่วนในทางปฏิบัติจะเป็นเช่นไรยังต้องดูผลลัพธ์ของการฝึกอีกที


    จ้าวผิงเรียกทุกคนมารวมตัวกันแล้วเล่าความคิดของตนออกมา ทุกคนรับฟังอย่างอึ้ง ๆ สีหน้าฉายแววกังขา และคนที่ถามออกมาเป็นคนแรกก็คือเกาเหมิ่ง


    เกาเหมิ่ง เกาศีรษะพูดว่า “จ้าวเซียนเชิง ฟังจากคำพูดของท่านดูเหมือนกำลังจะฝึกทหารอยู่เลย”


    “แต่การฝึกทหารต้องฝึกกระบวนท่าและขบวนทัพไม่ใช่หรือ?”


    “ไม่ผิด” จ้าวผิงพยักหน้า “ข้าจะฝึกทหาร”


    “แต่ตอนนี้คนยังมีจำกัด รวมข้าแล้วก็มีกันเพียงแปดคน ต่อให้อยากฝึกขบวนทัพ พวกเราก็ไม่ได้พร้อมทำเช่นนั้นได้”


    “รับคนเพิ่มเล่าเป็นอย่างไร” เกาเหมิ่งพูด “อาศัยเงื่อนไขที่จ้าวเซียนเชิงเสนอ เชื่อว่าต้องมีคนนับพันนับหมื่นมาติดตามแน่นอน”


    “ไม่ได้” ไม่รอให้จ้าวผิงเอ่ยปาก เซี่ยเฉวียนก็แย้งขึ้นมาเสียก่อน “เลี้ยงทหารต้องมีหนังสืออนุญาตของราชสำนัก ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับก่อกบฏ นั่นเป็นโทษตัดหัวเชียวนา”


    “ตอนนี้พวกเราเป็นทาสของเซียนเชิง แค่ฝึกฝนก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้ามีนับพันนับหมื่นคน ราชสำนักคงจะส่งกองทัพมาปราบปรามเป็นแน่”


    “อืม” จ้าวผิงแสดงท่าทีเห็นด้วย “พวกเราแค่จะคุ้มกันสินค้าไปส่งเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำให้เอิกเกริกเกินไปนัก”


    “ต้องทำอย่างเงียบ ๆ”


    “เอาละ ถ้าทุกคนไร้ความเห็นแย้ง พวกเราก็ทำตามแผนของข้าโดยเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปเถอะ”


    “ส่วนวันนี้ก็เข้านอนกันเร็วสักหน่อย”


    วันถัดมา เมื่อเสียงไก่ขันปลุกให้มุกคนตื่นขึ้น พวกเขาก็ขึ้นเขาไปฝึกฝนร่างกายทันที


    รายการฝึกแรก ถ่วงน้ำหนักวิ่งสิบลี้


    ทุกคนถ่วงถุงกระสอบหนักสิบจินไว้ที่ขาข้างละถุง


    ข้างในถุงกระสอบบรรจุด้วยก้อนกรวด ถึงจะรองด้วยผ้ากระสอบหลายชั้น แต่เวลากระทบขาก็ยังเจ็บมากอยู่ดี


    เพิ่งผ่านไปได้สี่ลี้ น่องของจ้าวผิงก็เสียดสีกันจนมีเลือดซึมออกมาแล้ว


    ทั้งยามนี้ยังมีฝนตก น้ำฝนกับเหงื่อผสมกันไหลลงถูกปากแผล จ้าวผิงปวดแสบปวดร้อนพลันขมวดคิ้วไม่หยุด


    แต่เขาก็ยังกัดฟันอดทนต่อไป


    นี่เป็นการฝึกครั้งแรก เขาไม่อาจทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะได้


    ทั้งเขายังให้กำลังใจเฉียนลิ่วที่อยู่ข้างหลังด้วย “ลิ่วจื่อ สู้ ๆ ตอนนี้มาถึงครึ่งทางแล้ว วิ่งไปอีกนิด พวกเราก็จะได้กินข้าวต้ม กินแกงเนื้อกันแล้ว”


    “พี่ผิง… นี่มันมากเกินไป ข้าไปต่อไม่ไหวแล้ว” เฉียนลิ่วหน้าซีดเผือด


    สมรรถภาพร่างกายของเขายังด้อยกว่าจ้าวผิงเสียอีก ถ่วงน้ำหนักวิ่งมาได้สี่ลี้ก็แทบจะใช้เรี่ยวแรงไปจนหมดแล้ว ตอนนี้ในหัวเขามีเพียงความคิดยอมแพ้


    จ้าวผิงตีหน้าเข้มพูดว่า “ลิ่วจื่อ ถ้าเจ้ายังอยากติดตามข้าต่อไปก็ต้องอดทนเอาไว้”


    “ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ต้องวิ่งให้ถึงสิบลี้ให้ได้”


    “ไม่อย่างนั้นก็ไสหัวกลับจวนตระกูลเฉียนไปซะ ข้าไม่อาจรับเลี้ยงคนไร้ประโยชน์!”


    กลับจวนตระกูลเฉียน?


    หมายความว่าไม่ต้องการเขาแล้วอย่างนั้นหรือ?!


    เฉียนลิ่วลนลานขึ้นมา


    ตั้งแต่มาติดตามจ้าวผิง นอกจากเขาจะได้เงินเดือนเดือนละห้าร้อยอีแปะ ยังมีเงินรางวัลแยกอีกต่างหาก


    อีกอย่างเงินรางวัลนั้นยังมากกว่าเงินเดือนเสียอีก


    มีแต่เงินทั้งนั้น


    เมื่อเฉียนลิ่วคิดถึงเรื่องนี้ ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาราวกับว่าตรงหน้ามีภูเขาเงินภูเขาทองตั้งอยู่ ขอแค่วิ่งไปถึงก็สามารถตักตวงได้อย่างเต็มที่


    ทันใดไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงมาจากไหน ตอนนี้เขาวิ่งปร๋อนำหน้าจ้าวผิงไปแล้ว


    ขาสองข้างราวกับติดตั้งเครื่องยนต์ เขาวิ่งนำจ้าวผิงไปหลายสิบเมตรอย่างรวดเร็ว


    จ้าวผิงดูภาพนั้นแล้วก็ปากอ้าตาค้าง


    กระนั้นเขาก็วิ่งตามไปอย่างช้า ๆ


    ดีที่เขามีความตั้งใจแน่วแน่จึงวิ่งได้จนจบ


    เนื่องจากจ้าวผิงเตือนพวกเขาไว้ล่วงหน้าว่า วิ่งสิบลี้เสร็จสิ้นแล้วอย่าเพิ่งนั่งพัก ให้เดินช้า ๆ ก่อนครู่หนึ่ง จากนั้นยืดเส้นยืดสายเสียก่อน


    ตอนนี้ทุกคนจึงกำลังยืดเส้นยืดสายกันอยู่


    จ้าวผิงอาศัยจังหวะนั้นถามเฉียนลิ่ว “ลิ่วจื่อ เมื่อครู่เจ้าหมดแรงไปแล้วไม่ใช่หรือ ไยอยู่ดี ๆ ก็คึกขึ้นมาแบบนั้นได้เล่า?”


    “ฉีดเลือดไก่ *[1] มาอย่างนั้นรึ?”


    เฉียนลิ่วไม่เข้าใจ “เลือดไก่อันใดกัน? ข้าไม่ได้ฉีดเลือดไก่นะ”


    “เอ่อ…” จ้าวผิงอึกอัก แล้วได้แต่เปลี่ยนไปพูดว่า “ข้าหมายความว่าเจ้าจะหมดแรงแล้ว ทำไมอยู่ดี ๆ ก็วิ่งได้เร็วขนาดนั้นขึ้นมาเล่า?”


    “ท่านหมายความว่าอย่างนี้เอง” เฉียนลิ่วยิ้มอย่างเขินอาย “ข้ามองเป้าหมายตรงหน้าเป็นภูเขาเงินภูเขาทอง ถ้าวิ่งไปไม่ถึง เงินพวกนั้นก็จะไม่ใช่ของข้า จากนั้นก็ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงวิ่งได้เร็วขึ้นมาก”


    จ้าวผิงพูดอะไรไม่ออก


    อีกฝ่ายชอบเงินนี่เอง เมื่อก่อนทำไมถึงมองไม่ออกเลยนะ


    หรือเป็นเพราะผ่านเหตุการณ์มามากมายในช่วงนี้ เขาจึงโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาแล้ว และกลายเป็นพวกหวงแหนเงินทองเป็นชีวิตจิตใจ?


    …ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ


    ตั้งแต่รู้ว่าเหล้าเซียงซือไหละหนึ่งราคาพันตำลึงเงิน เขาก็พยายามขัดขวางไม่ให้ทุกคนดื่มเหล้าอีก


    ปกป้องอย่างหวงแหนราวกับสมบัติล้ำค่าก็ไม่ปาน


    เป็นคนที่ไม่เหมือนใครจริง ๆ!


    หลังจากจ้าวผิงกำลังทอดถอนใจ เขาก็เริ่มฝึกรายการที่สอง มวยไท่จี๋


    แม้จ้าวผิงจะใช้มวยไท่จี๋ได้ไม่เชี่ยวชาญเท่าหลี่หู่


    แต่ท่วงท่าของเขาล้วนถูกต้องงดงาม

     

    สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมีวิชาพลศึกษา และวิชาที่จ้าวผิงลงทะเบียนก็คือ มวยไท่จี๋


    ตอนเรียนเขารำได้งดงาม ถึงกับเคยขึ้นแสดงบนเวทีมาแล้ว


    พอตอนนี้ได้มาสอนจึงไม่ได้รู้สึกกดดันแม้แต่น้อย


    ส่วนจะเรียนรู้ได้เท่าไรนั้น นั่นล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนแล้ว


    อย่างตัวจ้าวผิง เขาเรียนมาหลายปี แต่ก็ทำได้เพียงรำให้ดูสวยงามเท่านั้น จะให้นำไปต่อสู้ก็ยังนับว่าห่างชั้นจากหลี่หู่ ความสามารถของหลี่หู่นั้นยอดเยี่ยมมาก เพียงเรียนรู้ไม่กี่วัน ก็สามารถจัดการศัตรูได้ในหนึ่งกระบวนท่าแล้ว


    เมื่อฝึกไท่จี๋เสร็จ รายการฝึกที่สามคือ ฝึกยิง


    ทว่ามีหน้าไม้ขงเบ้งเพียงคันเดียวจึงต้องหมุนเวียนฝึกใช้


    หนึ่งรอบยิงลูกธนูได้สิบดอก ยิงเสร็จแล้วก็ส่งให้คนถัดไป


    หน้าไม้จูเก่อเป็นเป็นอาวุธที่มีอานุภาพที่สุดที่จ้าวผิงสามารถทำออกมาได้ในตอนนี้ เขาจึงเข้มงวดกับการฝึกอย่างมาก


    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ต้องดูที่พรสวรรค์ด้วยเช่นกัน


    อย่างเซี่ยเฉวียน เขามีพรสวรรค์ทีเดียว เป้าอยู่ห่างออกไปสิบจั้ง ลูกธนูสิบดอก เขาสามารถยิงเข้าวงสิบแต้มได้ถึงเจ็ดดอก ส่วนอีกสามดอกก็ไม่ได้พลาดเป้า หรือได้คะแนนขี้ริ้วขี้เหร่อันใด ล้วนปักอยู่ที่วงแปดเก้าแต้มทั้งสิ้น


    กล่าวได้ว่าเป็นนักยิงมือฉมังทีเดียว


    ส่วนหลี่หู่ สำหรับการฝึกยิงดูทีจะไม่ใช่ทางเขานัก ในสิบดอกสามารถเข้าเป้าได้สองดอกก็ถือว่าดีมากแล้ว


    คนเดียวที่ทำให้จ้าวผิงงุนงงก็เห็นจะเป็นเกาเหมิ่ง เขาเป็นทหารเก่า แต่กลับยิงหน้าไม้เข้าเป้าเพียงสามสี่ดอกเท่านั้น และสามสี่ดอกนั่นจ้าวผิงก็ยังรู้สึกว่าเข้าเป้าเพราะโชคช่วยอีกต่างหาก


    จ้าวผิงจึงถามอย่างไม่เข้าใจ “เกาเหมิ่ง ถึงอย่างไรท่านก็เป็นทหารเก่าคนหนึ่ง ทำไมถึงยิงธนูได้แย่เพียงนี้เล่า?”


    เกาเหมิ่งหน้าแดง อธิบายว่า “เซียนเชิง ข้า… ข้าไม่ใช่มือธนู สมัยเป็นทหารก็ไม่เคยฝึกยิง”


    มิน่าถึงยิงได้แย่ขนาดนั้น ฝีมือสู้จ้าวผิงไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ที่แท้เขาก็ไม่เคยยิงธนูมาก่อน


    จ้าวผิงถึงบางอ้อ เขาถามอย่างสงสัยอีกว่า “แล้วท่านอยู่ตำแหน่งใดในกองทัพหรือ?”


    “ข้าอยู่หน่วยทะลวงฟัน” เกาเหมิ่งตอบ และด้วยกลัวว่าจ้าวผิงจะไม่เข้าใจจึงเสริมว่า “หน่วยทะลวงฟันคือคนที่ถือขวานหรือดาบยาวบุกทะลวงเข้าไปในค่ายของศัตรู”


    “อ้อ หน่วยทะลวงค่าย?” จ้าวผิงนึกถึงชื่อนี้ทันที


    นั่นคือกองกำลังที่ร้ายกาจที่สุดในสมัยสามก๊กเชียวนะ


    ในสมัยสามก๊ก ครั้งบุกโจมตีกุนจิ๋ว โกซุ่นพาหน่วยทะลวงค่ายบุกกองทัพของโจโฉจากฝั่งซ้ายทะลุออกฝั่งขวา ไม่มีทหารคนไหนต้านทานได้ จนเกือบจะเอาชีวิตโจโฉได้สำเร็จ

     

    โอ้ ถ้าเขาก่อตั้งหน่วยทะลวงค่ายขึ้นมาเล่า?... จ้าวผิงลองคิดดู แน่นอนว่าเขาแค่คิดดูเท่านั้น


    หน่วยทะลวงค่ายเป็นแหล่งรวมทหารแกร่งกล้าสามารถ


    ทว่าตอนนี้ทุกคนยากจน กระทั่งข้าวก็แทบไม่มีจะกิน หิวโซจนเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก แม้รวบรวมคนจากทั้งอำเภออวิ๋นอัน ก็ยังไม่แน่ว่าจะได้ถึงร้อยคนหรือไม่


    กระนั้น นั่นก็ไม่อาจขัดขวางให้จ้าวผิงมีความคิดเช่นนี้ได้ ด้วยเขาไม่คิดจะอยู่แค่ในอำเภออวิ๋นอันไปจนตาย


    เมื่อถึงเวลาจะต้องไปยังเมืองใหญ่ จนถึงในตัวมณฑล ถึงตอนนั้นจะต้องได้พบคนมีความสามารถแน่นอน


    เอาไว้พบเจอใครก็ค่อยชักชวนมา จากหนึ่งคน นานวันเข้าย่อมสามารถก่อตั้งหน่วยทะลวงค่ายขึ้นมาได้เป็นแน่


    เมื่อมีหน่วยทะลวงค่ายถึงพันคน จ้าวผิงคิดว่าถึงตอนนั้น เขาก็คงพอมีอำนาจต่อรองกับพ่อตาแล้ว


    เกาเหมิ่งเกาหัวแกรก ก่อนพูดว่า “จ้าวเซียนเชิง ข้าไม่รู้ว่าหน่วยทะลวงค่ายคือสิ่งใด แต่ฟังแล้วก็ไม่แย่”


    “ฮ่า ๆ ๆ” จ้าวผิงหัวเราะเสียงดัง เขาเลียนแบบท่าทางแม่ทัพสมัยโบราณ “เกาเหมิ่งรับบัญชา”


    เกาเหมิ่งให้ความร่วมมืออย่างยิ่ง คุกเข่าลงข้างหนึ่ง กล่าวกับจ้าวผิงว่า “ขอรับท่านแม่ทัพ”


    “เกาเหมิ่งรักความถูกต้อง ทั้งยังกล้าหาญชาญศึก ข้าขอแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการหน่วยทะลวงค่าย!”


    “ขอบคุณท่านแม่ทัพ!” เกาเหมิ่งพูดจบก็เกาศีรษะ


    “จ้าวเซียนเชิง หน่วยทะลวงค่ายของข้าอยู่ที่ใดเล่า?”


    “จ้าวเซียนเชิงก็แค่ล้อท่านเล่นเท่านั้น ท่านคิดว่าตัวเองเป็นผู้บัญชาการหน่วยทะลวงค่ายจริง ๆ หรือไร?” เซี่ยเฉวียนพูดอย่างไม่พอใจ


    จากนั้นก็ถามจ้าวผิง ทำท่ากระซาบเสียงเบา “จ้าวเซียนเชิง ท่านทั้งประดิษฐ์หน้าไม้จูเก่อ ทั้งยังจะแต่งตั้งผู้บัญชาการหน่วยทะลวงค่ายอีก นี่ท่านคิดจะก่อกบฏหรือ?”



    [1] ฉีดเลือดไก่ (打鸡血) เป็นคำสแลง หมายถึง ตื่นเต้นหรือคึกคักกว่าปกติ มีต้นกำเนิดจากการฉีดเลือดไก่เข้าเส้นเลือดคนในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม เพราะเชื่อว่าจะช่วยเสริมสุขภาพ ซึ่งไม่เป็นความจริง


    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน ที่คุณอ่าน