บทที่ 7: รังเกียจ?
"ศิษย์น้องไป๋ ได้ยินว่าผู้าุโโจวยวนมอบป้ายม่านพลังสำนักให้ซูฉางเกอไปแล้วหรือ? เขาเป็เพียงผู้าุโที่เพิ่งเข้าสำนักมาได้เพียงไม่กี่ปี มีคุณสมบัติอะไรมาดูแลป้ายของสำนัก!"
"ความแข็งแกร่งของผู้าุโซูนั้นไม่ต้องสงสัย แต่หากเทียบเื่าุโกับผู้าุโโจวยวนแล้ว เห็นได้ชัดว่ายังห่างชั้นกันมาก"
"ตอนที่เ้าสำนักยังอยู่ ท่านให้ความสำคัญกับผู้าุโซูมาก บางทีนี่อาจจะเป็ความประสงค์ของเ้าสำนักก็ได้"
หอลงทัณฑ์ ณ เขาทัณฑ์ิญญา
ท่ามกลางยอดเขาที่มีเมฆหมอกลอยละล่อง เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ผู้โดดเด่นในอดีตสิบคนของนิกายเซียนกระบี่เมฆาได้มารวมตัวกันที่นี่
เดิมทีหลายคนกำลังสนทนากันอย่างสนุกสนาน แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีคนเอ่ยถึงซูฉางเกอ
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ดวงตางดงามของไป๋อวิ้นเฉินที่ยืนอยู่หน้าสุดก็เปลี่ยนไปทันที แววตาที่เดิมทีเ็าอยู่แล้ว ยิ่งทวีความเย็นเยียบขึ้นอีกหนึ่งส่วน!
ซูฉางเกอ เ้าคนสารเลวนั่น!
นับั้แ่ครั้งสุดท้ายที่เขามาหาที่นี่เมื่อสามเดือนก่อน ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาอีกเลย
เมื่อวานนี้ เป็นางที่ยอมลดตัวลงไปหาซูฉางเกอก่อน แต่ผลปรากฏว่าเ้าคนสารเลวนั่นมีท่าทีอย่างไรกับนาง? การที่นางยอมลดตัวไปหาซูฉางเกอได้ นั่นคือขีดจำกัดของไป๋อวิ้นเฉินแล้ว!
"ศิษย์น้องไป๋ ได้ยินว่าเมื่อก่อนท่านกับผู้าุโซูสนิทกันมาก? พวกเราจำได้ว่าตระกูลของท่านได้เตรียมการหมั้นหมายไว้ให้แล้วใช่หรือไม่ ได้ยินว่าเป็นายน้อยของตระกูลเร้นลับตระกูลหนึ่งด้วย"
"หรือว่าผู้าุโซูได้รับข่าวอะไรมา จึงได้เ็ากับท่าน?"
ศิษย์ชายคนหนึ่งมองไปยังใบหน้าสวยไร้ที่ติของไป๋อวิ้นเฉินแล้วเอ่ยขึ้นอย่างหยอกล้อ
คนที่อยู่ที่นี่ ใครบ้างจะไม่รู้เื่ที่ซูฉางเกอเคยตามจีบไป๋อวิ้นเฉินอย่างโจ่งแจ้งในอดีต
เมื่อได้ยินดังนั้น พลังิญญาในอากาศรอบด้านพลันเย็นะเื ไป๋อวิ้นเฉินขมวดคิ้วเรียว กวาดสายตาเ็าไปด้านหลัง แววตานั้นไร้ซึ่งความปรานี!
"เื่ของข้า ไม่ถึงตาพวกเ้าต้องมาจัดการ!"
ในบรรดาลำดับาุโของคนกลุ่มนี้ ไป๋อวิ้นเฉินถือเป็ศิษย์น้อง แต่หากพูดถึงความแข็งแกร่ง นางคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด!
ขณะเดียวกัน ภูมิหลังของนางก็เป็สิ่งที่คนเหล่านี้ไม่อาจเทียบติด
ผู้สืบทอดตระกูลไป๋ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนเหนือร้าง
"จึ๊ ๆ ผู้าุโซูคงจะรู้ฐานะของศิษย์น้องไป๋แล้ว ถึงได้ถอยทัพไปเอง เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็เพียงผู้าุโตัวเล็ก ๆ ของนิกายเซียนกระบี่เมฆา พร์อาจจะดี แต่หากพูดถึงภูมิหลัง แม้แต่ตระกูลไป๋แห่งแดนเหนือร้างก็ยังเทียบไม่ได้ นับประสาอะไรกับการไปเปรียบกับนายน้อยของตระกูลเร้นลับเ่าั้"
"การรู้จักถอยเมื่อรู้ว่ายากเป็เื่ดี วันหน้าศิษย์น้องไป๋อย่างไรเสียก็ต้องจากที่นี่ไป ต่อให้ซูฉางเกอจะมีพร์สูงส่งเพียงใด ก็เป็ได้แค่ปลาใหญ่ในบ่อเล็กของนิกายเซียนกระบี่เมฆาเท่านั้น
หากออกไปสู่โลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็ห้าดินแดนใหญ่ เก้าราชวงศ์เซียน สิบดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แดนปีศาจโบราณ หรือแดนเทพะ ที่ใดบ้างที่ไม่มีอัจฉริยะปีศาจ เกรงว่าเพียงแค่ศิษย์ที่มาจากตระกูลเร้นลับสักคน ก็สามารถบดขยี้ซูฉางเกอได้แล้ว"
คนที่อยู่ที่นี่ ในตอนที่ทุกคนยังเป็ศิษย์เหมือนกัน ใครบ้างที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อไป๋อวิ้นเฉิน แต่ศิษย์น้องสาวงามน้ำแข็งผู้นี้ไม่เคยให้สีหน้าดี ๆ กับบุรุษคนใด จนกระทั่งการปรากฏตัวของซูฉางเกอ
ความริษยา คือจุดเริ่มต้นของอคติเสมอ
เมื่อได้ยินคำพูดของพวกเขา ไป๋อวิ้นเฉินมีสีหน้าเ็า ดวงตางดงามตกอยู่ในห้วงความคิด ชั่วขณะหนึ่งนางกลับไม่รู้ว่าจะโต้แย้งอย่างไร
บางทีในใจของนางอาจจะคิดเช่นนี้เหมือนกัน ว่าซูฉางเกอรับรู้ถึงภูมิหลังของนาง จึงเกรงว่าจะถูกคนจากตระกูลเร้นลับเ่าั้หาเื่ ด้วยเหตุนี้จึงจงใจตีตัวออกห่างและเ็ากับนาง
หลี่มู่ ศิษย์พี่ใหญ่ที่มีลำดับาุโสูงสุดในกลุ่ม ยิ้มให้ไป๋อวิ้นเฉินอย่างอ่อนโยนและปลอบประโลมว่า
"ศิษย์น้อง ภูมิหลังของเ้านั้น แม้แต่พวกเราที่เรียกตัวเองว่าบุตรแห่ง์ยังไม่อาจเอื้อมถึง แม้ซูฉางเกอจะได้เป็ผู้าุโของนิกายเซียนกระบี่เมฆาั้แ่อายุยังน้อย แต่เ้าต้องรู้ว่าในโลกอันกว้างใหญ่แห่งนี้ นิกายเซียนกระบี่เมฆาเป็เพียงสถานที่เล็ก ๆ ที่ไม่สะดุดตา อนาคตของเ้าไม่ได้อยู่ที่นี่"
ความหมายแฝงคือ แม้ซูฉางเกอจะมีพร์อยู่บ้าง แต่ไม่มีภูมิหลังและทรัพยากร เส้นทางในอนาคตของเขาย่อมถูกจำกัดอยู่เพียงในนิกายเซียนกระบี่เมฆาเล็ก ๆ แห่งนี้ แต่ไป๋อวิ้นเฉินต่างออกไป นางคือบุตรีผู้สูงส่งของตระกูลไป๋ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนเหนือร้าง เส้นทางของนางนั้นกว้างไกลกว่ามาก!
ในใจของหลี่มู่ยังคงมีความรู้สึกบางอย่างต่อไป๋อวิ้นเฉินอยู่บ้าง แต่ก็เป็อย่างที่เขาพูด ฐานะของไป๋อวิ้นเฉินทำให้เขาไม่อาจเอื้อมถึง
เขาไม่ใช่คนที่สามารถอยู่เคียงข้างไป๋อวิ้นเฉินได้ตลอดไป
และเช่นเดียวกัน ซูฉางเกอก็ไม่ใช่!
ตำหนักชิงอวิ๋น
ในห้องน้ำชา
ซูฉางเกอนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน หลุบตาลงเล็กน้อย จิบน้ำชาอย่างช้า ๆ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้น มองลงไปด้านล่างด้วยสายตาเรียบเฉย
"ผู้าุโซู การประลองใหญ่ของสำนักใกล้จะถึงแล้ว ยามนี้เ้าสำนักไม่อยู่ ผู้าุโโจวยวนและผู้าุโท่านอื่น ๆ ต่างก็ปิดด่านบำเพ็ญเพียร การประลองครั้งนี้ เกรงว่าคงต้องรบกวนท่านเป็ผู้ดำเนินงานขอรับ!"
ศิษย์คนหนึ่งจากยอดเขาหลักเจี้ยนอวิ๋นประสานมือคำนับซูฉางเกออย่างนอบน้อมและกล่าวขึ้น
เมื่อได้ยินดังนั้น
ภายนอกซูฉางเกอแสร้งทำเป็พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ แต่ในใจกลับด่าทอเ้าพวกจิ้งจอกเฒ่าอย่างโจวยวนไปหลายรอบแล้ว เมื่อเช้าเพิ่งจะมอบป้ายม่านพลังสำนักให้เขา ตอนนี้กลับปิดด่านบำเพ็ญเพียรกันหมด
ทั้งที่รู้ดีว่าสองวันนี้ไม่สงบสุข รัชทายาทเผ่ามารอาจจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ นี่คิดจะให้เขาจัดการรัชทายาทเผ่ามารเพียงลำพังงั้นหรือ?
บัดซบ! เ้าพวกคนแก่ไร้ยางอาย
หากไม่ใช่เพื่อทำภารกิจของระบบให้สำเร็จ ซูฉางเกออยากจะเทงานทิ้งตอนนี้เลย
หาที่ซ่อนตัวแล้วแอบพัฒนาตัวเองอย่างสงบไม่ดีกว่าหรือ?
จะออกไปทำเท่ให้ได้อะไร!
"อืม การประลองใหญ่ของสำนักให้จัดตามรูปแบบของครั้งที่แล้ว ศิษย์ฝ่ายในคนที่บำเพ็ญเพียรหย่อนยานให้ลดขั้นไปอยู่ฝ่ายนอก ส่วนศิษย์ฝ่ายนอกที่ถูกคัดออก ให้ขับออกจากสำนักทันที" ซูฉางเกอจิบน้ำชาและเอ่ยเรียบ ๆ
"ขอรับ!" ศิษย์ผู้นั้นขานรับ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นและเอ่ยเสียงเบาอย่างลังเลว่า "ผู้าุโซู แล้วรางวัลสำหรับลำดับการประลองใหญ่ครั้งนี้..."
ซูฉางเกอเบ้ปากเล็กน้อย
ที่แท้ก็มาขอของจากเขานี่เอง
ก็จริง ตอนนี้ป้ายสำนักอยู่ในมือเขา คลังทรัพยากรก็มีเพียงเขาที่เปิดได้ การที่คนมาขอของจากเขาก็เป็เื่สมเหตุสมผล
"ถึงเวลานั้น ข้าจะประกาศเอง"
เมื่อได้รับคำมั่นสัญญาจากซูฉางเกอ ศิษย์ผู้นั้นจึงจากไปอย่างสบายใจ
ตลอดทางเขาไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมผู้าุโทุกท่านถึงเลือกปิดด่านบำเพ็ญเพียรในเวลานี้ โชคดีที่ยังมีผู้าุโซูอยู่ และเป็ผู้าุโซูที่สุภาพ สง่างาม และพึ่งพาได้
"ท่านอาจารย์..."
ทันทีที่ศิษย์จากยอดเขาหลักจากไป ซูฉางเกอก็ได้ยินเสียงที่ดูอ่อนแรงของเฟิ่งหว่านชิง
นางชะโงกศีรษะเล็ก ๆ เข้ามาจากนอกห้องน้ำชา มองซูฉางเกอด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบาว่า
"ได้เวลาทานอาหารกลางวันแล้วเ้าค่ะ"
นับั้แ่กราบซูฉางเกอเป็อาจารย์ อาหารสามมื้อในตำหนักชิงอวิ๋นก็เป็เฟิ่งหว่านชิงที่ทำเพียงลำพัง แต่นางยังเด็กนัก เมื่อก่อนอยู่ที่บ้านมีบิดามารดารักใคร่จึงไม่เคยเข้าครัวเลย จนกระทั่งมาที่นิกายเซียนกระบี่เมฆาจึงได้เรียนรู้ รสชาติอาหารย่อมไม่ดีนัก
ก่อนหน้านี้จึงถูกซูฉางเกอรังเกียจอยู่บ่อยครั้ง
ถึงขั้นที่มี่เวลาหนึ่งที่ซูฉางเกอไม่ยอมทานอาหารที่นางทำเลย นางจึงต้องทำทานเองทุกวัน หากไม่ทำก็ต้องทนหิว ซึ่งตอนนั้นซูฉางเกอไม่สนใจนางเลยแม้แต่น้อย
ซูฉางเกอจะทานหรือไม่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ แต่เฟิ่งหว่านชิง้าทำหน้าที่ศิษย์ที่ดี ดังนั้นทุกครั้งที่ทำอาหารนางจะมาเรียกซูฉางเกอ
เมื่อก่อนเวลาเรียกซูฉางเกอเช่นนี้
สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงคำว่า 'ไสหัวไป!' ที่เ็า
แต่วันนี้รู้สึกว่าท่านอาจารย์ดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย เฟิ่งหว่านชิงจึงรวบรวมความกล้าเดินเข้ามา น้ำเสียงจึงดูอ่อนหวานและนุ่มนวลกว่าปกติ
ซูฉางเกอรู้สึกสะท้อนใจเล็กน้อย
เมื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่สดใสและงดงามของเฟิ่งหว่านชิง ซึ่งยังคงมีความประหม่าและกังวลอย่างเห็นได้ชัด ดูเป็เด็กที่ว่านอนสอนง่ายและอ่อนน้อมยิ่งนัก
ไม่อยากจะเชื่อเลย
จักรพรรดินีผู้โเี้ไร้ความปรานีหลังจากเข้าสู่ด้านมืดในอนาคต ตอนนี้กลับอ่อนหวานและบอบบางถึงเพียงนี้
ความแตกต่างนี้ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก!
ความจริงแล้วคนที่บำเพ็ญเพียรถึงระดับเขา ไม่มีความ้าพิเศษในเื่อาหารการกิน ซูฉางเกอตั้งใจจะปฏิเสธเฟิ่งหว่านชิง แต่จู่ ๆ ก็นึกถึงภารกิจที่ระบบมอบให้
ในระยะนี้ ดูเหมือนว่าจำเป็ต้องเพิ่มระดับความไว้วางใจที่เฟิ่งหว่านชิงมีต่อเขา ส่วนเื่ที่จะทำลายความไว้วางใจนี้อย่างไรในอนาคต เพื่อให้เฟิ่งหว่านชิงเข้าสู่ด้านมืดเพื่อรับค่าโชคชะตานั้น เป็เื่ของวันหน้า
"ไปเถอะ ทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ข้าจะสอนเ้าเรียนเคล็ดเทียนหยวน"
[ติ๊ง! ค่าความรู้สึกดีของเฟิ่งหว่านชิง +5!]
[ติ๊ง! ระบบเตือน โฮสต์เกิดความสงสารต่อเฟิ่งหว่านชิง...]
ซูฉางเกอ 'ข้าสงสารบรรพบุรุษบ้านเ้าสิ!'
เขารีบแก้ไขสถานการณ์ทันที!
"หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าเ้าจะโง่จนเรียนไม่เป็ แล้วสุดท้ายทำให้ข้าเสียหน้าในการประลองใหญ่ของสำนัก เ้าคิดว่าข้าจะยอมเสียเวลาอยู่ที่นี่หรือ?"
เพราะกลัวว่าระบบจะคิดว่าเขาสงสารเฟิ่งหว่านชิง แล้วรีเซ็ตคะแนนของเขาจนเป็ศูนย์ ซูฉางเกอจึงต้องแสร้งทำท่าทางเ็าไร้ความปรานี และทำเป็ผิดหวังในตัวลูกศิษย์
เฟิ่งหว่านชิงได้ยินคำพูดที่เ็านี้ ดวงตาที่เคยสดใสและเป็ประกายพลันหม่นแสงลงทันที
ในใจของท่านอาจารย์ รังเกียจนางจริง ๆ ด้วย...
[ติ๊ง! ค่าความรู้สึกดีของเฟิ่งหว่านชิง -5!]
ซูฉางเกอ "..."