มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 106 แทนที่อัจฉริยะรอบร้อยปี

            ทั้งสองประหลาดใจกับจุดสีเหลืองบนจอแสดงผลที่มีการเพิ่มจำนวนขึ้นและลดจำนวนลง และการที่จุดสีเหลืองสามารถผ่านแต่ละชั้นขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งชั้นที่หกที่พลังกดดันและปราณความร้อนจากอัคคีรุนแรงจนทั้งสองต้องขอยอมแพ้ออกมานั้น แต่จุดสีเหลือนั้นกลับสามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดายจวบจนถึงชั้นที่สิบ ทั้งสองจึงต้องการจะรอดูด้วยกันว่าจุดสีเหลืองนั้นแท้จริงเป็นบุรษหนุ่มที่ทั้งสองคาดคิดไว้หรือไม่หรือจะเป็นผู้ใดกันแน่

     

            เมื่อปรากฎนาม "กังหลง" บนทำเนียบหอนิรทุกข์พยายมด้านบนสุดพร้อมร่างของกังหลงถูกส่งมาใกล้พวกตน ทั้งนงคราญสุรางค์สวรรค์ เหมี่ยวเซี๊ยะ และหยางเสี่ยวเอ๋อร์ต่างอุทานออกมาพร้อม ๆ กัน

     

            "กังหลง..!!..เป็นท่าน..!!"

     

            "โอ้..!! มีชื่อ กังหลง" บนทำเนียบหอนิรทุกข์พยายมด้านบนสุด ชื่อของจ้าวหลงซานที่มีมาเป็นร้อยปีได้ลดลงไปแล้ว..!!"

     

            "สวรรค์ ...ลบสถิติในรอบร้อยปี..!! สถิติที่ดำรงมาเป็นร้อยได้ถูกทำลายไปแล้ว..!!"

     

            "กังหลง คือ เทพบุตรอัสนีคนนั้นรึนี่ !!"

     

            "สถิติของ จ้าวหลงซาน ในรอบร้อยปีที่ผ่านมาถึงกับมีคนสามารถลบชื่อนี้ออกจากทำเนียบบนสุดของหอนิรทุกข์พยายมได้แล้ว ข้ามิได้ฝันไปรึนี่"

     

            "โป๊ก ..!!"

     

            "โอ้ย..ไอ้บ้ามาเขกหัวข้าอีกทำไม ..ข้าเจ็บนะโว้ย !!"

     

            "ถ้าเอ็งเจ็บ...แสดงว่าเอ็งไม่ได้ฝันไป..นี่มันเรื่องจริง"

     

            "ข้าเพียงพูดไปตามสำนวนโว้ย..เดี๋ยวข้าอัดกลับเลยไอ้นี่..ชักเล่นรุนแรงไปใหญ่แล้วเอ็งนี่"

     

            "เอ่อ..ข้าขอโทษข้าเพียงล้อเล่น..แหะ..แหะ..ถือเป็นวาสนาของพวกเรา ที่มีโอกาสได้มาเห็นกับตาว่ามีคนสามารถทำสถิติผ่านหอนิรทุกข์พยายมทั้งสิบชั้นได้"

     

            กังหลงเมื่อถูกส่งออกมาเจอสตรีทั้งสองยืนอยู่ จึงยิ้มทักทายพร้อมกล่าว

     

            "แม่นางทั้งสองออกมานานแล้วหรือไม่ ต้องขออภัย ข้าเพิ่งได้ออกมา"

     

            สองสาวต่างจ้องหน้าพร้อมสอบถาม       

     

            "หอนิรทุกข์พยายมได้เลือนหายไปแล้ว ท่านทราบสาเหตุรึไม่ ?"

     

            "ท่านออกมาคนเดียว แล้วอีกหลายคนที่เหลือไปมิทราบเป็นอย่างไรบ้าง ?"

     

            ได้ยินคำถามเหล่านั้นกังหลงถึงสะอึกพร้อมครุ่นคิด หอนิรทุกข์พยายมหายไปนั้นเป็นเพราะตนแน่ แต่มิอาจบอกเหตุผลที่แท้จริงได้คงทำไรเพียงแสร้งเป็นมิทราบ ส่วนที่ทั้งสองสอบถามถึงอีกหลายคนที่เหลือ หรือจะมีคนอื่นอีกที่เข้าไปทดสอบหลังจากตนเข้าหอนิรทุกข์พยายมไป จึงสงสัยใครทราบว่าเป็นใครกันที่เข้าไปหลังจากตน

     

            "มิทราบเป็นใครมาจากไหนจำนวนกี่คนรึแม่นางที่เข้าหอนิรทุกข์พยายมตามหลังข้าไป เพราะข้ามิพบเจอใคร ข้าทดสอบเพียงลำพังจวบจนไปถึงชั้นที่สิบ"

     

            "เอ๊ะ ท่านมิเจอใคร แล้วที่เห็นในจอแสดงผลว่าบางครามีจุดสีเหลืองเพิ่มขึ้นหลายจุด จนถึงแปดจุด จุดสีเหลืองนั้นแสดงถึงจำนวนผู้เข้าทดสอบ แล้วคนเหล่านั้นหายไปไหนกัน"

     

            หลังจากได้ฟังกังหลงงุนงงไปเพียงชั่วครู่ พลันนึกขึ้นได้ว่าจุดสีเหลืองที่เพิ่มขึ้นนั้นคงเป็นตอนที่ตนใช้ท่าร่างเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอย หากเป็นเช่นนั้นคงทำได้เพียงแสร้งเป็นไม่ทราบเพราะไม่อยากชี้แจงใด ๆ ให้วุ่นวาย จึงตอบไปเหมือนมิทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น

     

            "เอ่อ..ข้ามิทราบเหตุเรื่องราว ใด ๆ มิทราบว่าหอนิรทุกข์หายไปได้อย่างไร และมิได้เจอใครในระหว่างทดสอบ เจอเพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่งระดับสองและระดับสามที่ไล่โจมตีข้าเท่านั้น และข้าก็พยายามก้าวผ่านหอแต่ละชั้นจวบไปถึงชั้นที่สิบและก็ถูกส่งกลับออกมานี่แหละ แม่นางทั้งสอง เมื่อขึ้นไปถึงชั้นที่สิบก็คงถูกส่งตัวออกมาเช่นเดียวกับข้า"

     

            "งะ...ท่านถึงกับเจอสัตว์อสูรระดับสามในหอนิรทุกข์พยายม ข้ากับน้องเหมี่ยวเซี๊ยะเพียงกำจัดสัตว์อสูรระดับหนึ่งในเขตรอบนอกของหอชั้นที่หนึ่งเท่านั้น"

     

            หยางเสี่ยวเอ๋อร์กล่าวขึ้นด้วยความตื่นตกใจเมื่อทราบว่ายังมีสัตว์อสูรระดับสามในหอนิรทุกข์พยายม ด้วย 

     

            "ข้าเพียงวิ่งหนีเปะปะเข้าไปยังส่วนลึกของหอชั้นที่หนึ่งจนพบเจอเข้าเท่านั้น !!"

     

            ผู้คนต่างเริ่มเข้ามาแสดงความยินดีกับทั้งสามที่ออกกลับมาจกหอนิรทุกข์พยายม และยังทำลายสถิติของผู้ที่เข้าทดสอบหอนิรทุกข์พยายมก่อนหน้านี้แบบถล่มทะลาย

     

            "ขอแสดงความยินดีกับอัจฉริยะทั้งสามท่านของอาณาจักรเนตรอสูร" 

     

            "เกิดอันใดกับหอนิรทุกข์พยายม พวกท่านทราบรึไม่ว่าเหตุใดหอนิรทุกข์พยายมถึงได้หายไป" 

     

            "โอ้.."

     

             การหายไปของหอนิรทุกข์พยายมนั้นกังหลงทราบว่าเป็นเพราะตน  หวนคิดว่าเหตุที่หอนิรทุกข์มิได้ถูกพิชิตคงเป็นเพราะก่อนหน้านี้ผู้ที่เข้าทดสอบคงเพียรพยายามเพื่อจะผ่านไปยังหอชั้นต่าง ๆ ให้ได้อย่างรวดเร็วและคงมิเคยมีใครฝ่าเข้าไปยังใจกลางของหอชั้นที่หนึ่ง เนื่องจากไม่ต้องการพบเจอกับสัตว์อสูรระดับที่สูงขึ้น  


            ตนเพียงหลีกหนีเข้าไปโดยบังเอิญและมีวาสนาได้พบเม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีผู้เป็นราชาแห่งอัคคีทั้งปวง อันเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถครอบครองไฟวิเศษทมิฬนิลกาลจน์และพิชิตหอชั้นที่สิบลงได้ตามที่แผ่นศิลาได้บอกไว้


            แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่ตนมิอาจเข้าใจ "แผ่นป้ายนิรทุกข์" "ภารกิจสำคัญของดินแดนที่ห่างไกล" "กอบกู้ชะตากรรมของมนุษย์" "ดินแดนผู้กล้า" หลายข้อความเหล่านี้ยังคงรบกวนจิตใจของตน ทุกอย่างที่ตนพบมาในหอนิรทุกข์พยายมคงมิอาจบอกความเป็นจริงแก่ใครได้ คงต้องค่อยค้นหาในภายหลังยามที่ตนมีความสามารถเพียงพอแล้ว เมื่อถูกถามมาจึงได้ตอบเลี่ยงไป

     

            "ข้าก็มิอาจทราบได้ เพียงฝ่าแรงกดดันทางกายภาพที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงชั้นที่สิบ ซึ่งเมื่อึงชั้นที่สิบกลับไม่มีแรงกดดันทางกายภาพใด ๆ เพียงมีแต่พลังจิตวิญญาณที่กล้าแข็งจนข้าเกือบเพลี่ยงพล้ำไป เมื่อต้านทานพลังวิญญาณเหล่านั้นได้ข้าก็ถูกส่งตัวออกมานี่แหละ ตอนนี้ข้าต้องขอตัวก่อน ต้องการจะไปทดสอบจตุรนามสู่ราชันย์ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นเผื่อโชคดีได้อะไรติดมือไปบ้างก่อนจะเดินทางออกจากเมืองนี้"

     

            พูดจบกังหลงก็ออกเดินจากไปทันที หลายคนเมื่อได้ยินต่างตื่นเต้นส่งเสียงดังโหวกเหวกและพากันวิ่งตามชายหนุ่มไป นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะ และหยางเสี่ยวเอ๋อร์ต่างมองหน้ากัน 

     

            "เขาคิดจะไปทดสอบจตุรนามสู่ราชันย์ให้หมดสินะ ข้าจะรอต้อนรับดูซิว่าเขาจะเก่งกาจแค่ไหน"

     

            นงคราญสุรางค์สวรรค์ เหมี่ยวเซี๊ยะพูดแล้วใช้สายตาเย็นชามองตามร่างบุรุษหนุ่มไป

     

            "ไป ๆ ตามไปดูกันดูซิว่าเจ้าหนุ่มนี่จะทดสอบจตุรนามสู่ราชันย์ได้ผ่านทั้งหมดรึไม่ นี่ก็ทดสอบผ่านหอนิรทุกข์พยายมจนสำเร็จไปแล้ว จนมิทราบว่าหอนิรทุกข์พยายมหายสาบสูญไปไหน"

     

            "นั่นนะสิ ..ต่อไปเจ้าหนุ่มนี่จะทำอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกไหม ?"

     

            ณ มุมหนึ่งของลานจอแสดงผล บัดนี้ได้มีบุคคลสองคนที่เฝ้ามองอัจฉริยะทั้งสามที่ถูกส่งออกมา เมื่อพบเห็นสตรีทั้งสองที่ระดับปราณไม่แน่ชัดส่วนบุรุษหนุ่มที่เพิ่งออกมากลับมีเพียงระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นเก้าช่วงชั้นสูงสุด ทั้งสองต่างยิ้มแย้มคิดว่าด้วยอายุที่เยาว์วัย การที่จะกำจัดอัจฉริยะของอาณาจักรเนตรอสูรคงเป็นเรื่องง่ายดาย ทั้งสองเพียงยังกริ่งเกรงต่อปราณยุทธระดับราชันย์เท่านั้นที่มิทราบว่าเป็นผู้ใดที่ได้สังหารเหวินต้าหัวที่ส่งข่าวไป


            ทั้งสองจึงทำได้เพียงลอบสะกดรอยตามและคอยหาโอกาสทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา หากสบโอกาสจะหาทางกำจัดอัจฉริยะเหล่านี้เสียเพื่อลดคู่แข่งของอัจฉริยะในอาณาจักรของตน หากสำเร็จจะมีความดีความชอบมากมายทั้งทรัพย์สินเงินทองและสาวงามให้เสพสุข เมื่อทั้งสองได้เห็นเป้าหมายที่ดูคล้ายไม่มีพิษภัยเกินกำลังของนักสู้ระดับปราณครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นสุดอย่างพวกเขา ต่างมองหน้ากันอย่างยิ้มแย้มและกระหยิ่มยิ้มย่องในใจด้วยสีหน้าที่เหี้ยมเกรียม 

     

            "เหอะ ๆ ..รอไปก่อนเถอะ !! หลังจากนี้ไม่นานก็จะหมดเวลายินดีของพวกเจ้าแล้ว..!!"

            ..................................................................................................................................................................