เมื่อทราบเป้าหมายแล้ว เทียนคงก็ไม่รอช้าเขาจัดเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ โดยเขาได้พาเอวันและสมุนอีกห้าตนไปด้วยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้การมีผู้ช่วยย่อมดีกว่าเทียนคงเพียงคนเดียวแน่นอนอยู่แล้ว
เทียนคงใช้เวลาเตรียมตัวไม่นานนักหลังจากพูดคุยกับสามพี่น้องเรียบร้อยแต่ก่อนที่เทียนคงจะออกเดินทาง วิคทอเรียก็เดินเข้ามาแล้วกล่าวว่า
“ให้ข้าไปด้วยเถอะ... อย่างน้อยข้าก็ชำนาญเส้นทางที่นั่นมากกว่าเจ้าและยังสามารถช่วยเจ้าระบุตัวตนของผู้คนได้อย่างแม่นยำด้วย”
“....”เทียนคงไม่ได้กล่าวอะไรในทีแรก และตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อตระหนักได้ว่า วิคทอเรียมีความสามารถอย่างหนึ่งที่เหนือกว่าเขามาก นั่นคือการรับรู้และแยกแยะกลิ่นซึ่งมีประโยชน์กับเขามาก ในภารกิจครั้งนี้ เขาจึงพยักหน้าให้ แล้วดึงชุดเกราะรุ่น 4.0 ขึ้นมา
“วือออ ... ฟุบๆ ... ฟิ้วว ..... ว้ายยยยยย !!!”
เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากชุดเกราะรุ่น 4.0ในรูปแบบวัตถุทรงกลมได้กระจายออกเป็นอนูเล็ก ๆ แล้วพุ่งเข้าหา วิคทอเรีย ที่สวมใส่ชุดเกราะรุ่น 3.0 อยู่ก่อนหน้า
โดยชุดเกราะรุ่น3.0 ที่สวมอยู่ก็กระจายออกเป็นอนูเล็กด้วยเช่นกันแต่มันไม่ได้พุ่งออกมารวมตัวกันเป็นทรงกลม แต่กลืนเข้าไปกับชุดเกราะรุ่น 4.0 เพื่อเป็นชุดสำรอง หากรุ่น 4.0 เสียหาย ก็สามารถใช้รุ่น 3.0 เป็นอะไหล่ทดแทนได้ในทันที
แต่ระหว่างกระบวนการนี้มันทำให้ร่างของวิคทอเรีย ที่แม้จะส่วมใส่ชุดนาโนสูทอยู่พลันปรากฏต่อสายตาเทียนคงแม้จะไม่นาน และใช่ว่าเทียนคงจะไม่เคยเห็น แต่นี่มันก็น่าอายอยู่ดีซ้ำยังเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ทำให้วิคทอเรียส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจจากนั้นใบหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นม
“จะ เจ้า ....ไอลามก ... เลวทราม .... ฉวยโอกาส ..... เป็นอย่างที่เซียนอินบอกไว้จริง ๆ ....เห็นนิ่ง ๆเช่นนี้ แต่เจ้านี่มัน เป็นไอโรคจิต วิตถารชัด ๆ ... บลา ๆๆๆ”แม้กระบวนการจะเรียบร้อยไปนานแล้ว แต่วิคทอเรียยังคงต่อว่าต่อไปอีกหลายนาที
“....”เทียนคงไม่ตอบโต้อะไร เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นเขาถอนหายใจเล็กน้อย แล้วหันกายเดินออกไป โดยมีวิคทอเรียตามโวยวายไม่หยุด
ณพื้นที่หลังเนินเขา โรงหลอมอาวุธ เทียนคงและวิคทอเรียในชุดเกราะสีดำ เอวัน โครงร่างยังคงเดิมแต่ได้ชิ้นส่วนเสริมของชุดเกราะรุ่น4.0 จึงมีรูปร่างภายนอกเหมือนเทียนคงทุกประการในตอนนี้และนายกองทั้งห้า พร้อมแล้วที่จะบุกไปยังหุบเขาอสูรร่างเกราะเหล็กของเทียนคงระเบิดพลัง พุ่งไปข้างหน้าเป็นคนแรกตามมาด้วยวิคทอเรียและหกแอนดรอยน์
เทียนคงใช้เวลาราวครึ่งวันก็มาถึงเขตชายแดนหุบเขาอสูร ที่ตอนนี้ช่างเงียบสงบ ต่างจากคราก่อนที่เคยมาเพราะอย่างน้อยจะต้องเห็นทหารที่ลาดตระเวนตามจุดต่าง ๆ ตั้งแต่เขตชายแดนแต่นี่ไม่มีให้เห็นเลย
และเมื่อเดินทางเข้าใกล้เขตชุมชน“.... เทียนคง หยุดก่อน .....”
“ท่านสัมผัสอะไรได้งั้นหรือ..” เทียนคงหยุดทันทีที่วิคทอเรียเอ่ยทัก
“ตรงกันข้ามเลยต่างหาก... ข้าสัมผัสพลังของผู้คนไม่ได้เลย ...” วิคทอเรียเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเป็นกังวล
เทียนคงได้ยินดังนี้ก็วิเคราะห์สถานการณ์ครู่หนึ่ง ก่อนปล่อยจิ๋วหลิวออกมาหลายสิบตัว ให้ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อสำรวจเส้นทางและคอยเฝ้าระวังเพราะแม้จะมั่นใจว่าตนเองสามารถรับมือกับผู้ใช้พลังระดับสูงของมนุษย์สายเลือดอสูรได้แต่มันก็อาจมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันนอกเหนือที่คาดการณ์ไว้ก็เป็นได้ ดังนั้นการไม่ประมาทย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
เพราะสัมผัสของวิคทอเรียนั้นไม่ธรรมดาเลยจากที่เขาเคยซักถามและร่วมทดลองความสามารถของวิคทอเรีย ก็พบว่า นางสามารถรับกลิ่นได้ไกลถึงสามกิโลเมตรแม้สารตั้งต้นจะเบาบางมาก ๆ ซ้ำยังแยกแยะความต่างได้ว่าเป็นสัตว์หรือสิ่งของและแม้แต่กลิ่นอายของพลังงานมืด จึงไม่แปลกเลย ที่ในคราที่เจอกันครั้งแรกนางถึงจับสัมผัสเทียนคงได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่เทียนคงเปิดระบบพลางตัวเต็มรูปแบบแล้วก็ตาม
โดยระหว่างรอ ผลการลาดตระเวนล่วงหน้าของจิ๋วหลิวสิ่งที่วิคทอเรียเห็น คือเทียนคงทำเพียงนั่งลงเฉย ๆและไม่พูดไม่จาใด ๆ นางคิดอยากพูดคุยแต่กลับเกิดความรู้สึกประหม่าขึ้นมาจนได้แต่กลืนคำพูดต่าง ๆลงคอไป แล้วเหล่ตามองเขาเป็นระยะโดยหารู้ไม่ว่า ที่เทียนคงเงียบเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพูดกับนางแต่เขากำลังร่วมลาดตระเวนไปกับจิ๋วหลิวทั้งหลายอยู่ต่างหาก และมันต้องใช้ทั้งสมาธิและพลังงานสูงมากในการรับรู้สิ่งที่จิ๋วหลิวหลายสิบตัวกำลังเห็นอยู่แบบทันทีทันใด
หลังจากผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง“.... หรือว่าสัตว์อสูรเหล่านั้นก็คือ ...” เทียนคงเมื่อเห็นสภาพหมู่บ้านก็พอคาดเดาสถานการณ์ที่เคยสงสัยได้แล้วนั่นก็คือทัพสัตว์อสูรที่บุกโจมตีมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์นั่นเอง
ก่อนหน้านี้เทียนคงเคยสงสัยว่ามนุษย์สายเลือดอสูรทำได้อย่างไร ในการควบคุมสัตว์อสูรจำนวนมาก จนได้อ่านความทรงจำของหัวหน้าหน่วยบรู้ก จึงได้เข้าใจว่าพวกเขาใช้วิธีการอย่างไรซึ่งก็คือการใช้พันธะเลือดนั่นเอง
แต่มันก็ยังมีจุดให้สงสัยคือพวกเขาทำอย่างไร ในการสร้างพันธะเลือดกับสัตว์อสูรจำนวนขนาดนั้นในเวลาเพียงไม่กี่เดือนเพราะในความทรงจำของหัวหน้าหน่วยบรู้กไม่มีข้อมูลเหล่านี้เทียนคงจึงได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆนา ๆ
จนวันนี้เทียนคงค่อนข้างมั่นใจแล้ว ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไรเขาสามารถปะติดปะต่อเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้แล้ว แม้จะยังมีข้อสงสัยอื่น ๆอีกแต่ก็เป็นส่วนประกอบรองเท่านั้น
“เป็นอย่างไรบ้างสถานการณ์ข้างหน้าเป็นอย่างไร” วิคทอเรียเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าเทียนคงเปิดหน้ากากออกมา
“ไม่มีอันตรายอะไร...... แต่ข้าว่า ท่านควรกลับไปนะ”
“... ไม่ ...ข้าไม่กลับ ... ไม่ว่าจะเป็นอะไร ข้าพร้อมรับมัน ... เราไปต่อกันเถอะ”
เทียนคงเห็นความแน่วแน่ของวิคทอเรียก็ไม่พูดสิ่งใดต่อ ปิดหน้ากากแล้วพุ่งตัวนำออกไป
“....เกิดอะไรขึ้นที่นี่กัน” วิคทอเรียเมื่อเห็นสภาพหมู่บ้านที่เละเทะ บ้านเรือนเกือบทุกหลังเสียหายย่อยยับพร้อมกับคราบเลือดที่แห้งติดเศษซากผนังและพื้น แทบจะทุกที่ที่เดินผ่านไป
“ข้าคาดเดาว่า ทัพสัตว์อสูรที่บุกจู่โจมมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์จะเป็นร่างแปลงอสูรของพวกเขา”
“จะเจ้าว่าอย่างไรนะ .... เป็นไปไม่ได้ ... ร่างอสูรไม่สามารถอยู่ได้ตลอดเวลา มันจะสูบพลังของพวกเราจนหมดตัวและคืนร่างเดิมในที่สุด ข้าเองยังสามารถคงสภาพอสูรได้ราวสามวัน แต่กับชาวบ้านพวกนี้อย่างมากคงแค่ไม่กี่ชั่วโมง แล้วจะไปเป็นทัพสัตว์อสูรได้อย่างไร ...”
“มันอาจเป็นวิธีการบางอย่างที่สามารถทำเช่นนั้นได้”
“....”วิคทอเรียพูดไม่ออก เพราะไม่อาจคาดเดาได้ ว่ามันจะมีวิธีการเช่นนั้นอยู่ด้วย
“วางใจเถอะเดี๋ยวพวกเราก็จะทราบเร็ว ๆนี้แล้วล่ะ ...”
“อืมมม ... ไปต่อกันเถอะ”
หุบเขาอสูรมีสภาพภูมิประเทศแนวเขาสูง ซึ่งมนุษย์สายเลือดอสูรจะอาศัยอยู่ตามตีนเขาที่เป็นพื้นที่ราบ กระจายตัวไปหลายเขารอบนอกเป็นวงกลมหลายสิบชั้นและมีศูนย์กลางอยู่ที่ใจกลางของหุบเขา โดยหมู่บ้านที่เทียนคงและวิคทอเรียพบเห็นว่าไร้ซึ่งผู้คนเป็นหมู่บ้านที่อยู่รอบนอกสุดติดกับชายแดน
เทียนคง ต้องผ่านไปถึง ห้าชั้นหมู่บ้านถึงจะพบหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่ จากตรงนี้ เทียนคงจึงสั่งการให้เอวันและสมุนกระจายไปตามขอบหมู่บ้าน เพื่อเฝ้าระวังและรอคำสั่ง จากนั้นเทียนคงและวิคทอเรียจึงเข้าไปที่หมู่บ้านกันสองคน
แม้จะทราบแล้วว่าในหมู่บ้านนี้มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่ก็ดูเหมือนไม่มีผู้คน เพราะบนถนนหนทาง ไม่มีใครเดินอยู่เลย มีแต่เพียงทหารที่ยืนประจำตามจุดต่างๆ
นี่จึงทำให้ เทียนคงและวิคทอเรีย สามารถเดินทางไปยังจุดหมายได้ง่ายดายขึ้นและไม่นาน พวกเขาก็มาถึงยังจุดหมาย เรือนของอาวุโสที่หนึ่ง วอลเลซ
แม้จะบอกว่าเป็นถึงเรือนของอาวุโสที่หนึ่งแต่มันก็ดูไม่ต่างจากบ้านของชาวบ้านทั่วไปเท่าไหร่ จะแตกต่างกันมากก็แต่ จำนวนทหารที่เฝ้าระวังอยู่ตามจุดต่างๆ ตั้งแต่ถนนด้านหน้าจนประตูทางเข้านับห้าสิบนาย
และระหว่างลอบเล้นผ่านทหารนั่นเองเสียงพูดคุยของพวกเขาก็ทำให้เทียนคงชะงักแล้วหยุดฟังด้วยความสนใจ
“เจ้าว่าท่านอาวุโสที่หนึ่ง จะรอดไหม”
“ดูจากสภาพบาดแผลแล้ว ข้าว่ายาก ....แต่ข้าก็หวังให้ท่านรอดนะ ไม่เช่นนั้นแล้ว พวกเราคงได้กลายเป็นซากสัตว์อสูรเดินได้กันจนหมดแน่ๆ”
“แต่ต่อให้รอดมาได้ แล้วพลังสูงขึ้น เจ้าคิดว่าท่านอาวุโสหนึ่งจะสู้สัตว์ประหลาดเยี่ยงนั้นได้งั้นหรือ...”
“มันก็ไม่แน่หรอก ...ตอนนี้ขอเพียงให้ท่านรอดก่อนดีกว่า”
“อืมมม ... จริงของเจ้า”
บทสนทนาของทหารเฝ้าระวังจบเพียงเท่านี้เทียนคงจึงมุ่งหน้าเข้าไปยังบ้านพัก โดยใช้จิ๋วหลิวลอบเข้าไปก่อน แล้วเปิดประตูมิติจากภายใน
“วืออออ .... ฟุบ ๆ .... เคร้งงงงงง”เสียงการทำงานของจิ๋วหลิวในการสร้างประตูมิติสร้างความตื่นตกใจให้กับผู้คนที่อยู่ในบ้านให้หันมาอย่างพร้อมเพรียง โดยหนึ่งในนั้น พุ่งตัวเข้าไปยังตำแหน่งประตูมิติแทบจะในทันที
เทียนคงที่เดินนำเข้ามาก่อนยกมือขึ้นมารับเขากระทิงที่งอกออกมาจากหลังมือของบุคคลดังกล่าวที่พุ่งมันเข้าใส่
“เจ้าเป็นใคร ... ต้องการอะไร”
“ข้ามาเพื่อช่วยเหลือ ......ลดอาวุธลงก่อนดีหรือไม่”เทียนคงเอ่ยตอบพร้อมกับมืออีกข้างที่กำดาบเงินจ่อที่คอหอยฝ่ายตรงข้าม
“.....” แม้จะไม่ต้องการแต่จากการประเมินคู่ต่อสู้ มนุษย์สายเลือดอสูรคนนี้ก็ทราบดีว่า เทียนคง ไม่ธรรมดาจึงต้องจำยอม และคลายเขากระทิงที่หลังมือออก เทียนคงเองก็เก็บดาบเข้าอุปกรณ์มิติ
วิคทอเรียที่เดินตามเข้ามาติด ๆเห็นเหตุการณ์นี้เต็มสองตานางรู้จักกับบุคคลผู้นี้ดี เขาคือ เทอรรี่ อาวุโสที่สามของเผ่าและระดับพลังของเทอรรี่ก็ไม่ใช่ไก่กา แต่อยู่ถึงระดับตำนานขั้นหนึ่งเป็นหนึ่งในสามอาวุโสของเผ่า ที่มีระดับพลังในปัจจุบันถึงระดับตำนาน แต่นี่เทียนคงรับมือเขาได้อย่างง่ายดายซ้ำยังสวนกลับและชนะในการดวลซึ่งหน้าในกระบวนท่าแรกอีกด้วย ทำให้วิคทอเรียคาดเดาไม่ออกว่าเทียนคงในปัจจุบันเก่งกาจไปถึงไหนแล้วนับจากที่รู้จักกันครั้งแรก
“อาการหนักเอาเรื่องอย่างที่พวกนั้นพูดจริงๆ ... เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ” เทียนคงมองดูร่างวอลเลซ ที่นอนอยู่บนเตียงไม่ไกลจากจุดปะทะมากนักโดยวอลเลซ ถูกพันด้วยผ้าพันแผลทั่วทั้งร่างกายในสภาพที่เลือดยังคงไหลซึมออกมาไม่หยุด
“พูดจาบ้าบออะไร ... บอกมาว่าเจ้าเป็นใคร” เทอรรี่กล่าวถามพร้อม ถอยออกไปตั้งหลักเล็กน้อย และพร้อมที่จะจู่โจมอีกครั้งแล้ว
“ท่านอาวุโสสาม ช้าก่อน ...เขามาเพื่อช่วยจริง ๆ ...” วิคทอเรียที่ทราบดีว่าเทอรรี่เองก็ใจร้อนไม่ต่างกับคนอื่นๆในเผ่า จึงรีบพุ่งออกมาข้างหน้า พร้อมกับเปิดหน้ากากออกมาให้เทอรรี่เห็น
“ช่วย ??? .... ข้ายังไม่รู้เลยว่าพวกเจ้าเป็นใครจะให้ข้าเชื่องั้นรึ”
“..... เจ้า .. ช่วยข้าหน่อย ข้าจะกลายร่าง”วิคทอเรียไม่ทราบว่าจะยืนยันตัวตนอย่างไรนอกจากวิธีดังกล่าว จึงคิดจะเปลี่ยนร่างแต่ตอนนี้นางอยู่ในชุดเกราะ จึงไม่สามารถทำได้ แต่หากจะถอดชุดเกราะตอนนี้นางก็จะอยู่ในชุดรัดรูปโพลิเมอร์ ซึ่งมันน่าอายเกินไป
แต่เจ้ากรรมเทียนคงกลับไม่ทราบจุดประสงค์นี้เขาเอียงคอมองวิคทอเรียด้วยความสงสัย ว่าวิคทอเรียจะให้เขาช่วยอะไร ในเมื่อนางก็ปลดชุดเกราะได้ด้วยตัวเอง
“แก๊งงงงงง .....” เสียงกำปั้นเหล็กกระทบกับศรีษะเหล็กของเทียนคงพร้อมกับวิคทอเรียที่ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบ จนเทียนคงเข้าใจในที่สุดพร้อมกับยื่นฝ่ามือไปด้านหน้าแล้วบอกเทอรรี่ว่า “เอ่ออ ... ท่านอาวุโสรบกวนหันหน้าไปทางอื่นสักครู่ได้ไหม พอดีนางขี้อายนิดหน่อยน่ะ”
“แก๊งงงงงงง .....”เสียงนี้ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับวิคทอเรียที่หมดความอดทนแล้วตะคอกใส่ว่า “เจ้าทึ่มเอ้ยยย... ข้าต้องการให้เจ้ากางม่านพลัง ไม่ได้ต้องการให้ท่านอาวุโสหันหลัง ....”
“วืออออ ...” เทียนคงเปิดระบบพลางตัวให้วิคทอเรียในที่สุดสร้างความประหลาดใจและงงงวยให้กับเทอรรี่อย่างที่สุด จนอดคิดในใจไม่ได้ว่า
“นี่พวกเจ้ากำลังเล่นตลกอะไรกันอยู่” = =””””