การเคลื่อนไหวของสองพี่น้องรวดเร็วเกินคาดพวกอันธพาลที่ก่อนหน้านี้ยังกำแหง ราวกับเป็นผู้กำหนดชะตาของทั้งคู่กลับล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น ร้องครวญครางไม่หยุดในชั่วพริบตา
เพียงแต่พวกมันต่อคิดจะต่อต้านก็ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้ว
"ยังไม่ไสหัวไปอีก อยากตายนักหรือไง?"
ซูอี้หว่านจ้องมองไปยังพวกเศษสวะที่อยู่บนพื้นพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
นางพูดพลางหยิบมีดสั้นออกมาแกว่งไปมาตรงหน้าพวกมันทำท่าจะลงมือ
เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้พวกอันธพาลก็หวาดกลัวจนตัวสั่น พวกมันไม่สนใจความเจ็บปวดรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น แล้ววิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
พวกมันแสดงท่าทีราวกับว่าเบื้องหลังมิใช่ผู้มุ่งร้ายหากแต่เป็นสัตว์ป่าที่พร้อมจะเขมือบพวกมันเสียมากกว่า
จนกระทั่งคนพวกนั้นหนีไปซูอี้หว่านจึงมีโอกาสได้มองไปยังเด็กสาวที่พี่ชายของนางโอบกอดไว้
นางลืมตาคู่สวยมองสำรวจพี่น้องคู่นี้ด้วยความสงสัยราวกับจิตใจยังคงล่องลอย ไม่รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้น
"พวกท่าน..."
เด็กสาวกะพริบตามองซูอี้หว่านสลับกับมองซูอี้โจวทันใดนั้นก็ตระหนักได้ รีบถอยหลังกรูด ต้องการที่จะหนีออกจากอ้อมกอดของชายหนุ่ม
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ใกล้ชิดกับชายแปลกหน้าถึงเพียงนี้!
ใบหน้าเล็กๆของเด็กสาวแดงก่ำขึ้นมาทันที ราวกับผลผิงกั่วแดงสดที่ดูน่ารักอย่างยิ่ง
ซูอี้หว่านเห็นดังนั้นก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ดูท่าว่าพี่ชายของนางจะมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามอย่างล้นเหลือก่อนหน้านี้ก็มีฉินหลิงหลิงที่ตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกเห็นตอนนี้เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกันถูกพี่ชายของนางเกี่ยวใจเข้าให้แล้ว
นี่มันช่าง...
ซูอี้หว่านคิดในใจไม่รู้ว่าจะหาคำที่เหมาะสมมาอธิบายได้อย่างไร
แต่ในไม่ช้าจินตนาการอันบรรเจิดของนางก็ถูกเสียงร้องไห้ของสาวใช้ตัวน้อยขัดจังหวะเมื่อเห็นว่าสาวใช้ที่เพิ่งฟื้นจากความตกใจ พุ่งตรงเข้าหานายหญิงของตนก่อนที่เด็กสาวจะทันได้เอ่ยปาก นางก็โถมตัวเข้าไปกอดอีกฝ่ายไว้แน่น
น่าเสียดายที่นางยังเด็กเกินไปทำได้เพียงเกาะอยู่บนร่างของเด็กสาว เหมือนลูกแมวน้อยตัวหนึ่ง ดูขบขันอย่างยิ่ง
"พวกเจ้าไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม?"
ซูอี้หว่านมองดูภาพตรงหน้าด้วยความขบขันตัดสินใจที่จะเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ของเด็กสาวที่เขินอายจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรแถมยังถูกพวกอันธพาลตามรังควานอีก?"
ซูอี้หว่านดูออกว่านายบ่าวคู่นี้ไม่ได้มาจากครอบครัวธรรมดาเพราะดูจากการแต่งกายก็สามารถบอกได้ว่ามีฐานะไม่เลว
คนเช่นนี้การเดินทางไปไหนมาไหนย่อมต้องมีบ่าวไพร่คอยติดตามเหตุใดพวกนางถึงได้ถูกปล่อยให้อยู่โดดเดี่ยวเช่นนี้ได้?
ซูอี้หว่านรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"ขอบคุณท่านทั้งสองที่ช่วยชีวิตเจ้าค่ะ!"
เด็กสาวได้ยินคำถามของซูอี้หว่านในที่สุดก็ได้สติ นางคำนับให้แก่ทั้งสองอย่างนอบน้อม ก่อนจะค่อยๆ อธิบาย
"พวกเราก็ไม่รู้ว่าคนพวกนี้เป็นใครเพียงแต่ว่าวันนี้ข้าได้รับจดหมายจากสหายบอกว่าอย่างไรเสียก็ต้องให้ออกไปพบนางให้ได้"
เด็กสาวเอ่ยถึงเรื่องนี้สีหน้าก็ยังคงสับสน
"แต่เมื่อไปถึงโรงน้ำชาที่เคยไปเป็นประจำ กลับไม่พบสหายของข้า ตรงกันข้ามกลับพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งจ้องมองพวกเราด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร"
พูดไปแล้ววันนี้พวกนางใจร้อนเกินไปจนไม่ได้พาองครักษ์มาด้วยนำเพียงสาวใช้ตัวน้อยติดตามออกไปด้วยกัน
เดิมทีคิดว่าจะไปพบสหายแล้วค่อยกลับเรือน แต่ใครเลยจะคิดว่าสุดท้ายกลับถูกพวกอันธพาลจับตัวมาที่นี่
พอนึกถึงว่าเมื่อครู่มีผู้คนมากมายเห็นพวกนางถูกจับตัวไปแต่กลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเด็กสาวก็ยังคงรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อนึกถึงเรื่องนั้น
นางรู้ว่าคนเหล่านั้นไม่มีหน้าที่ที่จะต้องมาช่วยนางแต่การถูกเพิกเฉยเช่นนั้น ก็ยังทำให้นางรู้สึกเศร้าใจ
ในตอนที่นางคิดว่าตนเองคงต้องจบชีวิตลงในมือของพวกอันธพาลเหล่านั้นไม่คาดคิดว่าสองพี่น้องซูอี้หว่านจะปรากฏตัวลงมาจากฟากฟ้า ราวกับเทพเซียนมาโปรดช่วยเหลือนาง
"บุญคุณของท่านทั้งสอง ข้าจดจำไว้ในใจหากในภายภาคหน้ามีสิ่งใดที่ข้าสามารถช่วยเหลือได้ ข้าจะไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน!"
เด็กสาวพูดพลางคำนับให้แก่สองพี่น้องซูอี้หว่านอีกครั้งอย่างจริงจังดูออกว่านางเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคำสัญญา ไม่ใช่เพียงพูดส่งๆ
"คุณหนูไม่ต้องมากพิธีไป การพบเจอกันก็ถือเป็นวาสนาพวกเราเพียงผ่านมาเท่านั้น"
ซูอี้หว่านได้ยินคำพูดของเด็กสาวก็รู้สึกชื่นชมในตัวนางมากยิ่งขึ้น
อันที่จริงเมื่อครู่นี้ตอนที่เห็นว่าอีกฝ่ายถูกล้อมไปด้วยอันธพาลแต่ยังคงสามารถรักษาความสงบไว้ได้ส่งผลให้นางรู้สึกชื่นชมและเกิดความสงสัยใคร่รู้ในตัวเด็กสาวผู้นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว
"เช่นนั้น ข้าชื่อซูอี้หว่าน พี่ชายของข้าชื่อซูอี้โจวไม่ทราบว่าคุณหนูชื่ออะไรหรือ?"
ซูอี้หว่านตั้งใจที่จะผูกมิตรกับอีกฝ่ายจึงเอ่ยแนะนำตนเอง
“ข้าแซ่หง นามว่าเวย"
หงเวยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางชี้ไปยังสาวใช้ของตน "นี่คือสาวใช้ของข้าชื่อว่ารู่ฮว่า"
สาวใช้ได้ยินนายหญิงแนะนำตนเองก็รีบพยักหน้า แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า "ข้าชื่อรู่ฮว่าขอบคุณท่านผู้มีพระคุณทั้งสองที่ช่วยชีวิต พวกท่านมีบุญคุณต่อพวกข้าอย่างใหญ่หลวงจะไม่มีวันลืมเลือนเลยเจ้าค่ะ!"
รู่ฮว่าคงได้เล่าเรียนอักษรตามคุณหนูมาตั้งแต่ยังเยาว์วาจาจึงฉะฉาน สมเป็นกุลสตรี
ซูอี้หว่านได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแล้วพยักหน้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "เช่นนั้นพวกเราก็เป็นเพื่อนกันแล้วต่อไปก็ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย"
"เช่นนั้นจะดีหรือ?"
หงเวยไม่คาดคิดว่าซูอี้หว่านจะพูดเช่นนี้เมื่อได้ยินดังนั้นก็ถึงกับงุนงงเล็กน้อยนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เจอกับคนที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาเช่นนี้ในใจก็อดรู้สึกแปลกประหลาดไม่ได้
"แน่นอนสิ! เพื่อนกันน่ะ ไม่มีอะไรยากหรอกแค่พวกเรามองหน้ากันแล้วรู้สึกว่าเข้ากันได้ ก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้แล้ว"
ซูอี้หว่านกล่าวพลางเลิกคิ้วให้ซูอี้โจว "พี่ชายท่านว่าจริงหรือไม่?"
"เป็นเช่นนั้นจริง"
ซูอี้โจวถึงแม้จะดูไม่ออกว่าน้องสาวของตนกำลังคิดอะไรอยู่แต่เขาก็รู้สึกว่าคำพูดนี้ไม่ได้ผิด
"ท่านทั้งสอง ไม่ทราบว่าจวนของพวกท่านอยู่ที่ใด? ที่นี่ไม่ควรอยู่นานไม่รู้ว่าพวกอันธพาลเหล่านั้นจะย้อนกลับมาหรือไม่พวกเราไปส่งท่านกลับบ้านดีหรือไม่?"
ซูอี้โจวคิดว่าการปล่อยเด็กสาวทั้งสองที่ยังขวัญเสียให้อยู่ข้างนอกนั้นไม่ปลอดภัยยิ่งไปกว่านั้น คนร้ายพวกนั้นดูเหมือนจะมีเจตนาแอบแฝงและจงใจเข้ามาประชิดตัวแต่แรก
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ให้พวกตนไปส่งถึงจวนจะเหมาะสมกว่าจะได้ไม่เสียแรงเปล่าที่เมื่อครู่พวกตนได้ลงมือช่วยเหลือ
"ได้หรือเจ้าคะ?"
หงเวยได้ยินซูอี้โจวกล่าวเช่นนั้นดวงตาก็เป็นประกาย
นางก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าพวกมันจะกลับมาอีกหากสองพี่น้องซูอี้หว่านจากไปได้ไม่นาน พวกมันก็จะกลับมาสุดท้ายเรื่องราวก็จะซ้ำรอยเดิม
ตอนนี้ในใจของนางก็พอจะคาดเดาได้บ้างตระหนักได้ว่าคนเหล่านั้นได้วางกับดักไว้แล้วมิอาจแน่ใจว่าจดหมายจากเพื่อนแท้เป็นเรื่องจริงแท้หรือเป็นเพียงแผนการของผู้มีเจตนาร้ายที่สร้างเรื่องเท็จเพื่อหลอกล่อนาง
"แน่นอนสิ"
ซูอี้หว่านประหลาดใจที่พี่ชายตนเองรู้จักเอาอกเอาใจผู้อื่นถึงเพียงนี้ถึงกับเอ่ยปากขอไปส่งสาวงามกลับจวน นางจึงเผลอชำเลืองมองเขาอีกครั้งทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการถูกซูอี้โจวดีดหน้าผาก
"พี่ชาย! ท่านทำอะไรเนี่ย!"