ผมติดอยู่ในนครพิศวง

    บทที่ 50 เข้าสิงร่าง

            บทที่ 50 เข้าสิงร่าง

     

    ในที่สุดพวกเราก็เดินออกมาจากป่าโลงศพได้แล้ว!

     

    ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก รีบก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว 

     

    เป็นอย่างที่ต้าเหว่ยพูดจริง ๆ ด้วย ข้างหน้าไม่มีทางไปแล้ว

     

    มีเพียงกำแพงดินเรียบ ๆ กั้นอยู่

     

    บนกำแพงดินมีประตูเหล็กบานหนึ่ง ดูไม่ต่างจากประตูทั่วไป ถูกล่ามด้วยโซ่และกุญแจเหล็ก ตัวประตูถูกทาสีดำ

     

    ทั้งหมดนี้ดูธรรมดา ยกเว้นก็แต่กำแพงดินนั่นที่ดูแปลก ๆ

     

    ผมไม่แน่ใจว่ากำแพงนั่นมันถูกทาสีหรือเป็นเพราะส่วนผสมของวัสดุที่แตกต่างกัน มันเป็นกำแพงดิน แต่เป็นกำแพงดินสีเลือด

     

    ต้าเหว่ยหันกลับมามองผม แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนกับกำแพงดิน ทำให้ใบหน้าบวม ๆ ของเขาแดงก่ำ ดูชุ่มฉ่ำ เหมือนสีเลือดหมู มันเหมือนเลือดไม่มีผิด

     

    “ต้าเหว่ย นายไม่เป็นไรใช่ไหม?” ผมคิดว่าเขาคงเศร้าใจเพราะความสิ้นหวัง จึงพูดติดตลกปลอบใจเขาสองสามคำ

     

    ผมเดินไปที่ประตูเหล็ก ลองเอามือลูบกำแพงดิน แต่มือของผมก็ไม่เปื้อนสีใด ๆ เลย จึงยังไม่เข้าใจความลึกลับของมัน ผมมองไปที่ประตูเหล็กอีกครั้ง เห็นโซ่เหล็กเส้นหนาร้อยผ่านแล้วใส่กุญแจขนาดใหญ่ ไม่รู้ว่าข้างหลังประตููเป็นทางเดินหรืออะไร ผมเลยยังไม่กล้าตัดสินใจ

     

    “นายว่าข้างหลังประตูคืออะไร เป็นทางเดินหรือขังอะไรที่น่ากลัวไว้?” เพื่อให้ผมเห็นได้ชัดขึ้น ต้าเหว่ยจึงยื่นคบเพลิงไปข้างหน้า

     

    “ไม่รู้สิ” ผมเคาะประตูเหล็ก เสียงมันดูกลวง ๆ ก้อง ๆ แสดงว่าข้างหลังประตูยังมีพื้นที่ ผมเอาหูแนบฟัง นอกจากเสียงลมแล้วก็ไม่มีเสียงอะไรเลย ผมจึงลองดึงโซ่เหล็กสองสามที เสียงของโซ่ที่กระทบกับประตูเหล็กดังกึกก้อง นอกจากนั้นก็ไม่มีเสียงอื่น 

     

    ผมลุกขึ้นยืนหน้าประตูเหล็ก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง โซ่เหล็กเหล่านี้ดูแข็งแรง แต่จริง ๆ แล้วแค่ให้ต้าเหว่ยใช้ประแจตีเข้าไปก็น่าจะหลุดออกได้ไม่ยาก เพียงแต่หลังจากเปิดประตูเข้าไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องน่ายินดีหรือน่าตกใจ พวกเราก็ต้องแบกรับความเสี่ยงนี้ไว้ บางทีอาจเป็นอย่างที่คนโบราณว่าไว้ ‘ไม่เข้าถ้ำเสือ ก็ไม่ได้ลูกเสือ’*[1] ผมตัดสินใจได้แล้ว เวลาไม่เคยคอยใคร ถ้ารอต่อไปจนคบเพลิงมอดดับคงจะสายเกินไป ผมบอกความคิดของตัวเองออกไป ให้ต้าเหว่ยลงมือทันที 

     

    ผมก้าวไปข้างหน้าเพื่อจะรับคบเพลิงมาถือ แต่เห็นต้าเหว่ยถอยหลัง คบเพลิงก็ใกล้จะมอดดับแล้ว ฟืนแตกเปรี๊ยะ ๆ 

     

    “เป็นอะไรไป? หรือเอาประแจมาให้ฉันก็ได้ เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ผมคิดว่าต้าเหว่ยคงไม่อยากทำ งั้นผมทำเองก็ได้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้แรงอะไรมากมาย

     

    แต่เขากลับไม่พูดไม่จา เพียงแค่จ้องมองผมด้วยแววตาอันมืดมน

     

    ผมรู้สึกขนลุกเมื่อถูกจ้องมองด้วยสายตาที่ไม่อาจเข้าใจได้ จึงรีบหยิบคบเพลิงอันใหม่มาจุด

     

    “ต้าเหว่ย นายเป็นอะไรกันแน่?” ผมมองเขา รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาไม่ตอบคำถามผม คงไม่ใช่ว่าผีเข้าหรอกนะ?

     

    ผมค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ถามว่า “นายคือต้าเหว่ยใช่ไหม?”

     

    เขาก้มหน้าแล้วหัวเราะหึ ๆ ไม่พูดอะไร

     

    บ้าเอ๊ย! ดูท่าจะไม่ดีแล้ว ผมสะบัดแขนเสื้อข้างซ้ายไปด้านหลัง มีดสั้นอยู่ในมือแล้ว

     

    คบเพลิงของต้าเหว่ยมอดดับ ผมจึงยื่นคบเพลิงไปข้างหน้า เปลวไฟอยู่ห่างจากผมของเขาไม่ถึงเมตร ผมได้กลิ่นไหม้ของเส้นผม

     

    “แกเป็นใครกันแน่?” 

     

    “ฮ่า ๆ นายว่าไงล่ะ?” ยังคงเป็นเสียงของไอ้หมูอ้วน แต่น้ำเสียงแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด

     

    ราวกับมีภาพยนตร์มาฉายอยู่เบื้องหน้าผม นับตั้งแต่ที่ต้าเหว่ยเข้ามาในโบสถ์ เขาก็เอาแต่เงียบ ไม่ค่อยพูดค่อยจา ซึ่งไม่เหมือนนิสัยของเขาเลย ตอนแรกผมคิดว่าเขาคงตกใจกลัว หรือร่างกายเหนื่อยล้าเลยไม่อยากพูด แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าผีเข้า มีความเป็นไปได้อยู่สามอย่าง หนึ่งคือถูกผีร้ายเข้าสิงตอนอยู่ข้างนอกโบสถ์ สองคือถูกวิญญาณของบาทหลวงเหล่านั้นเข้าสิงตอนกระโดดลงไปในห้องใต้ดิน และสามคือที่นี่ ในโลงศพเหล่านั้นอาจมีวิญญาณอยู่ ทั้งหมดนี้ดูสมเหตุสมผล แต่ก็แฝงไปด้วยความไร้สาระ

     

    ความไม่เป็นตัวของตัวเองของต้าเหว่ยน่าจะเริ่มต้นที่นอกโบสถ์

     

    ผมรวบรวมความกล้า กัดฟันสู้ คงไม่ใช่ปีศาจตนนั้นหรอกนะ ค่อย ๆ ทักทาย

     

    “เสี่ยวหง นี่มันเกินไปแล้วนะ”

     

    เมื่อต้าเหว่ยได้ยินก็หัวเราะลั่น จากเสียงของผู้ชายก็กลายเป็นเสียงของผู้หญิงในทันที

     

    เมื่อได้ยินว่าเป็นเสียงของเสี่ยวหง หัวผมก็แทบระเบิด บ้าเอ๊ย! กลัวอะไรก็เจออย่างนั้น

     

    เสี่ยวหงยิ้ม พยายามขยับร่างกายเล็กน้อย ท่าทางดูงุ่มง่ามและเชื่องช้า

     

    “ร่างนี้ไม่เลว แต่ไม่ค่อยเชื่อฟัง คงเพราะมีสองวิญญาณอยู่ในร่างเดียวกัน” เสี่ยวหงพูดจาโอ้อวดผ่านปากของต้าเหว่ย

     

    “ยายแก่ อย่ามาทำอะไรร่างของต้าเหว่ยนะ” ตอนแรกผมอยากจะเอาคบเพลิงจี้เธอ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่านั่นคือร่างของต้าเหว่ย

     

    เสี่ยวหงหัวเราะเยาะ “นายก็ลองแทงดูสิ เจ้าอ้วนนี่หนังหนา ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเจ็บไหม ฮ่า ๆ”

     

    ผมไม่มีทางรับมือกับปีศาจตนนี้ ตอนนี้ดันมาสิงร่างต้าเหว่ยอีก ผมจึงยิ่งทำอะไรไม่ถูก

     

    “เธอต้องการอะไรกันแน่?” ถ้าใช้ไม้แข็งไม่ได้ ก็ต้องใช้ไม้อ่อน เธอน่าจะมีแผนอยู่แล้ว

     

    “ฉันต้องการอะไรงั้นเหรอ? พวกแกทำลายร่างของฉัน ทำลายต้นไม้ผีของฉัน ทำลายฐานที่มั่นที่ฉันสร้างมาเป็นร้อยปีจนหมด แล้วยังขโมยกระจกทองสัมฤทธิ์ของฉันไปอีก พวกแกคิดว่าฉันควรจะจัดการกับพวกแกยังไง “ เสี่ยวหงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาและน่ากลัว 

     

    “ทั้งหมดนั่นยายหวังเป็นคนสั่งการ เธอใช้พิษกู่ที่อยู่ในร่างของต้าเหว่ยมาบังคับให้พวกเราช่วยเธอ ฉันก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะเป็นแบบนี้” ผมปฏิเสธอย่างรวดเร็ว ยายหวังกับเธอมีความแค้นต่อกัน ส่วนต้าเหว่ยก็โดนพิษกู่ พวกเราจึงจนใจ 

     

    แต่กับปีศาจร้ายไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลได้ เสี่ยวหงไม่สนใจคำแก้ตัวของผม เธอตะโกน “ฉันไม่สน ตอนนี้ฉันจะฆ่าพวกแกให้หมด ฉันได้ร่างนี้แล้ว คนต่อไปก็ถึงตาของนังแก่นั่น และต่อไปก็จะเป็นตาของไอ้โง่ที่เลี้ยงงู” 

     

    ดูเหมือนว่าเสี่ยวหงจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ผมรีบหยุดอารมณ์ฉุนเฉียวของเธอแล้วพูดว่า “เธอคงยังไม่รู้สินะ ตอนที่เธอกับยายหวังสู้กัน ลุงอวี้ฉวยโอกาสบุกไปทำลายบ้านของยายหวัง ฆ่าหนอนกู่ที่เลี้ยงไว้จนหมด แม้แต่แมงมุมยักษ์ก็ไม่รอด ตอนนี้ยายหวังป่วยหนัก ถึงต้องให้พวกเรามาขายเกี๊ยวแทนเพื่อสืบข่าว”

     

    “เธอสู้กับยายหวัง แต่สุดท้ายกลับโดนลุงอวี้ฉวยโอกาส ตอนนี้เขาแข็งแกร่งกว่าเธอมาก เธอคิดว่าจะฆ่าเขาได้ง่าย ๆ เหรอ ฝันไปรึเปล่า?”

     

    เมื่อเสี่ยวหงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตกใจ ตอนแรกเธอวางแผนไว้ว่าจะกำจัดผมอย่างลับ ๆ ที่นี่ จากนั้นก็อาศัยร่างของต้าเหว่ยไปหายายหวัง แล้วฉวยโอกาสฆ่าเธอ จากนั้นก็ค่อยไปกำจัดลุงอวี้ เมื่อถึงเวลานั้น กระจกทั้งสามก็จะรวมกัน พอดีกับแผนการใหญ่ของเธอ

     

    “เสี่ยวหง ไม่ว่าก่อนหน้านี้เราจะมีความแค้นต่อกันยังไง แต่เพื่อชีวิตของตัวเอง พวกเรามาร่วมมือกันเถอะ” ผมเห็นต้าเหว่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้ว่าเสี่ยวหงกำลังครุ่นคิด ผมจึงรีบเสนอความคิดเห็นออกไป

     

    [1] ไม่เข้าถ้ำเสือ ก็ไม่ได้ลูกเสือ = ถ้าไม่กล้าเสี่ยง ก็จะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เป็นการสื่อว่า ให้เรากล้าที่จะเสี่ยง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบาก หรืออันตรายก็ตาม

     



    คล้ายกับเรื่องผมติดอยู่ในนครพิศวง ที่คุณอ่าน