บทที่ 31 ลองคิดดูให้ดี ๆ
“ท่านประธานฟู่ พวกเราทุ่มเทให้บริษัทอย่างสุดหัวใจ!”
พนักงานรอบข้างต่างส่งเสียงร้องพร้อมกับจ้องมองเจียวม่านหนิงอย่างไม่พอใจ
ถ้าพูดไม่เป็ก็ไม่ต้องพูด!
“เจียวม่านหนิง การที่คุณเข้าไปก้าวก่ายเื่ของแผนกอื่นไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง ถึงผมจะไม่ค่อยได้อยู่ที่นี่ แต่ก็ไม่ได้หูหนวกตาบอด แล้วอีกอย่างคนที่ทางบริษัทฟู่เชิญมาเป็กรณีพิเศษ คุณไม่มีสิทธิ์ไปไล่เธอออก”
ผู้จัดการซ่งพยักหน้าเห็นด้วย
ใช่แล้ว เขาต้องลำบากหาทางแย่งชิงคนมาจากคู่แข่งอย่างยากลำบาก แล้วเธอจะมาไล่ออกไปง่าย ๆ ได้ยังไง?
ไร้ยางอายจริง ๆ!
เจียวม่านหนิงกำมือแน่น อยากพูดอะไรบางอย่างแต่พอสบตากับสายตาเ็าของฟู่ซือเหยียนก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
“ที่สำคัญที่สุดคุณยังทำลายชื่อเสียงของบริษัท ไม่ใช่แค่คุณคนเดียว
ฟู่อวิ๋นจือก็ถูกไล่ออกด้วย!” ฟู่ซือเหยียนหันหน้าไปพูดกับผู้ช่วยจางที่อยู่ข้าง ๆ “จับตาดูไว้ให้ผู้จัดการเจียวเคลียร์งานและส่งมอบให้เสร็จ แล้วให้เธอออกไปภายในสามชั่วโมง”
“ครับ…ผมจะจัดการให้เรียบร้อย”
ฟู่ซือเหยียนมองนาฬิกาข้อมือ ดูเหมือนว่าเขาอยู่ที่นี่นานไปหน่อย พอพูดจบก็เดินจากไปทันที
หลีเกอที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาอ้าปากค้าง อยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ได้พูด
เธอไม่คิดว่าฟู่ซือเหยียนจะมาที่บริษัท แล้วยังมาจัดการเื่พวกนี้ด้วย แต่ที่ฟู่ซือเหยียนไล่เจียวม่านหนิงและฟู่อวิ๋นจือออก ก็เหมือนเป็การช่วยเธอทางอ้อม
นี่เธอต้องเป็หนี้บุญคุณเขาอีกแล้วสินะ?
ไม่นานคนในล็อบบี้ก็แยกย้ายจากไปจนหมด หลีเกอและหลี่เจี๋ยอวี๋ขึ้นลิฟต์กลับไปที่แผนกของตัวเอง
“หลีเกอ คุณเก่งมากเลยนะ แผนนี้ใช้ได้ดีเลยทีเดียว เกือบจะเทียบเท่ากับสายลับแล้ว!” หลี่เจี๋ยอวี๋ตื่นเต้นมาก “ต้องจัดการกับผู้ชายเลวและผู้หญิงชั่วแบบนี้แหละ เหยียบพวกเขาให้จมดินไปเลย!”
หลีเกอไม่ได้พูดอะไร
เธอไม่ใช่คนใจร้าย ที่เธอแต่งงานกับฟู่อวิ๋นจือก็เพื่อหนีหานจินหยาง แถมร่างกายเธอก็ไม่แข็งแรง เธอเองก็รู้สึกผิดต่อเขาอยู่เสมอ
แต่ครั้งนี้ฟู่อวิ๋นจือก็ใจร้ายเกินไป
ถ้าเขาอยากหย่าเธอก็พร้อมจะหย่าทันที ไม่ให้เธอเอาอะไรติดตัวไปด้วยเลยก็ยอม แต่ในเมื่อเขากับเจียวม่านหนิงกลับร่วมมือกันทำให้เธอเสียชื่อเสียง เธอก็จะไม่ทนอีกต่อไป
หลังจากแยกทางกับหลี่เจี๋ยอวี๋แล้ว หลีเกอก็กลับไปที่แผนกแปลเพื่อนร่วมงานหลายคนมารุมถามนู่นถามนี่ สายตาที่แสดงความสะใจนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แค่ความเป็ห่วง
หลีเกอตอบกลับอย่างขอไปที
“นี่หลีเกอได้ยินว่าฟู่อวิ๋นจือเป็หลานชายของประธานฟู่ งั้นคุณก็เป็...หลานสะใภ้ของประธานฟู่น่ะสิ?”
ไม่รู้ว่าใครพูด แต่บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที
“ได้ยินมาว่าหัวหน้าหลิวจะไปประจำที่สาขานิวยอร์ก เมื่อหัวหน้าหลิวไปแล้ว เราต้องมีหัวหน้าคนใหม่ คุณเป็คนที่โดดเด่นที่สุดในพวกเรา แถมยังเป็หลานสะใภ้ของท่านประธานฟู่อีก ท่านประธานฟู่คงจะดูแลคุณใช่ไหมล่ะ?”
“ฮ่า ๆ ๆ ฉันเองก็อยากถามเหมือนกัน!”
“พวกคุณเนี่ยหูไวกันจังเลยนะ รู้กันหมดแล้วด้วยว่าหัวหน้าหลิวจะไปประจำสาขานิวยอร์ก ฉันเองยังไม่รู้เลย” หลีเกอกวาดสายตามองพวกเขาแล้วยิ้ม
“งั้นพวกคุณก็ไปถามหัวหน้าหลิวโดยตรงเลยไม่ดีกว่าเหรอ ว่าจะเลือกใครน่ะ?”
เพื่อนร่วมงานที่ถูกเธอจ้องมองก็มีสีหน้าซีดลง “พวกเราไม่ได้มีเจตนาอื่น แค่ถามเฉย ๆ น่ะ ถ้าหัวหน้าแผนกหลิวเลือกคุณ พวกเราก็อยากแสดงความยินดีล่วงหน้าแค่นั้นเอง”
“ถ้าคุณว่างมากขนาดนั้น ทำไมไม่รีบไปจัดการเอกสารภาษาอิตาลีสองชุดนั้นให้เสร็จล่ะ?” หลีเกอมองไปที่เพื่อนร่วมงานคนนั้นด้วยสายตาเ็า “ฉันจำได้ว่าหัวหน้าบอกว่าจะเอาภายในวันพฤหัสนี้นะ”
คนนั้นยักไหล่แล้วค่อย ๆ ถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างเงียบ ๆ
หลีเกอมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นที่นั่งอยู่รอบ ๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “ทุกคน ฉันกำลังจะหย่ากับฟู่อวิ๋นจือ ดังนั้นในอนาคตอย่าพูดถึงเื่ที่ฉันเป็หลานสะใภ้ของท่านประธานฟู่อีก ได้ไหม?”
“ทุกคนก็รู้ว่าประธานฟู่ไม่ชอบให้พนักงานพูดจาไร้สาระ ฉันสามารถมาทำงานที่แผนกแปลของบริษัทฟู่ได้ ก็ผ่านการสัมภาษณ์หลายรอบจนได้รับเลือก เหมือนกับพวกคุณทุกคนนั่นแหละ”
หลีเกอดูอ่อนโยนและพูดจาดี แต่ถ้าโกรธจริง ๆ ก็จะไม่ไว้หน้าใคร
ทุกคนหัวเราะแหะ ๆ แล้วก็แยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว
หลีเกอถอนหายใจ เธอไม่รู้เื่ที่หัวหน้าหลิวจะถูกย้ายจริง ๆ แล้วทำไมเพื่อนร่วมงานถึงคิดว่าเธอจะมาแทนตำแหน่งหัวหน้าหลิว ใครกันที่พูดจาเหลวไหลแบบนี้?
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเธอก็ส่งอีเมลไปขอบคุณฟู่ซือเหยียน
แม้ว่าเธอจะสามารถจัดการเื่นี้ได้โดยไม่ต้องมีฟู่ซือเหยียน แต่ก็ไม่ง่ายที่จะทำให้เจียวม่านหนิงลาออก เพราะเธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรองประธานหลายคน
ฟู่ซือเหยียน ตอบกลับอีเมลเธออย่างรวดเร็ว [ไม่เป็ไร]
หลีเกอจ้องมองอีเมลฉบับนั้นซ้ำไปซ้ำมาหลายนาที เพื่อให้แน่ใจว่าฟู่ซือเหยียนไม่ได้พูดถึงเื่ที่ติดค้างอะไร โชคดีที่ไม่มี ไม่งั้นเธอคงติดหนี้บุญคุณเขาจนรอบโลกแล้ว!
ตอนบ่ายฟู่อวิ๋นจือคงได้ข่าวจากใครสักคนจึงโทรหาหลีเกอไม่หยุด
พอโทรติดก็ะโด่าหลีเกอด้วยความโมโหจัด “หลีเกอ ฉันไม่คิดว่าเธอจะใจร้ายขนาดนี้! อุบัติเหตุรถชนนั่นเธอก็เป็คนวางแผนใช่ไหม บอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะ!”
“หลีเกอ เธอคอยดูเถอะฉันจะฟ้องเธอข้อหาพยายามฆ่า อยากหย่างั้นเหรอ? ไม่มีทาง! เธอทำให้ฉันถูกไล่ออกจากบริษัทฟู่ ฉันก็จะไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ เหมือนกัน!”
“ได้ แล้วฉันจะรอนะ” หลีเกอพูดจบก็วางสายไป แต่ก็ยังคงสงสัยอยู่
เธอคิดว่าฟู่อวิ๋นจือประสบอุบัติเหตุโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่คำพูดของ
ฟู่อวิ๋นจือฟังแล้วดูเหมือนมีคนจงใจทำร้ายเขา? แต่เธอไม่ได้จ้างใครทำเื่แบบนี้ และก็จะไม่ทำด้วย
แล้วใครกันทำกันล่ะ?
แล้วรูปถ่ายในมือของเจียวม่านหนิง เธอได้มาจากที่ไหนกัน?
หลีเกอส่งใบหย่าไปให้ที่โรงพยาบาล ทนายความบอกว่าฟู่อวิ๋นจือฉีกทิ้งทันที แถมยังจะทำร้ายเขาอีก หลีเกอจึงยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อบังคับหย่า
ไม่คิดเลยว่าวันรุ่งขึ้นฟู่อวิ๋นจือจะโทรมาหาเธอเอง ขอให้เธอไปหาที่โรงพยาบาลแล้วเขาจะเซ็นใบหย่าให้
หลีเกอแปลกใจที่เขายอมหย่าง่าย ๆ แบบนี้ น้ำเสียงเขาฟังดูแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดมาก เธอรีบหยิบใบหย่าแล้วไปหาฟู่อวิ๋นจือที่โรงพยาบาลทันที
ฟู่อวิ๋นจือาเ็จากอุบัติเหตุรถชนค่อนข้างหนัก ใบหน้าครึ่งหนึ่งพันผ้าพันแผลไว้ ขาทั้งสองข้างใส่เฝือกแขวนไว้ แปลกที่พอเห็นหลีเกอก็ไม่ได้ทำท่าทางหยิ่งผยองเหมือนก่อน มีแต่ความหวาดกลัว
หลีเกอยื่นใบหย่าให้เขา “ฉันจะเอาแค่ของของฉันไป ส่วนทรัพย์สินที่เหลือฉันไม่เอา”
“ละ…แล้ว…แล้วแต่เธอเลย” ฟู่อวิ๋นจือพูดจาตะกุกตะกัก เขารีบรับปากกามาเซ็นชื่อตัวเองบนใบหย่าอย่างรวดเร็ว
“ฟู่อวิ๋นจือนายชคิดจะทำอะไรกันแน่?” หลีเกอถามเพราะรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
ก่อนหน้านี้ฟู่อวิ๋นจือยังโทรมาบอกว่าจะไม่ปล่อยเธอไป ไม่มีวันหย่า แล้วทำไมผ่านไปแค่เพียงวันเดียวถึงเปลี่ยนใจได้
“ไม่มี ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่เปลี่ยนใจอยากหย่ากับเธอ” ฟู่อวิ๋นจือคืนใบหย่าให้หลีเกอ “ในเมื่อเราหย่ากันแล้วเราก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้วใช่ไหม?”
เขาพอนึกถึงเื่เมื่อวานก็ตัวสั่นไปหมด
เมื่อวานเขายังบ่นกับทนายความว่าจะไม่ยอมหย่าเด็ดขาด จะฟ้องหลีเกอ ฐานพยายามฆ่าคน ทันใดนั้นประตูก็ถูกเตะให้เปิดออกและมีชายสองคนเดินข้ามา
ชายคนแรกที่เดินเข้ามาหาเขาแต่งตัวดีมาก สวมแว่นตา ดูดีหล่อเหลาเหมือนอาจารย์มหาวิทยาลัย “ได้ยินมาว่าคุณไม่อยากหย่ากับเธองั้นเหรอ?”
“ทำไมผมต้องหย่าด้วย?” ฟู่อวิ๋นจือคิดว่าชายคนนี้เป็ทนายความคนใหม่ของหลีเกอ “และไม่ใช่แค่ไม่หย่านะ ฉันจะฟ้องเธอด้วย!”
“คุณฟู่อวิ๋นจือคิดให้ดี ๆ นะ คุณไม่อยากอย่าจริง ๆ งั้นเหรอ?”
“ไม่!” ฟู่อวิ๋นจือหมดความอดทน ถึงเขาจะนอนอยู่บนเตียง แต่ก็พยายามชกหมัดใส่ผู้ชายคนนั้น แต่ไม่คาดคิดว่าจะถูกผู้ชายคนนั้นคว้าหมัดของเขาไว้ได้ และบิดข้อมือของเขาอย่างแรง
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป และรู้สึกถึงรัศมีอำมหิตจากตัวผู้ชายคนนี้้
ในทันใดนั้น เขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“คุณฟู่อวิ๋นจือ ผมสามารถทำให้คุณประสบอุบัติเหตุรถยนต์ได้ครั้งหนึ่งแล้ว ก็ย่อมมีครั้งที่สองได้เช่นกัน” ผู้ชายคนนั้นยิ้มและพูดว่า “แต่ครั้งหน้า ขาของคุณอาจจะไม่โชคดีขนาดนั้นแล้วล่ะ”
