“ผู้สร้างโลก!!!” โอ๊สที่ได้ยินคำพูดออกจากปากพี่ชาย ระหว่างการชื่นชมฝนดาวตก
“ก็ไอ้ อิเวนท์ฝนดาวตกเนี้ย มันเป็นการเปิดตัวของซันเขาเลยละ คิดว่าอีกไม่กี่วันคงได้เจอกัน”
--------------------
“ทุกคนสบายดีกันไหม” ซันกล่าวถามเหล่าบริวารทั้ง 7
“พวกเรานะสบายดีแต่ ที่แน่ ๆ ท่านเอิร์ธ ลำบากอยู่” มีดาสกล่าวบอกเจ้านายของตน
“แล้วกัน น้องออโต้ละเป็นไง” ซันถามต่อเพราะแอบนึกถึงครั้งก่อนที่แกล้งน้องชายรุนแรงไปจนไม่รู้ว่าเป็นไรบ้าง
“ไม่ได้อยู่กับท่านเอิร์ธ ทั้งสองพลัดหลงกัน” ลามุนเป็นคนบอก
“ตั้งแต่เมื่อไหร่” น้ำเสียงซันตกใจอย่างที่สุด
“ก็ตั้งแต่ที่ทั้งคู่เข้ามาในโลกนี้นั่นละครับ” เป็นโดราฟบอกถึงความจริง
“อย่าบอกนะว่าเพราะเราเรื่องเลยเลวร้ายกว่าเดิม” ซันรำพึงกับตัวเอง
“เรื่องนี้พวกเราก็ไม่รู้” ทั้ง 7 เทพกล่าวพร้อมกัน
“ใครรู้บ้างว่าทั้งสองอยู่ไหน” ซันถามเทพทั้งหลาย
“ระบบติดตามตัวที่รู้แน่ชัดคือท่านเอิร์ธ ส่วนท่านออโต้พวกเราเห็นครั้งล่าสุดตอนเข้าร่วมงานบรรเลงในพิธีบูชาเทพทั้ง 7” เรมิสกล่าว
“ขอภาพของเอิร์ธหน่อย” ซันกล่าว ทีติที่ถือครองกระจกส่องล่าเปิดฉายภาพให้ซันดูทันที เมื่อซันเห็นเอิร์ธแล้วเขาจะรีบไปทันทีทว่า...
“ท่านซันท่านอย่าลืมกฎของคีตา และตอนนี้พวกเราทั้ง 7 นั้นคอยดูแลโลกนี้อยู่ ท่านกับท่านเอิร์ธนั้นเป็นตัวตนที่สูงส่งกว่าใคร ๆ ด้วยกฏเหล่านั้นหากท่านไปพบพวกเขายามนี้ เด็กหนุ่มผู้นั้นคงได้ดับสูญทันทีที่ท่านเข้าใกล้” ทีติกล่าวพร้อมผายมือไปยังโอ๊สที่อยู่ข้าง ๆ เอิร์ธ
“ตัวตนของท่านเปรียบได้ดังดวงตะวัน แสงที่ส่องออกมาแม้นจะเล็กน้อยก็อาจทำลายสิ่งมีชีวิตในโลกแห่งนี้ได้” ซอลลุชกล่าวเตือน
“ท่านไม่ต้องกังวลพวกข้านั้นได้ติดตามท่านเอิร์ธมาสักระยะแล้ว ขอเพียงเด็กคนนั้น คู่สัญญาชั่วคราวท่านเอิร์ธเดินทางไปร่วมงานพิธีบรรเลง ท่านก็แค่ใช้กายสามัญไปพบ เมื่อนั้นคงจะดีที่สุด” โดราฟกล่าว
“โอเค ส่วนเรื่องทั้งหมดใครก็ได้สรุปให้ผมฟังที...”
--------------------
“รู้แล้วสินะ” เอิร์ธที่พอเดาได้ว่าบนมิติสวรรค์กำลังเกิดอะไรขึ้นจึงหันไปถามน้องชาย “โอ๊สอีกกี่วันจะได้เข้าร่วมงานบรรเลง”
“อีกสองวันครับ” โอ๊สตอบเสียงใส
“วันนั้นนำพี่ในรูปแบบอูคูเลเล่ไปด้วย”
“แล้วเรื่องอัญมณีที่มีเกินมาละ” ชายหนุ่มถาม
“คงต้องใช้อะไรปกปิดไปก่อน อย่างไรก็ไม่มีใครตรวจเช็คเครื่องดนตรีประจำตัวในวันบรรเลง”
“สมแล้วที่เป็นพี่เทพตกสวรรค์” โอ๊สได้ทีแซว
“เห้อ ยังไงพี่ก็ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในคนให้กำเนิดโลกนี้นะ”
“ขอรับท่านเทพ” โอ๊สกล่าวพร้อมแสดงความเคารพตามหลักคีตาอย่างจงใจ
“ไป ๆ ไปนอนกันได้แล้ว” เอิร์ธรีบไล่เจ้าน้องชายตัวดี
--------------------
“เมื่อคืนมีฝนดาวตกด้วยเหรอ” ผมถามพี่ชายตัวดีตรงหน้า
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เห็นคนในล๊อบบี้พูดอยู่” อ๊อสที่กำลังแต่งตัวให้น้องชาย ก่อนออกจากที่พัก
“ขอบคุณครับ”
“ด้วยความยินดีขอรับนายท่าน” อ๊อสได้ทีเล่นตามบทเพราะตอนนี้พวกเราต้องออกเดินทางแล้ว ผมเดินนำโดยมีพี่อ๊อสเดินตามมาในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล
“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะนายท่าน” พี่ลิลกล่าวทักทายหลังผมเดินออกมาจากห้องนอน
“อรุณสวัสดิ์ ลิล เลล”
“...” เลลที่มองผมไม่ทักแต่กลับหลบตาไปเฉย ๆ
“เรื่องเมื่อคืนนายอาจเข้าใจผิด แต่รับรู้ไว้ว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป” ผมที่เห็นการหลบตาของอีกฝ่ายก็พอเดาได้ว่าเขาคิดอะไร
“ก็แค่พี่น้องหยอกกัน” อ๊อสได้ทีเดินเข้าไปกระซิบใกล้ ๆ เลล จนอีกฝ่ายตกใจถอยหลังไปตั้งหลัก อ๊อสที่เห็นภาพก็ได้แต่ส่ายหัวขำอาการหนุ่มรุ่นน้อง พวกเรารับประทานอาหารในโรงแรมก่อนออกเดินทางต่อ เมืองนี้ไม่ใช่จุดหมายของเรามันเป็นเมืองทางผ่านเท่านั้น เมื่อรถม้าพร้อมพวกเราทั้งสี่ก็ออกเดินทางต่อ
“นายคิดว่าพวกเราเป็นแบบนั้นจริง ๆ เหรอ” ผมที่นั่งอยู่ในส่วนตัวรถม้ากับเลล โดยมีพี่อ๊อสและพี่ลิลอยู่ดูแลคอยควบคุมม้าด้านหน้า
“ก็แค่ตกใจ ข้าไม่รู้ว่าพี่ชายที่รักและสนิทกับน้องมักเล่นกันแบบนั้น” เลลหันหน้ามาตอบผมตรง ๆ
“เอาจริงเรื่องนี้ครอบครัวอื่นคงไม่แสดงออกแบบนี้กันทุกครอบครัวหรอก แต่พี่อ๊อสเขาถือว่าการถูกเนื้อถูกตัวโดยไม่มีกำแพงคือการแสดงความรักที่บริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าเขากล้าทำแบบนั้นด้านนอกหรือในที่สาธารณะ ข้าเองนี่แหละจะจัดการลงโทษให้สาสม” ผมก็พยายามหาทางอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ ยังไงก็ยังกลัวคนเข้าใจผิด
“ดีจริง นอกจากแม่และพี่สาวแล้ว พี่ ๆ น้อง ๆ คนอื่น รวมถึงท่านพ่อด้วย ข้ายังไม่เคยได้สัมผัสแห่งรักจากพวกเขาเลย เห้อ~” เลล ที่เหมือนพูดระบายความในใจ
“น้องรัก… แต่พี่สาวคนนี้ยินดีเสมอนะที่จะแสดงความรู้สึกออกมา ขอเพียงเจ้าอนุญาต” ลิลที่ได้ยินน้องก็รีบพูดออกไป เพราะอยากให้น้องชายตัวเองไม่คิดตัดพ้อเกินความจำเป็น
“ข้าก็มีแต่ท่านพี่นั่นละ” เลลหันไปยิ้มรับ ลิลที่เห็นน้องพูดแบบนั้น เธอเองก็ปีนข้ามกระบะเข้ามากอดเลลและหอมที่ผมเลลเบา ๆ เพื่อปลอบกันและกัน ผมที่เห็นภาพตรงหน้าก็รู้สึกซาบซึ้งไปด้วย พอหันกลับไปทางหนุ่มที่ขับรถม้าก็เจอสายตาออดอ้อนด้วยสายตาขอแบบนั้นมั่ง จนผมต้องชูนิ้วกลางสวนให้กลับไปด้วยความรัก ถึงรู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ทราบความหมายแต่ดูจากแววตาก็รู้ว่าทางนั้นพอเดาอารมณ์ผมได้
เมื่ออารมณ์สมาชิกทุกคนไปในทางที่ดี ผมและพี่อ๊อสก็เริ่มสืบข่าวจากชาวบ้าน ถึงสองสามีภรรยาที่เดินทางมาจากเมืองหลวงช่วงระยะเวลา 10 ปีก่อน แต่ก็ไม่มีใครรับรู้หรือพบเห็นบุคคลที่รูปร่างหน้าตาตรงกับที่พวกเราถาม หมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่าจนเวลาผ่านไป 3 วัน พวกเราจึงมาถึงเมืองใหญ่อีกเมือง ‘เมืองเวสท์เชียดอล์’ เมืองอันดับสามของทวีป ปกครองโดยดยุกอัลเกอร์แห่งเวสท์พระอนุชาของจักรพรรดิเคนติสแห่งมายด์ พวกเราได้เข้าพักยังเรือนรับรองของทางศาสนจักรแห่งคีตาประจำเมือง
----------------------
‘พี่แน่ใจนะว่าจะไม่มีคนเห็นจริงๆ’ โอ๊สที่กำลังเดินเข้าพิธีถามเครื่องดนตรีในมือ
‘รับรองเลย โอ๊สแค่ทำตามพิธีไปเรื่อย ๆ’ เอิร์ธในร่างอูคูเลเล่บอก
‘นี่ผมจะได้เจอมหาเทพผู้สร้างสูงสุดแห่งคีตา จริง ๆ หรือนี่’ โอ๊สที่ตอนนี้รู้สึกประหม่า
‘ไม่ได้มาในร่างเทพหรอก ไม่เช่นนั้นคนในที่นี่ได้ตายกันหมด คงมาร่างสามัญชน ถ้าให้เดาคงอยู่ในกลุ่มสาวกที่มาร่วมพิธี’ เอิร์ธคาดเดาสิ่งที่เป็นไปได้
‘แล้วพวกเราจะรู้ได้ไง คนเป็นพัน’ โอ๊สถาม
‘จำสัมผัสที่พี่แผ่ออกมาตอนครั้งแรกที่เจอกันได้มะ ที่ชวนใจสั่น’
‘จำได้อยู่แล้ว’
‘ถ้าจำได้ก็คนนั้นละ เอา ๆ เดิน ๆ ได้เวลาแล้ว’
เมื่อทุกคนพร้อมโดยเฉพาะเหล่านักดนตรีหลวงที่ยืนประจำที่อยู่โดยมีโอ๊สเป็นหนึ่งในนั้น หัวหน้านักบวชกล่าวบทสวดและผู้ควบคุมวงก็ให้จังหวะเปิดบรรเลง เหล่าเครื่องสีต่างบรรเลงตามจังหวะและโน้ตที่ถูกฝึกมา เมื่อถึงท่อนที่สองเครื่องตีและเครื่องดีดก็เริ่มบรรเลง พอถึงจังหวะท่อนโซโลที่เป็นท่อนฮุกก็เป็นหน้าที่เครื่องเป่า เมื่อเพลงสรรเสริญพระเจ้าจบไปหนึ่งรอบเหล่าสาวกที่เข้าร่วมพิธีก็เริ่มลุกเดินออกจากที่นั่ง พวกเขาเดินเป็นแถวตามลำดับ ผ่านเหล่านักดนตรีหลวงเพื่อไปรับการจุ่มในอ่างศักดิ์สิทธิ์หน้าแท่นพิธีใต้เหล่าเทวรูปทั้ง 7 โดยมีภาพนูนต่ำของท้องฟ้าและพระอาทิตย์
‘ว่าแต่พี่เอิร์ธอยู่ตรงไหนของในกลุ่มเทวรูปเหล่านั้นละ’ โอ๊สที่สงสัยก็ถามออกมา
‘เทพทั้ง 7 เป็นรูปธรรมออกมาให้เห็นและสักการะได้ ส่วนพี่กับซันมหาเทพผู้สร้างโลกนั้นเป็นแค่นามธรรม ซันเปรียบดังดวงตะวัน ส่วนพี่นามเอิร์ธเปรียบดังผืนแผ่นดินรองรับให้ทุกชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข โดยมีดวงตะวันสาดแสงโอบอุ้มโลกทั้งใบ และมีเทพทั้ง 7 คอยนำทางผู้คน’ เอิร์ธที่ตอบเป็นการเป็นงานให้น้องชายฟัง
‘แล้วกัน ถึงว่าในศาสนจักรเลยไม่มีใครกล่าวถึงพี่และเทพผู้สร้างเลย’
‘เทพ 7 องค์ 7 วัน 7 สีรุ้ง 7 เสียงโน๊ต มันพอดีแล้วนะ ถ้ามีเยอะไปมันจะไม่ลงตัว’ เอิร์ธที่ตอบแบบขอไปที
‘ครับ ๆ’
‘อย่ามัวแต่คุยจะถึงท่อนที่ต้องบรรเลงแล้ว’
เพลงสรรเสริญเทพทั้ง 7 บรรเลงมา 5 รอบแล้วเหล่าสาวกในพิธีก็ยังรับการจุ่มไม่เสร็จ ระหว่างที่เหล่าสาวกเดินผ่านโอ๊สก็คอยสังเกตหาพระผู้สร้างตลอดเวลา จนเพลงเล่นมาถึงรอบที่ 7 พร้อมกับสาวกคนสุดท้าย โอ๊สที่เริ่มเหนื่อยล้าแต่ก็ต้องรู้สึกตกใจกับสาวกคนสุดท้าย
“พี่เอิร์ธให้ไปพบที่ลานน้ำพุปีกซ้ายวิหารครับ” โอ๊สรีบพูดตามคำสั่ง
“โอเค” ชายคนนั้นตอบ
--------------------
“ขอบคุณท่านมากที่เลี้ยงต้อนรับพวกเรา” ผมกล่าวตามมารยาทหลังบาทหลวงประจำโบสถ์ของเมืองนี้เชิญผมแล้วผู้ติดตามมาดินเนอร์ แน่นอนว่าที่พวกเขาได้รับการตอนรับและได้ร่วมโต๊ะนั้นไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นคนของผม หากเพราะศักดิ์สาวใช้ผมมีดีกรี 2 อัญมณี และ บอดีการ์ดผม 3 อัญมณี ซึ่งมันไม่แปลกแต่อย่างใด ที่พวกชนชันสูงมักจะส่งบริวารของตนไปรับการคัดเลือกการที่ผมจะมีเหล่าบริวารมีตำแหน่งในคีตาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และเมื่อเทียบศักดิ์แล้วบาทหลวงที่เมืองนี้ยังมีอัญมณีแค่ 3 เม็ดเท่าพวกเราด้วยซ้ำ แต่เพราะเป็นบาทหลวงผู้ขึ้นตรงต่อเหล่าเทพทั้ง 7 ซึ่งมีสมณศักดิ์สูงกว่าการให้เกียรติฝั่งเจ้าภาพจึงเป็นเรื่องสมควร
“นี่คือจดหมายจากทางวิหารหลัก” ผมส่งสำเนาเอกสารแนะนำตัวให้ทางบาทหลวง เขาอ่านมันไม่นานก็กล่าวว่า
“ที่แท้พวกท่านได้ภารกิจจากทางวิหารมาช่วยเหลือชาวบ้านในเขตนี้นั้นเอง ทางข้าจะช่วยเหลือเรื่องที่พักและอาหารพวกท่านอย่าได้กังวล”
“ต้องขอบคุณท่านแล้ว ส่วนเรื่องเอกสารที่ต้องแจ้งดยุก รบกวนท่านด้วย” ผมได้ทีเลยฝากทางเจ้าบ้านจัดการให้เลย
“ด้วยความยินดี” และพวกเราก็กินอาหารค่ำจนเสร็จ ผมจึงของตัวเจ้าบ้านพาเหล่าบริวารออกไปเที่ยวชมเมืองในยามราตรี
เมืองแห่งนี้มีขนาดและความเจริญเป็นอันดับ 3 ของทวีป โดยปกติเมืองใหญ่ ๆ จะถูกปกครองโดยเหล่าเชื้อพระวงศ์ ส่วนเมื่องเล็ก ๆ เช่นเมืองฮาเวสจะมีบารอนเป็นคนปกครอง ถ้าถามว่าทวีปมายด์เป็นแบบใดผมเองก็ยังศึกษามาไม่มากพอ แต่เท่าที่รู้มาคือ เมืองหลวงเป็นศูนย์กลาง มีเมืองใหญ่ ๆ 5 เมือง เล็ก ๆ 10 เมือง นอกนั้นจัดเป็นหมู่บ้าน ทางตอนใต้และตะวันออกทำการเกษตร เหนือและตกทำอุสาหกรรม และเช่นเดียวกันเมืองอันดับ 3 แห่งนี้อยู่ทางตะวันตกของทวีป ดังนั้นอุสหกรรมของทางเมืองนี้คือ เครื่องปั้นดินเผา งานแกะสลักไม้ สิ่งทอ กระดาษ น้ำหอม เครื่องประดับ รวมถึงงานจากเหล็กอีกด้วย ร้านค้ามากมาย ถูกตกแต่งด้วยโคมไฟกระจกสีหลากหลายสีสัน แม้จะอยู่ในช่วงค่ำคืนก็ยังเต็มไปด้วยผู้คน อย่างที่เห็นโลกนี้ไม่เจริญเท่าโลกของพวกเรา แต่ถ้าเปรียบเทียบจริง ๆ คงอยู่ในยุคกลางของยุโรปที่วิทยาศาสตร์กำลังพัฒนา ส่วนเวทมนตร์นั้นคือพื้นฐานของคนในโลกนี้ ถ้าถามอีกว่าทำไมคนทั่วไปไม่ใช้เวทมนตร์หรือพวกเขาไม่มี คำตอบคือพวกเขาทุกคนมีเวทมนตร์ เครื่องดนตรีคือสื่อกลางที่ใช้เวทย์ออกมาได้ คล้ายไม้กายสิทธิ์ ส่วนคนทั่วไปก็ใช้ได้เล็กน้อยเท่านั้นและส่วนมากใช้ในการเสริมกำลังร่างกาย รักษาตัวเองโดยการเร่งกลไกธรรมชาติ ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย น้อยนักที่จะเจอคนใช้มานาอย่างอิสระ แน่นอนว่าคนที่สามารถทำแบบนั้นได้เมื่อถูกคัดเลือกพวกเขาคือเหล่า 5 อัญมณีขึ้นไป ผมพาทุกคนเดินมาสุดถนนก็พบกับลานน้ำพุขนาดใหญ่ ใจกลางแอ่งน้ำมีเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งถูกแกะสลักด้วยหินอ่อนสีชมพู มันคือฮาร์ป(Harp) พิณชนิดหนึ่ง ทันทีที่ผมเห็นมันก็หันไปมองพี่ลิลใช่แล้วเครื่องดนตรีของเธอคือพิณฮาร์ปเช่นเดียวกัน ผมมองดูบรรยากาศรอบ ๆ ที่ผู้คนยังไม่หลับไม่นอนแต่ก็ไม่ได้หนาแน่นเกินไปนักจึงคิดอะไรขึ้นมาได้
“พี่ลิลไหน ๆ ก็ช่วยโชว์ฝีมือให้คนเมืองนี้ดูหน่อยครับ” ผมกระซิบบอกเธอ
ฝ่ายหญิงสาวในตอนแรกที่แสดงสีหน้าประหลาดใจแต่ก็ยอบตัวเป็นเชิงรับเหมือนสาวใช้โดนเจ้านายสั่ง เธอเดินไปยังม้าหินขนาดพอดีใกล้ลานน้ำพุ เธอเรียกเครื่องดนตรีประจำตัวออกมาจากแหวน มันมีขนาดสูงระดับหัวยามเมื่อเธอนั่ง ภาพในมุมมองผมเห็นหญิงสาวในชุดเดรสยาวดูดีกว่าชาวบ้านเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้หรูหราจนดูเวอร์วัง ด้านหลังเป็นสายน้ำพุที่พุดขึ้นพุดลง ใกล้ ๆกันมีฮาร์ปแกะสลักจากหินอ่อน พิณที่เธอนำออกมาเรียกสายตาจากชาวเมืองได้เป็นอย่างดี หลายคนร้องเรียกให้เพื่อนหันมามองบ้างก็วิ่งเข้ามาใกล้ ไม่นานผู้คนก็เริ่มหนาแน่นในคลองสายตา เสียงร้องขับทำนองตามเนื้อเพลง ใสกังวานดังระฆังแก้วไพเราะดังนกการเวก ทำให้ผู้คนเหมือนต้องมนตร์ เมื่อเสียงสดใสของหญิงสาวเอยออกไปไม่นาน เสียงพลิ้วไหวของพิณสอดประสานท่วงทำนองขับให้เสียงอันไพเราะดูมีมนต์ขลังมากยิ่งขึ้น ผมที่มองดูผู้คนรอบ ๆ นั้นรับรู้ได้ถึงจิตใจที่ถูกเสียงดนตรีชำระล้างและถูกเติมเต็มด้วยความสุข ผมหันไปมองหน้าพี่ชายแล้วจึงกล่าวคำที่คิดในใจออกไป
“ตกหลุมรักเข้าแล้วสินะ” เมื่ออีกฝ่ายได้ยินจึงหันมาสบตาแล้วยิ้มให้ก่อนจะตอบกลับมาสั้น ๆ
“อืม~”
-------------------
“รอนานมะ” เอิร์ธถามชายตรงหน้าที่จุดนัดพบ
“ไม่เลย ๆ” ซันตอบกลับมา
“คงรู้เรื่องมาบ้างแล้วสินะ”
“แล้วจะทำไงละ จะให้พาไปหาออโต้เลยไหมถ้าค้นพบตัวแล้ว”
“พลังคู่สัญญาที่บอกได้คือทางนั้นยังปลอดภัย ว่าแต่ร่างกายทางนู้นละ”
“ก่อนเข้ามา ไปเยื่ยมมาแล้วหมอบอกว่า ร่างกายยังไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่แย่ลง ต้องดูอาการต่อไป”
“อีกไม่กี่วันเอิร์ธก็จะเดินทางไปมายด์แล้ว คงหาตัวไม่ยากเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ขออำนาจแอดมินคืนมาด้วยก็พอ”
“อืม...จริงสิเกือบลืม” ซันวาดมือกลางอากาศ ปรากฏแผ่นแสงบาง ๆ หน้าเอิร์ธ “วันนั้นเราพลาดเองไม่น่าแกล้งออโต้เลย ทุกอย่างเลยเลวร้ายไปหมด”
“ก็ไม่ทั้งหมดหรอก” เอิร์ธที่กำลังกดคีย์บอร์ดโฮโลแกรมเบื้องหน้าเพื่อล๊อกอินเข้าระบบ พูดออกมาให้อีกฝ่ายฟัง
“Log in สำเร็จค่ะ~”
เสียงหญิงสาวประกาศบอก แน่นอนนั้นคือเสียง Siri AI ของซันและแอดมินทุกคน
“ก็ไม่ทั้งหมด?” ซันทวนคำพูดเพื่อนด้วยความสงสัย เอิร์ธที่ยิ้มให้ซันก็ส่งสายตาบอกความนัยก่อนจะหันไปยังมุมหนึ่งใต้ต้นไม้ไม่ไกลนัก ที่มีชายหนุ่มยืนอยู่นั้นคือโอ๊ส
“ตอนนี้คนนี้เป็นน้องผมอยู่ คู่สัญญาชั่วคราว เป็นเด็กดีนะน่ารักด้วย” เอิร์ธบอกสิ่งที่อีกฝ่ายสงสัย
“ผีขี้แกล้งแบบนายนี่นะรักเด็ก” ซันแซวเพื่อนขำ ๆ แต่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจเพราะตอนนี้กำลังส่งยิ้มให้น้องชายใต้ต้นไม้ก่อนจะกวักมือเรียกให้อีกฝ่ายเข้ามาหา ทางชายหนุ่มเมื่อรู้ตัวก็ประหม่ามือไม้สั่นด้วยความตื่นเต้นและเดินเข้ามาช้า ๆ
“สวัสดีชื่ออะไรเรา” ซันกล่าวทักโอ๊สก่อน
“กระหม่อมชื่อโอ๊ส พะยะค่ะ” พร้อมกับโน้มหัวโค้งทำความเคารพซัน
“ดู ๆ เป็นเอามาก ทีกับพี่ไม่เห็นราชาศัพท์” เอิร์ธได้ทีแซว
แต่อีกฝ่ายกับเงียบแถมตัวสั่น ซันที่เห็นชายหนุ่มอายุรุ่นน้องประหม่าก็พยายามชวนคุยและกระชับไมตรี เขาเอามือไปตบบ่าโอ๊สเบา ๆ
“ยินดีที่รู้จักครับโอ๊ส พี่ชื่อซันนะ” อีกฝ่ายเงยหน้ามาสบตายิ้มให้แล้วก็ล้มลงแน่นิ่งกับพื้น ซันกับเอิร์ธสตันไป 2 วินาที
“ชิบ... แล้ว ไอ้นี่หัวใจวาย” เอิร์ธกล่าวออกมา ซันกับเอิร์ธรีบพาร่างโอ๊สเข้าพุ่มไม้ก่อนจะใช้สกิล
“God’s heal” รักษาโอ๊สอีกครั้ง
“ตกใจหมดเลย เกิดมาเพิ่งเคยเห็นคนหัวใจวายต่อหน้า” ซันบ่น
“ไอ้นี่เป็นหลายรอบแล้ว ก็ยังงงอยู่ว่าใช้สกิลรักษาหลายรอบแล้วแต่รักษาโรคหัวใจโอ๊สไม่ได้ ครั้งก่อนมันตกใจเมื่อรู้ว่ามีเหรียญทองคีตกองเท่าภูเขา รอบนี้คงดีใจที่เจอพระเจ้าสูงสุด เห้อ อ่าวตื่นพอดี...” เอิร์ธร่ายยาวบอกเพื่อนอีกคน
“ตื่นแล้วเหรอ” ซันถาม
“ครับ? ผมเป็นอะไร” โอ๊สถาม
“ก็แค่เป็นลมนะ นายดีใจที่ซันเป็นกันเอง” เอิร์ธโกหกอาการน้องชายเพราะไม่อยากให้คิดมาก
“หน้าอายจัง” โอ๊สเขิน
“เอาเป็นว่าเป็นกันเองแบบพี่แบบน้องนะ อย่าใช้คำราชาศัพท์อะไรนั้นอีก” ซันรีบบอกอีกฝ่าย เพราะยังอยู่ในอาการมึนงงจึงเป็นจังหวะที่เหมาะสม
“ครับพี่ซัน”
และเอิร์ธก็เล่าเรื่องของโอ๊สให้ซันฟัง
--------------------
“หัวใจเต้นถี่ หายใจติดขัด หน้าร้อนผ่าว ๆ อยากอยู่ใกล้เขา อยากแสดงความรัก ใช่หรือเปล่าพี่” ผมที่กำลังพูดในสิ่งที่ตาผมเห็นให้พี่อ๊อสฟังขณะพวกเราอยู่ในห้องพักส่วนตัวสองต่อสอง
“มันก็ใช่ แต่... วันก่อนพี่ไม่เห็นเป็นอะไรแบบนี้เลยนะน้องรัก”
“ก็นั้นมันวันก่อน วันนี้ก็ส่วนวันนี้ เอาจริง ๆ สเปกสาวของพี่ผมเดาออกนานแล้วละ พี่ลิลยามปกติมันไม่ใช่ แต่พี่ลิลยามร้องเพลง มันใช่เลยใช่ปะ”
“อืม~”
“ถ้าชอบเขาก็จงพยายาม อย่าเอานิสัยขี้อ้อนแบบเด็กไปจีบเขาละ สเปกพี่ลิลเขาต้องแมน ๆ ใจดีสุภาพรักครอบครัว”
“อืม~ ทำไมนายรู้เรื่องพวกนี้เยอะจัง”
“ก็โลกผมกับโลกพี่มันต่างกัน ผมเจ็บมาเยอะครับ” ออโต้ยิ้มให้พร้อมตบบ่าพี่ชาย ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาว “แล้วตอนนี้ยังจะอยากกอดผมนอนอยู่ไหมนิ ^-^ ”
“อยากสิ >_< ”