คุณ ณ.เงียบไปครู่ใหญ่หลังทราบเื่ก่อนจะสั่งการจ้อยให้ไปสืบมาเพิ่ม พลางหยิบอุปกรณ์ดินสอเตรียมเขียนจดหมายไปด้วย
“เอ็งไปสืบความมาว่าตอนนี้ศรณ์เป็เช่นไรบ้าง จำไว้ว่าห้ามให้ใครเห็นหรือห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด เื่นี้ให้ทำอย่างลับๆ ได้ความแล้วรีบกลับมาที่ร้าน”
“ขอรับ”
จ้อยไม่รอช้ารีบดำเนินการทันที ทำทีเป็เด็กขายของ ถือพวงน้ำมะพร้าวเข้าไปในศิริราชพยาบาลเพื่อสืบข่าว
"น้ำมะพร้าวหอมๆจ๊ะ หวานอร่อยไม่ผสมน้ำตาล ของดีของเด็ดจากทางใต้เชียวนะขอรับ สนใจรับกันสักถุงหรือไม่"
จ้อยลักลอบเข้าไปได้สำเร็จ ปากก็ร้องเรียกลูกค้าไป สายตาก็เหลือบมองอาคารหลังที่สาม เนื่องจากเป็อาคารหลังเดียวที่มีพวกโปลิศยืนยามอยู่ จ้อยจึงมั่นใจว่าพี่ศรณ์ต้องรักษาตัวอยู่ที่อาคารหลังนั้นแน่
"เท่าไหร่นะเ้าหนู"
"ครึ่งสลึงจ๊ะ แต่ถ้าซื้อสามรับไปเลยหนึ่งสลึง"
"งั้นเอาสาม"
"ได้เลยจ๊ะพี่สาวคนสวย"
จ้อยยิ้มแย้ม ค้าขายอยู่พักใหญ่ ก่อนจะอาศัยจังหวะที่กลุ่มนางพยาบาลเผลอ แล้วก็รีบวิ่งแจ้นไปทางอาคารสามทันที
ด้านหลังของอาคารมีต้นโมกใหญ่ จ้อยเห็นว่าลับตาคนพอสมควรจึงปีนป่ายขึ้นไปถึงชั้นสองของอาคาร ก่อนจะแอบอยู่ที่ระเบียง ขณะที่คิดอยู่ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน
“นางจะฟื้นเมื่อไหร่”
ผู้ถามยืนอยู่ข้างๆ เตียง มือข้างซ้ายถือเสื้อสูท เสื้อตัวในเปื้อนเืสีคล้ำ ดูจากภายนอกก็รู้แล้วว่าเขาคือชายที่ยืนอยู่บนเรือและเป็คนช่วยเหลือนำตัวหญิงสาวขึ้นจากน้ำ
หญิงสาวที่นอนหมดสติมีผ้าปิดแผลที่ศีรษะคือพี่ศรณ์
“เรียนคุณผู้ชาย เกรงว่ากระผมจะตอบไม่ได้ ศีรษะนางาเ็หนัก ทั้งยังจมน้ำไปนาน ทางด้านนี้ได้ทำทุกอย่างที่ทำได้ไปแล้ว ทว่านางยังไม่ตอบสนองเท่าที่ควร... บางทีนางอาจจะไม่ฟื้นอีกเลยก็ได้”
ชายคนนั้นไม่พูดอะไรอีก จ้อยขยับตัวเปลี่ยนองศาเพื่อจะมองใบหน้าของชายคนนั้นให้ชัดเพื่อกลับไปรายงานคุณ ณ. จนขยับถูกที่จึงได้เห็นใบหน้าของเขา จ้อยตกตะลึงไปชั่วขณะเพราะเคยเห็นใบหน้าของเขาในหนังสือพิมพ์ซุบซิบฉบับหนึ่ง แต่ยังนึกไม่ออก
รู้แต่ว่าเป็คนมีฐานะชาติกำเนิดสูง
ถึงอย่างนั้นก็ต้องรีบหลบออกมาแล้ว ไม่อย่างนั้นจะถูกคนจับได้ ระหว่างทางกลับจ้อยก็รีบวิ่งไปที่แผงขายหนังสือของร้านข้างๆโรงหนัง ไปยืนเกาะขอบเพ่งตามองอยู่ครู่ใหญ่ก็ได้คำตอบ
หม่อมเ้าพสุนธราหรือหม่อนสุ่น!
"หลังจากตกน้ำฉันก็กลายเป็เช่นนี้แล้ว"
ศรณ์เล่าให้เขาฟังั้แ่ฟ้ายังไม่มืดจนมืดสนิท ดีที่เธอเป็ผี ไม่กินไม่ดื่มก็ไม่เป็ไร แต่เขาดื่มน้ำใบเตยหมดเป็กระบวยแล้ว
พันรบพยักหน้าเข้าใจ
“สรุปก็คือ ก่อนหน้านี่ท่านทำคดีคนขโมยขาหมู พอสืบไปสืบมาจึงพบว่านางทาสชราที่ต้องสงสัยในคดีขโมยขาหมู มีความน่าสงสัยที่ตำแหน่งไฝกับคดีก่อนหน้านี้ ท่านจึงย้อนกลับไปดูคดีลักทรัพย์ของนายเกิดว่ามีความเกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร ทว่าพอไปถึงโฮเตล ท่านกลับพบกับคุณเรไรที่ตายเมื่อสามวันก่อน ส่วนคุณเรไรที่มีไฝเหนือข้อมือข้างขวาไม่ทราบว่าคือผู้ใด
ดังนั้นเช้าตรู่วันนี้ ท่านจึงตั้งใจจะไปหานายเกิดที่กองลหุโทษเพื่อซักถาม ทว่ายังไปไม่ถึงก็ถูกใครบางคนที่ปลอมตัวเป็คุณชายปาน มีไฝที่ตำแหน่งเดียวกับคุณเรไรที่ยังไม่ตายและนางทาสชราเพื่อหลอกพาท่านไปยังสะพานข้ามคลอง หลังจากนั้นท่านก็ถูกทำร้าย นายเกิดตายกลายเป็ศพนายที่เก้าของคดีะเืขวัญ ส่วนท่านก็ถูกใส่ความกลายเป็ผู้ร้ายในคดีฆาตกรรมชายไพร่”
“คนชั่วคนนั้นยอมรับว่าเป็คนสังหารคุณจร เป็ผู้อยู่เื้ัการฆาตกรรมคดีชายไพร่”
ศรณ์กำมือแน่น เธออยากจะตามไล่ล่าคนนั้นมาลงโทษเสียเดี๋ยวนี้ เสียก็แต่ว่าทำไม่ได้
“ใจเย็นๆ ก่อนเถอะแม่หญิงศรณ์ ตอนนี้ใจร้อนไปก็ไม่ได้กระไรดอก อุบายร้ายกาจวางไว้ดักท่านนานแล้ว ฉันคิดว่าคนที่ทำคุณไสยใส่ท่าน คือคนที่มีไฝเหนือข้อมือข้างขวา ซึ่งตอนนี้ปลอมตัวไปแล้วสามคน หนึ่ง คุณเรไร สองนางทาสชรา สามคุณชายปาน คนๆ นี้น่ากลัวนัก”
“น่ากลัวซิ เขาปลอมตัวเป็ใครก็ได้ ใบหน้านั้นไม่มีสิ่งใดต่างจากคุณชายปานหรือคุณเรไรเลย ไม่รู้ทำได้ยังไง หรือว่าเป็วิชาของพวกมีเล่นคุณไสย"
พันรบยิ้ม "เท่าที่ทราบมาไม่มีวิชาเปลี่ยนหน้าเช่นนั้น"
"ถ้าอย่างนั้นเขาปลอมหน้าได้ยังไร?"
“ไม่ต้องรีบร้อนไป พวกเราคอยๆ สืบไม่นานก็กระจ่างแน่ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็ใคร ฉันจะหาทางจัดการให้ท่านเอง”
ศรณ์ใจเย็นลงบ้างแล้วั้แ่ที่ได้เล่าให้พันรบฟัง จนกระทั่งได้มาฟังคำพูดประโยคเมื่อครู่ของเขาอีก เธอรู้สึกวางใจลงอย่างประหลาด ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ขอบคุณเขาอย่างจริงจังสำหรับเบี้ยแก้ที่เขามอบให้ ไม่อย่างนั้นเธอน่าจะตายไปนานแล้ว
“เบี้ยแก้ของท่านช่วยฉันไว้ได้มาก เมื่อคืนฉันก็โดนคุณไสยเล่นงานไปคราหนึ่ง ก่อนจะมาเจออีกในตอนเช้า ความจริงถ้าไม่ถูกนายเกิดกระชากสร้อยเบี้ยแก้ไป คนร้ายคนนั้นก็ไม่น่าจะทำอะไรฉันได้”
“ท่านยกความดีความชอบให้เบี้ยแก้แต่ไม่มีชื่นชมคนที่ช่วยท่านเลยหรือ”
“รู้ได้อย่างไรว่ามีคนมาช่วยฉัน”
“เบี้ยแก้ไม่มีคุณสมบัติวิเศษจนถึงขั้นถอนคุณไสยในตัวท่านได้ ฉันเลยคิดว่าเมื่อคืนน่าจะมีจอมขมังเวทย์สักคนมาช่วยท่านไว้แล้ว”
“ไม่ผิด เมื่อคืนมีคนมาช่วยฉันจริงๆ แต่ฉันไม่เห็นหน้าเขา จำได้ลางๆ แค่ว่าเขาหอมกลิ่นดอกหางหงส์ ทั้งยังเล่นซอสามสายเหมือนท่าน”
พันรบกดยิ้มคล้ายไม่อาจยอมรับ “ถ้าเป็ไปได้ฉันเองก็อยากจะเป็คนนั้นที่ไปช่วยแม่หญิง ทว่าท่านดูเถิด ฉันต้องทำให้ท่านผิดหวังแล้ว”
“ไม่ใช่ท่านจริงๆ รึ ฉันไม่รู้จักใครอื่นที่สีซอได้อีกแล้ว หากไม่ใช่ท่าน ก็นึกถึงใครไม่ออก”
เขาตาบอด ศรณ์เห็นแล้ว แต่ว่ามีบางอย่างในตัวพันรบที่ทำให้ศรณ์รู้สึกว่าเขาไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็น ที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือเขาค่อนข้างฉลาด เธอเล่าเื่ไม่ปะติดปะต่อเพราะต้องปิดบังเขาไม่น้อย แต่เขาก็สามารถเข้าใจเื่ราวและสรุปออกมาได้อย่างถูกต้อง
“แม่หญิงชอบเขาแล้วหรือ”
“ไม่ใช่เสียหน่อย ฉันแค่อยากรู้ว่าเขาเป็ใครเพื่อขอบน้ำใจเขาสักครั้ง” เธอยังคงมองจ้องเขา จับดูความเคลื่อนไหว รู้สึกว่าเขามีอะไรปิดบัง โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น เธอจ้องมองเป็พิเศษ
“สงสัยหรือว่าฉันตาบอดจริงหรือเท็จ”
ศรณ์พยักหน้ายอมรับ “ขอถามอะไรเกี่ยวกับดวงตาท่านได้หรือไม่ เหตุใดถึงตาบอด เป็แต่เกิดรึ”
“เป็แต่เกิด หมอว่าเป็โรคตาชนิดหนึ่ง รักษาไม่ได้”
“เช่นนั้นก็หมายความว่าท่านไม่เคยมองเห็นอะไรได้เลย” ได้ยินว่าเขาตาบอดั้แ่เกิด ในใจศรณ์ก็รู้สึกเศร้าใจ
“สงสารฉันหรือ”
“ไม่เชิง ก็แค่อยากให้ท่านได้มีโอกาสมองเห็นโลกใบนี้ด้วยสองตาของท่าน บนโลกใบนี้มีสีสันที่หลากหลาย บางครั้งก็สดใส บางครั้งก็เทาหม่น แม้จะไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครๆ ชอบพูดกัน แต่โลกที่ได้มีโอกาสมองเห็นด้วยสองตาตัวเอง ก็น่าจะไม่เลว”
“ฉันไม่ได้อยากมองเห็นโลกใบนี้ได้ดอกแม่หญิง ฉันอยากเห็นแค่อย่างเดียวเท่านั้น”
“กระไรหรือ”
“ท่าน ฉันอยากมองเห็นแม่หญิงได้...”
ศรณ์ไปไม่เป็ครู่หนึ่ง เขาตอบด้วยท่าทียิ้มน้อยๆ มุมตาโค้งขึ้น ทำเอาใจคนฟังเริ่มแกว่งไกวเป็ครั้งแรกในชีวิตั้แ่เกิดมาจึงต้องมองเสไปทั่วก่อนจะไปสะดุดตากับสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่แอบตัวอยู่หลังประตู ศรณ์ลุกขึ้นโดยพลัน
“คน ฉันเห็นคนได้นอกจากท่าน!”
ตลอดทั้งวันไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดเลยนอกจากคุณพันรบ แต่จู่ๆมาเห็นคนอื่นอีก ทำเอาเธอตื้นตันในอก แต่พอเห็นท่าทางของพันรบกับนาง เธอก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
พวกเขาเหมือนจะรับรู้อยู่แล้ว?
“นางเห็นฉันได้? ท่านรู้?” ศรณ์ถาม รู้สึกเหมือนโดนต้ม
“นางไม่นับ นางเห็นของนางเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
นี่เขาโกหกเธอรึ!
“แล้วเหตุใดท่านไม่บอกฉัน” ศรณ์ชี้มือไปยังเขา “เข้าใจแล้ว เป็ท่านจงใจไม่บอกเพื่อทำให้ฉันตกอยู่ในสภาวะจำยอม ต้องรับเงื่อนไขของท่านอย่างไม่มีทางเลือก”
“สุดกู่เป็คนของฉัน ถ้าฉันไม่สั่ง นางก็ไม่ช่วยท่านหรอก”
ศรณ์เม้มปากแน่น “ท่านมันคนเ้าเล่ห์มากแผนการ ฉันนึกว่าท่านจะเป็คนดีสะอีก แต่ท่านมาหลอกกันได้ว่าฉันเห็นใครไม่ได้อีกแล้วนอกจากท่าน”
“ไม่อย่างนั้นท่านจะยอมรับปากแต่งงานกับฉันหรือ”
“จำเป็ต้องหลอกกันเช่นนี้เลยรึ”
ศรณ์นึกว่าเขาจะไว้ใจได้เสียอีก
“อย่าทะเลาะกันเลยจ๊ะพี่สาว นายน้อย ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือหาทางกลับเข้าร่างก่อนนะจ๊ะ ไม่อย่างนั้นคราวนี้พี่สาวได้ตายจริงๆ แน่” สุดกู่ห้าม ชี้ให้เห็นเื่สำคัญเร่งด่วน
ศรณ์พ่นลมหายใจ เธอมีเหตุผลมากพอที่จะอดทน แยกแยะและใช้สมองให้มากที่สุด “ท่านโกหกฉันที่กลายเป็ิญญาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เป็สิ่งที่น่ารังเกียจมาก"
“ฉันยอมรับว่าเงื่อนไขไม่ยุติธรรมจริง แต่ความจริงที่ว่านอกจากฉันแล้ว ก็ไม่มีใครช่วยท่านได้อีกก็คือความจริงเช่นกัน”
พันรบกล่าว ไม่ได้แสดงท่าทีท้าทายหรือเป็ต่อ เขาแค่พูดตรงๆไม่มีอ้อมค้อม ั้แ่เเรกก็แสดงเจตนาชัดเจนว่าทำเพื่อผลประโยชน์
ศรณ์อยากจะหันหลังแล้วออกจากบ้านหลังนี้ไปทันที แต่ความจริงแล้วเธอไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น ภายนอกบ้านหลังนี้ไม่มีใครที่เห็นเธอได้อีกแล้ว แล้วภายนอกบ้านหลังนี้ เธอก็เห็นสิ่งมีชีวิตใดไม่ได้อีก
ดังนั้นเธอจึงนั่งลง ยอมรับว่าการค้านี้เธอเสียเปรียบอย่างมาก แต่ในทางกลับกันเธอก็รู้ว่าพันรบมีดีมากพอที่จะต่อรองเท่าที่เขา้า เื่นี้ก็เหมือนการค้าระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย ทุกคนล้วนมีเป้าหมายในการทำการค้า เธออยากกลับเข้าร่าง และเขาก็อยากแต่งงาน
เสียก็แต่ว่าถ้าเธอไม่ยอมรับการค้าที่เสียเปรียบนี้ เธออาจจะต้องตาย...
“ท่านจะช่วยให้ฉันเข้าร่างอย่างไร”
“อย่าพึ่งพูดถึงเื่ช่วยให้ท่านเข้าร่างได้ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือยื้อชีวิตของท่านเอาไว้ให้ได้ ท่านอย่าลืมซี ว่ายามนี้ท่านใกล้ตายแล้ว”
“อาการฉันสาหัสมากหรือ” เนื่องจากศรณ์ไม่สามารถเห็นใครได้เลย เธอจึงไม่รู้อะไรเลยว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
“นางไปสืบข่าวท่านมาแล้ว ได้ความว่าอย่างไรบ้างสุดกู่”
สุดกู่รีบรายงาน
“ตอนนี้ร่างของพี่สาวพักรักษาตัวอยู่ในโรงบาลศิริราช คนที่ช่วยพี่ขึ้นมาจากน้ำเป็คนดูแลค่าใช้จ่าย ไม่รู้ว่าท่านรู้จักหรือไม่ แต่เป็หม่อมเ้าท่านนี้” สุดกู่หยิบหนังสือพิมพ์ที่ยับเล็กน้อยออกมากางให้ดู
ศรณ์ชะโงกหน้าไปดู ก่อนจะขมวดคิ้ว “แน่ใจรึว่าเป็หม่อนสุ่น”
ท่านกลับมาจากอังกฤษแล้วรึ
“ใช่ เป็หม่อมคนนี้แหละ” สุดกู่ยืนยัน “ทั้งเขายังให้ปากคำเื่ที่เกิดขึ้น กล่าวว่าขณะกำลังนั่งเรือกลับวัง ครั้นถึงสะพานก็เห็นคนสู้กันอยู่ แม้หมอกจะหนาแต่ก็เห็นว่ามีคนสู้กันอยู่สองคน ก่อนที่พี่สาวจะโดดน้ำลงมาแล้วจมลงไป จึงลงไปงมช่วยขึ้นเรือ ภายหลังให้คนขึ้นไปดูที่สะพาน แล้วก็เห็นว่ามีผู้เสียชีวิต จึงรีบแจ้งความ ทางกรมตำรวจพระนครมาถึง เห็นร่างนายเกิดก็รู้เลยว่าเป็เหยื่อรายที่เก้า พี่สาวจึงตกเป็ผู้ต้องสงสัย แค่ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่เชื่อเถอะว่าพวกโปลิศคิดว่าพี่ใช่ไปแล้วจากคำให้การของหม่อมสุ่น"
“จะโทษหรือกล่าวว่าเขาใส่ร้ายท่านก็ไม่ได้หรอกแม่หญิง ในสายตาของเขา ท่านดูเป็ผู้ร้ายจริง”
“ฉันรู้ ไม่ได้จะโทษเขา เขานับเป็ผู้มีพระคุณด้วยซ้ำ” จากมุมมองของหม่อมแล้ว เธอคงดูไม่ต่างอะไรจากผู้ร้ายที่โดดน้ำหนีความผิด ในเมื่อสิ่งที่เขาเห็นคือเธอและนายเกิดบนสะพานเท่านั้น
ศรณ์ไม่แปลกใจที่หม่อมสุ่นไม่เห็นคนร้ายที่ปลอมตัวเป็คุณชายปาน ในเมื่อนางทาสชราก็ไม่มีใครเห็นเช่นกัน
“ท่านไม่มีญาติหรือสหายให้ติดต่อหรือ ถ้า้าก็สามารถบอกให้สุดกู่เป็ธุระให้ได้ อย่างเช่นติดต่อคุณชายปาน”
“อย่าดีกว่า ถ้าติดต่อไปแล้วจะอธิบายอย่างไร”
ร่างนอนแน่นิ่งอยู่อีกที่ ิญญาอยู่อีกที่
พันรบยิ้มน้อยๆ “คุณชายปานไม่เหมือนท่าน เขาต้องเข้าใจแน่”
ศรณ์เลิกคิ้ว รู้สึกเหมือนโดนเขาตบหน้าทีหนึ่งที่เคยหาว่าเขาลวงโลก ถึงอย่างนั้นเขาก็พูดถูก เมื่อก่อนเธอไม่ใช่คนที่จะเชื่อเื่อะไรเช่นนี้ หากว่าไม่เกิดเื่เหลือเชื่อขึ้น ศรณ์คงไม่เชื่อเหมือนเดิม แต่น่าเสียดาย ตอนนี้คุณชายปานไม่อยู่
“คุณชายปานไม่อยู่ในพระนคร เขาขึ้นเหนือไปเมื่อวาน”
“เช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่จะติดต่อคุณชายปาน แม่หญิงศรณ์ ท่านต้องติดต่อหาใครสักคนที่พอจะมีประโยชน์ ไว้ใจได้และจะไม่ตั้งคำถามมากมายถึงสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ เช่นนี้ถึงจะช่วยท่านได้”
“ท่านบีบให้ฉันเผยความลับที่ไม่อยากพูดออกมาอยู่ตลอด” ศรณ์บอกเขาไปก่อนหน้านี่แล้วว่ามีเื่บางอย่างที่ไม่อาจบอกเขาได้ และการที่จะให้เธอเผยรายชื่อของใครสักคนในพระนครที่มีประโยชน์ นั้นก็หมายความว่าต้องเปิดเผยเื่ราวของหน่วยจตุรทิศ
“ท่านจะเก็บความลับของท่านไว้จนตายหรือจะเผยความลับออกมาเพื่อรอดชีวิตเล่า”