การจากไปของหลี่เชียนเหม่ยและผู้เฒ่าหลิงได้สร้างความตื่นตระหนกครั้งใหญ่ให้แก่ตระกูลจาง แม้แต่จางหยินเซียว จางหยูเซิงและผู้อาวุโสคนอื่นๆก็รีบมาไถ่ถามจางหลินด้วยความอยากรู้อยากเห็น ว่าเขาไปรู้จักกับบุคคลที่ทรงพลังเช่นนั้นได้อย่างไร
แต่จางหลินตอบพวกเขาเพียงแค่ว่า ทั้งสองฝ่ายไม่มีความสนิทสนมกันมากนัก เพียงแต่เขาบังเอิญพบเจอหลี่เชียนเหม่ยที่หอตำรา และในวันนี้นางก็มาเพื่อไถ่ถามเกี่ยวกับตำราบางอย่างเท่านั้น
ใครหลายๆคนที่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างจางหลินและหญิงสาวลึกลับนั้นไม่ธรรมดา
นางจะเป็นเพียงแค่คนที่ผ่านทางมาได้อย่างไร?
แต่เนื่องจากจางหลินไม่เต็มใจที่จะบอกความจริง จึงไม่มีผู้ใดรีดเค้นอะไรอีกต่อไป
แต่ใครหลายๆคนต่างก็รู้สึกตื่นเต้นที่มีบุคคลระดับนี้มาปรากฏตัวขึ้นในตระกูลจาง ซึ่งอาจจะทำให้รัศมีของตระกูลจางที่เคยอยู่ภายใต้เงาของตระกูลชิงได้ส่องสว่างขึ้นมาบ้าง
แน่นอนว่าในทางกลับกัน การแสดงออกของตระกูลชิงยิ่งมืดลงเมื่อพวกเขาได้ยินข่าวคราวนี้ โดยเฉพาะกับปรมาจารย์ซูหยานที่กำหมัดแน่นด้วยแววตาที่เย็นชา ภายในห้องโถงที่มีชิงเหลียนเฟิง ชิงเยว่และหยางเซี่ยรายล้อมอยู่
“อะไร!? เจ้าบอกว่ามีผู้ฝึกยุทธ์ลึกลับที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้เข้าไปเยี่ยมเยียนจางหลินงั้นรึ!?” ใบหน้าของปรมาจารย์ซูหยานมืดลงในทันทีขณะไถ่ถามชิงเหลียนเฟิง
ชิงเหลียนเฟิงที่กำลังโค้งคำนับก็ตัวสั่นเล็กน้อย “ขะ-ขอรับ มันเป็นหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดสีน้ำเงินและมีชายชราผู้หนึ่งที่เดินออกมาพร้อมกับจางหลิน”
ปรมาจารย์ซูหยานพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนที่มันจะเอ่ยถาม “มีผู้ใดรู้ต้นกำเนิดของคนทั้งสองนั้นหรือไม่?”
ชิงเหลียนเฟิงที่กำลังประสานมือก็ส่ายหน้าเบาๆ “เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดรับรู้ และจางหลินก็ไม่ได้บอกอะไรแก่ตระกูลจางด้วยเช่นกัน... แต่ข้าได้ยินมาจากสาวใช้ว่าหญิงสาวผู้นั้นมีนามว่าหลี่เชียนเหม่ย”
“อะไร!? เจ้าพูดว่าอะไร!?” ทันใดนั้นการแสดงออกทางสีหน้าของปรมาจารย์ซูหยานซีดขาวราวกับซากศพ รัศมีที่น่าสยดสยองก็ปะทุออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่!
แม้แต่การแสดงออกของหยางเซี่ยเองก็แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวไม่แพ้กัน
เมื่อเห็นความตกใจและความตื่นตระหนกบนใบหน้าของทั้งสอง ชิงเหลียนเฟิงก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี “ทะ-ท่านปรมาจารย์ซู ท่านรู้จักหญิงสาวผู้นั้นหรือไม่?”
ปรมาจารย์ซูหยานกัดฟันด้วยแววตาที่สั่นไหว “หากเป็นคนที่ข้าคิด คงไม่มีผู้ใดในยุทธจักรไม่รู้จักชื่อนั้น! หญิงสาวผู้นั้นคือองค์หญิงน้อยแห่งจักรวรรดิซวนหยวน!”
แต่ในใจมันอดไม่ได้ที่จะมึนงง
[มะ-มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?]
[องค์หญิงน้อยแห่งจักรวรรดิซวนหยวนผู้ยิ่งใหญ่ มาปรากฏตัวในพื้นที่ห่างไกลอย่างเมืองหยางโจวได้อย่างไร?]
“จักรวรรดิซวนหยวน?” ชิงเหลียนเฟิงและชิงเยว่มองหน้ากันด้วยความสับสน เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกของทั้งสองมีน้อยเกินไป จึงเป็นเรื่องปกติที่ทั้งสองไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับจักรวรรดิซวนหยวนมาก่อน
ปรมาจารย์ซูหยานไม่ได้ตัดสินใจอธิบายอะไร แต่มันกลับกำหมัดแน่นจนเหงื่อเปียกชุ่ม “เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขาสังเกตเห็นสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าของตระกูลจางเช่นกัน?”
ปรมาจารย์ซูหยานเริ่มรู้สึกได้ถึงลางร้าย ราวกับว่าความต้องการของมันอาจจะถูกทำให้ล้มเหลวเนื่องจากการมาถึงของหลี่เชียนเหม่ย
มันรีบยืนขึ้นก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง “ถ่ายทอดคำสั่งลงไป! ไปสืบค้นบทสนทนาระหว่างจางหลินและองค์หญิงแห่งจักรวรรดิซวนหยวนมาให้ข้า! ข้าอยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขา!”
ชิงเหลียนเฟิงไม่รอช้าที่จะออกคำสั่งให้พ่อบ้าน และพ่อบ้านคนนั้นก็รีบออกจากตระกูลชิงไปในทันที
ชิงเยว่ที่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟันด้วยแววตาเย็นชา ครั้นได้ยินว่ามีหญิงสาวคนอื่นพยายามจะตีสนิทจางหลิน
ไม่รู้ว่ามันเป็นความหึงหวงหรือความอิจฉาริษยา แม้ว่านางจะมีสัมพันธ์สวาทกับหยางเซี่ยแล้วก็ตาม
นี่คือผู้หญิง! ต่อให้นางจะชั่วช้าอย่างไร แต่จางหลินยังคงมีสถานะเป็นคู่หมั้นของนางอยู่ ฉะนั้นแล้วเป็นเรื่องปกติที่นางจะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อหญิงสาวคนอื่นๆที่พยายามตีสนิทกับจางหลินซึ่งเป็นคู่หมั้นของนาง
ใบหน้าปรมาจารย์ซูหยานยังคงถมึงทึง คิ้วของมันขมวดชนกันไม่คลาย
ความหนักอึ้งที่กดทับตระกูลจางมาเนิ่นนานได้สิ้นสุดลง หากแต่ความหนักอึ้งนั้นตกมาอยู่ที่ตระกูลชิงและปรมาจารย์ซูหยานแทน
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มที่จะอึดอัด ชิงเหลียนเฟิงก็กล่าวขึ้นมาเพื่อทำลายบรรยากาศที่อึมครึมในทันที “ทะ-ท่านปรมาจารย์ การมาถึงขององค์หญิงน้อยผู้นั้นจะส่งผลกระทบต่อแผนการของท่านหรือไม่?”
ปรมาจารย์ซูหยานหลุดพ้นจากภวังค์ มันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดผลกระทบ เพราะการมาเยือนของนางจะไม่เปลี่ยนแปลงพิธีแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ และอีกไม่กี่วันพิษหยินแช่แข็งกระดูกก็จะเริ่มแสดงอาการ เมื่อนั้นพวกเราสามารถที่จะใช้ชีวิตของจางหลินเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งประดิษฐ์ระดับ 7 นั้นได้”
“พวกเราก็แค่แสร้งทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นอุบัติเหตุอย่างที่ข้าวางไว้ก่อนหน้านี้” ปรมาจารย์ซูหยานพูด
ชิงเหลียนเฟิงที่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่แผนการของพวกเขาสามารถดำเนินต่อไปได้
แต่ถึงอย่างไรการเคลื่อนไหวของปรมาจารย์ซูหยานนับจากนี้ต้องแนบเนียนยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันตัวแปรที่ไม่คาดฝันและผลกระทบที่จะตามมา
แต่จู่ๆดูเหมือนว่าปรมาจารย์ซูหยานจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้า มันโบกมือหนึ่งคราก่อนจะปรากฏให้เห็นแผ่นหยกลอยอยู่ตรงหน้า
มันหลับตาและส่งพลังปราณเข้าสู่แผ่นหยก ก่อนที่มันจะเอ่ยบางอย่างออกมา “ท่านรองเจ้าสำนัก ข้าซูหยานติดต่อมาจากเมืองหยางโจว”
การกระทำของปรมาจารย์ซูหยานทำให้ชิงเหลียนเฟิงและชิงเยว่รู้สึกสงสัย ว่าปรมาจารย์ซูหยานกำลังคุยอยู่กับใคร?
แต่จู่ๆก็มีเสียงแหบแห้งตอบกลับมาจากแผ่นหยก “โอ้? เสี่ยวซู เจ้าถึงกับใช้แผ่นหยกติดต่อมาหาข้าเลยงั้นรึ?... เป็นไปได้ไหมว่ามีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นกับเจ้า?”
ปรมาจารย์ซูหยานกล่าวปฏิเสธในทันที “ท่านรองเจ้าสำนักคิดมากเกินไป ข้าเพียงแค่ต้องการรายงานข่าวสำคัญกับท่านก็แค่นั้น”
“หืม?” เสียงจากแผ่นหยกอุทานด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ว่ามา”
มุมปากของปรมาจารย์ซูหยานโค้งขึ้น “ได้โปรดช่วยติดต่อไปยังทางจักรวรรดิติงหยวน และบอกพวกเขาว่าองค์หญิงน้อยแห่งจักรวรรดิซวนหยวนอยู่ที่เมืองหยางโจวของแคว้นฉู่! ข้ามั่นใจว่าหากจักรวรรดิติงหยวนได้รับรู้เรื่องนี้ พวกเขาจะต้องเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน... และอีกอย่างข้าเชื่อว่าจักรวรรดิติงหยวนจะตอบแทนบุญคุณพวกเราเป็นอย่างงามสำหรับข่าวสารในครั้งนี้”
เสียงจากแผ่นหยกเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง “เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าคนที่เจ้าพบเห็นคือองค์หญิงน้อยแห่งจักรวรรดิซวนหยวนจริงๆ?”
ปรมาจารย์ซูหยานตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “ข้าสาบานด้วยชีวิตของข้า! ว่าข้าเพิ่งพบเห็นองค์หญิงแห่งจักรวรรดิซวนหยวนด้วยตนเองในเมืองหยางโจวพร้อมกับผู้ติดตามหนึ่งคน”
“ดี! ข้าจะให้ใครบางคนแจ้งไปที่จักรวรรดิติงหยวนในทันที!” แผ่นหยกที่ส่องสว่างก็ค่อยๆดับลงเมื่อประโยคของชายที่ถูกเรียกว่า ‘รองเจ้าสำนัก’ จบลง