ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 162 ทั้งหมดคือการแสดงละคร

            โกรธแค้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

            มีคนไม่น้อยที่จ้องมองไป๋ฉางเซิงด้วยความโกรธจัดและก็มีอีกไม่น้อยที่อยากจะกระโดดขึ้นไปซัดเขาให้ร่วงจากลานประลองยุทธ์

            แต่เพียงเพราะฝีมือไม่ถึงต่อให้พวกเขาจะโกรธแค้นแค่ไหน ก็ทำได้แค่ยืนดูอยู่อย่างนั้น

            ไม่รู้ทำไม...ถึงได้รู้สึกเหมือนถูกหยามเกียรติกันซึ่งหน้าแบบนี้

            บัดซบ!นี่ศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจจะต้องถูกเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงเหยียบย่ำลงในวันนี้จริงๆ หรือ?แถมยังเป็นการเหยียบย่ำด้วยวิธีที่น่าอดสูแบบนี้!

            ไป๋ฉางเซิงยังคงพูดถากถางต่อไปไม่หยุดแต่บรรยากาศด้านล่างเวทีกลับเปลี่ยนไปแล้ว

            “เมื่อกี้แกยังบอกอยู่เลยไม่ใช่เหรอว่าถ้าขึ้นไปล่ะก็ชนะใส ๆแล้วตอนนี้ทำไมถึงเงียบไปล่ะ?”

            “ฉันบอกว่าฉันจะชนะใส ๆ ที่ไหนล่ะ! ฉันหมายถึงฝ่ายโน้นต่างหากที่ชนะใส ๆในเมื่อฉันขึ้นไปก็ต้องแพ้แน่ ๆ แล้วฉันจะขึ้นไปทำไม?”

            “แล้วนายล่ะ? ปกติเห็นชอบพูดว่าสุ่ยมู่ก็แค่นั้นไม่ใช่เหรอ?ทำไมคราวนี้พอเจอแค่เด็กปีหนึ่งถึงไม่กล้ารับคำท้า?”

            “ฉัน... วันนี้ฉันปวดท้อง ร่างกายไม่ค่อยพร้อมไม่อย่างนั้นฉันขึ้นไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้นายมาท้าหรอก!”

            “ปวดท้อง? ฉันล่ะไม่อยากจะพูด...”

            บทสนทนาแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จุดเดียวและคนที่หาข้ออ้างก็ไม่ได้มีแค่สองคนนี้ แต่ต่อให้มีข้ออ้างแค่ไหนสุดท้ายสิ่งที่ต้องเผชิญก็ยังต้องเผชิญอยู่ดี

            เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงยังคงยืนอยู่บนเวทีแต่กลับไม่มีใครกล้าขึ้นมาสู้แล้ว

            สถานการณ์นี้จะแก้ยังไง?ไม่มีทางแก้!

            แต่ในตอนนั้นเองเงาร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานมาจากไกล ๆ ก่อนจะลงมาบนลานประลองยุทธ์อย่างมั่นคง

            ผู้มาใหม่ดูจากอายุแล้วน่าจะเกินสามสิบปีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ไม่ใช่รุ่นราวคราวเดียวกับนักศึกษาแน่นอน

            แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้คิดจะแกล้งเป็นนักศึกษาอยู่แล้วพอขึ้นเวทีเขาก็บอกสถานะของตัวเองทันที

            “นักศึกษาเจียง สวัสดี ผมชื่อสวี่เหล่ยเป็นอาจารย์จากคณะวิถียุทธ์พลังเลือด มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ”

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอาจารย์ไป๋ฉางเซิงย่อมไม่กล้าทำตัวโอหังเหมือนเมื่อกี้

            แต่เขาก็แค่ลดความหยิ่งยโสลงมานิดหน่อยเท่านั้นพลังจิตของไป๋ฉางเซิงยังคงดึงดูดธาตุรอบตัวอยู่ตลอดเวลาพร้อมที่จะโจมตีได้ทุกเมื่อ

            “สวัสดีค่ะอาจารย์สวี่”

            เจียงจืออวี๋เก็บหอกในมือยกมือคำนับสวี่เหล่ยที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้คนข้างล่างเวทีถึงกับตาค้าง “อาจารย์สวี่ก็อยากจะลองขึ้นมาประลองด้วยเหรอคะ?”

            คนที่จะเป็นอาจารย์ได้ไม่มีใครที่มีความสามารถต่ำกว่าระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูง

            แม้สวี่เหล่ยจะไม่ใช่อาจารย์พิเศษและมีพลังรบแค่ระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงแต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เจียงจืออวี๋จะบังอาจไปท้าทายได้

            ด้วยความที่เป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงมานานหลายปีทั้งยังฝึกฝนทักษะยุทธ์มาอย่างโชกโชน ต่อให้เป็นในหมู่แม่ทัพยุทธ์ระดับสูงด้วยกันสวี่เหล่ยก็ไม่ใช่คนอ่อนแอแน่นอน

            ผู้คนใต้เวทีเริ่มสับสนว่าเจียงจืออวี๋นั้นหยิ่งยโสเกินเหตุหรือว่าสติหลุดไปแล้วกันแน่

            ไม่สิเธอเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงคิดว่าตัวเองจะเอาชนะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจได้?

            พวกเขาเริ่มคาดหวังคาดหวังให้สวี่เหล่ยรับคำท้าแล้วจัดการบดขยี้เจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงให้จมดินไปเลย

            ถึงการทำแบบนี้จะดูเหมือนรังแกเด็กไปบ้างแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เจียงจืออวี๋ท้าสู้คนทั้งมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจแล้วเดินออกไปเฉยๆ โดยไร้รอยขีดข่วนไม่ใช่หรือ?

            แต่ความจริงก็คือสวี่เหล่ยไม่มีความคิดที่จะตอบตกลงเลยแม้แต่น้อยและเขาก็ไม่ได้ขึ้นมาบนเวทีเพื่อประลอง

            สวี่เหล่ยส่ายหัวให้เจียงจืออวี๋ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง“เรื่องนี้ท่านอธิการบดีทราบแล้ว และท่านก็เป็นคนให้ผมมา”

            “เรื่องในวันนี้ให้จบลงแค่นี้เถอะถือว่าไว้หน้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจสักหน่อย”

            “ส่วนทางคณบดีหวัง ผมก็ได้แจ้งให้ทราบเรียบร้อยแล้ว”

            การมาเยือนมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจของเจียงจืออวี๋นั้นดูเหมือนความหยิ่งยโสส่วนตัวแต่ความหมายเบื้องหลังนั้นชัดเจนเกินไปย่อมไม่มีทางรอดพ้นสายตาของอธิการบดีมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจไปได้

            เมื่อรู้ว่านี่คือเรื่องระหว่างเจียงจืออวี๋และหวังเหมิ่งท่านอธิการบดีจึงเลือกที่จะปัดเรื่องนี้ให้ทั้งสองคนไปจัดการกันเอง

            คำพูดประโยคนี้ย่อมต้องการสื่อความหมายแบบนั้น

            ส่วนสุดท้ายทั้งสองคนจะตกลงกันยังไงจะทำให้เรื่องบานปลายจนควบคุมไม่ได้หรือไม่ เขาเคยคิดแต่ก็ไม่ได้สนใจนัก

            ขนาดตาแก่สามคนของสุ่ยมู่ยังไม่สนแล้วเขาจะไปยุ่งทำไม?

            เมื่อเจียงจืออวี๋ได้ยินดังนั้นเธอก็รู้ทันทีว่าเป้าหมายที่ต้องการบรรลุผลแล้ว

            แม้จะไม่ได้ทำให้หวังเหมิ่งออกมาด้วยตัวเองแต่แค่ทำให้เขารู้เรื่องนี้ก็พอแล้ว

            ด้วยนิสัยของหวังเหมิ่งเมื่อรู้เรื่องย่อมไม่มีทางทนอยู่นิ่งได้แน่ ถึงตอนนั้นเธอแค่ต้องมุ่งหน้าไปเขตทุ่งร้างเพียงลำพังก็พอ

            เด็กสาวประสานมือคำนับพร้อมกล่าวคำขอโทษก่อนจะหันหลังเดินลงจากเวทีไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

            ส่วนไป๋ฉางเซิงเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็หมดอารมณ์ที่จะเยาะเย้ยต่อ แต่ก่อนจะกลับเข้าถุงกักวิญญาณเขายังส่งสายตาให้ผู้คนด้านล่างเวทีทีหนึ่ง

            ‘ทั้งหมดคือการแสดงละคร อย่าไปจริงจังกันนักเลย อย่าจริงจังนักเลย’

            อึ้ง...ทุกคนที่อยู่ใต้ลานประลองต่างพากันอึ้งไปเลย

            ไม่สิไปง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ? แล้วคำดูถูกที่พวกเขาเพิ่งโดนไปเมื่อกี้ล่ะมันคืออะไร?

            นี่จะไม่ขอโทษสักคำแล้วเดินไปดื้อ ๆ แบบนี้เลยจริง ๆ เหรอ?

            หลายคนคิดอยากจะรั้งตัวเจียงจืออวี๋ไว้แต่ภาพที่หลี่เฉิงกังแพ้ยังคงติดตา พวกเขารู้ดีว่าถ้าไม่รุมพร้อมกันไม่มีทางหยุดเจียงจืออวี๋ได้แน่นอน

            ประเด็นคืออาจารย์ก็มาไกล่เกลี่ยแล้ว อธิการบดีก็รู้เรื่องแล้ว ถ้ายังฝืนอาละวาดต่อไปมันจะมีประโยชน์อะไรอีกล่ะ?

            ในใจต่างพากันคิดวุ่นวายแม้ทุกคนจะไม่อยากให้เรื่องจบลงแบบนี้แต่กลับไม่มีใครกล้าก้าวออกไปขวางทางเจียงจืออวี๋เลยแม้แต่คนเดียวมิหนำซ้ำยังยอมหลีกทางเป็นทางเดินเล็ก ๆ ให้เธอเดินผ่านไปเสียอีก

            จนกระทั่งร่างของเจียงจืออวี๋เดินลับสายตาไปเสียงพูดคุยในฝูงชนจึงเริ่มดังขึ้น

            “ไม่สิ ไปแบบนี้เลยเหรอ? เมื่อกี้ฉันกำลังจะขึ้นเวทีอยู่แล้วเชียวทำไมเธอถึงเดินไปซะล่ะ?”

            “นั่นสิ เมื่อกี้ฉันปวดท้องแทบตายเลยไม่ได้ขึ้นไป ตอนนี้หายปวดแล้วแท้ ๆแต่เจียงจืออวี๋ดันหนีไปซะก่อน?”

            “หยามมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจเราแล้ว จะปล่อยให้ไปง่าย ๆแบบนี้ได้ยังไง! ต้องขอโทษก่อนสิถึงจะไปได้!”

            “คนยังเดินไปไม่ไกลนะ นายจะลองวิ่งตามไปดูไหมล่ะ? น่าจะทันอยู่นะ”

            “ซี๊ดด... ทำไมฉันถึงกลับมาปวดท้องอีกแล้วล่ะเนี่ย?”

            ...

            เจียงจืออวี๋ไม่รู้หรอกว่าหลังจากเธอจากไปพวกนักศึกษามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจจะรู้สึกยังไง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

            สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของหวังเหมิ่ง ต้องมีบทสรุปเสียที

            “หวังเหมิ่งยังไงก็เป็นยอดฝีมือระดับโหวแห่งยุทธ์ที่มีชื่อเสียงมานานทั้งระดับพลังเลือดและทักษะยุทธ์ที่เราไม่รู้อะไรเลยการไปหลอกล่อเขามาแบบมุทะลุแบบนี้ มันจะไม่เป็นการ...”

            “รนหาที่ตายเกินไปหน่อยเหรอ?”

            เจียงจืออวี๋หันกลับมามองไป๋ฉางเซิงที่อึกอักพูดไม่ออกก่อนจะช่วยพูดประโยคที่เขาไม่กล้าพูดออกมา

            “ถึงมันจะฟังดูตรงไปตรงมาแต่พวกเราสองคนก็เป็นแค่ระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นเท่านั้นเองนะ”

            “พึ่งแค่เจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรว จะไหวแน่เหรอ?”

            ไม่ใช่ว่าไป๋ฉางเซิงจะดูถูกเจ้าทึ่มจู้กับเวินโหรวแต่การกระทำของทั้งคู่มันช่างห่างไกลจากภาพลักษณ์โหวแห่งยุทธ์ในความคิดของเขาเหลือเกิน

            เวินโหรวเอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรเลยทั้งวันไม่เคยแสดงพลังที่แท้จริงให้เห็นเลยสักครั้ง

            ส่วนเจ้าทึ่มจู้แม้จะได้สู้กับไป๋ฉางเซิงอยู่บ่อย ๆแต่เจ้านี่ก็อาศัยแค่ร่างกายที่แข็งแกร่งและพละกำลังมหาศาลเท่านั้นส่วนเรื่องทักษะยุทธ์ พลังธาตุ หรือพลังจิตเขาไม่เคยเห็นมันเอาออกมาใช้เลยสักอย่าง

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสู้กับเขาแล้วไม่จำเป็นต้องใช้หรือว่าเจ้านั่นใช้ไม่เป็นเลยกันแน่

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน