เอ็นวี่หันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่กไปมาก่อนจะพบว่าโซ่ที่มัดตนได้หายไปแล้ว และได้ยินริคพูดว่า
“เวทย์เทเลพอร์ต”
เอ็นวี่เข้าใจว่าที่พูดนั้นหมายถึงเวทย์ที่อยู่ในจารึกมนตรานั่น
“เราจะตามมันไปมั้ยริค”
ริคส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า
“ไม่ต้องสิ่งที่พวกเราต้องทำตอนนี้คือออมกำลังไว้” แล้วเขาก็หยิบโพชั่นออกมาขวดหนึ่งส่งให้ “กินนี่ซะเพราะพวกเราอาจต้องปะทะเข้ากับศาสนจักร”
เอ็นวี่รับโพชั่นมาอย่างงงๆ ทวนคำด้วยความสงสัยว่า
“ปะทะเข้ากับศาสนจักร?”
ริคตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เป้าหมายของพวกเราหนีไปได้และตอนนี้มันก็คงเช้าไปในป้อมปราการแอสทราวินแล้วซึ่งเป็นไปได้สูงมากที่คนของศาสนจักรจะได้ตัวไปแล้ว”
เอ็นวี่ที่ได้ฟังก็นิ่งค้างทันที
‘ริคเนี่ยนะปล่อยให้เป้าหมายหนีไปได้’ เอ็นวี่แทบไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน ริคยังพูดต่อว่า
“ตอนนี้ข้าได้ขอกำลังเสริมไปแล้วที่เราทำได้แค่รอแล้วเตรียมปะทะกับคนของศาสนจักรเตรียมใจไว้ได้เลยว่าเจอศึกหนักแน่และอาจต้องทำศึกถ่วงเวลา”
ริคพูดพลางรูดนิ้วชี้ข้างขวาแล้วแบมือขึ้นมาดูด้วยสีหน้าที่หนักอึ้ง ในมือของเขายามนี้คือแหวนวงหนึ่งลักษณะของแหวนวงนี้ดูเรียบๆ ไม่มีอะไรเด่นนอกจากอัญมณีสีเหลืองที่ประดับอยู่บนแหวนรอยร้าวบนตัวอัญมณีปรากฏขึ้นเด่นชัด
เอ็นวี่ตอบอย่างไม่กลัวเกรงว่า
“จะศึกไหนข้าก็พร้อมลุยเสมอนั่นแหละโดยเฉพาะกับไอ้พวกขี้ตอแหลอย่าพวกศาสนจักร ข้าอยากจะขยี้พวกมันมาตั้งแต่ที่ได้พลังนี้แล้ว”
ริคได้ฟังดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร
นครไร้ราตรีภายในป้อมปราการ
เออร์วินตอนนี้กำลังหลบอยู่ตรงมุมหนึ่งในเงามืดในมือของเขากำของสิ่งหนึ่งไว้เป็นของที่คนที่มีปีกนั่นได้ปล่อยมาออกมาเป็นห่าฝนใส่เขาในตอนที่สู้กัน ด้วยความสงสัยที่มีต่ออีกฝ่ายเขาจึงเก็บของชิ้นนี้มา ตอนที่เก็บมาเขายังไม่มีโอกาสดูว่ามันคืออะไรแต่จำความสัมผัสได้ว่ามันมีคล้ายกับหิน จนเมื่อลอบเข้ามาในป้อมปราการแอสทราวินได้สำเร็จเขาก็ได้สังเกตดูถึงพบว่ามันมีลักษณะเป็นขนนกที่ทำจากหิน
เออร์วินลองนึกถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับคนที่มีปีกคนนั้นที่ตั้งแต่เมื่อยิงปืนใส่ปีกแล้วได้ยินเสียงเหมือนกระทบก้อนหิน หรือการโจมตีที่สามารถปล่อยขนนกที่มีลักษณะเหมือนหินใส่ศัตรูได้
“ปีกเป็นหิน...ปล่อยขนนกหินใส่ศัตรู...”
เขาพึมพำออกมาพลางนึกถึงสัตว์อสูรชนิดหนึ่งขึ้นมา ด้วยความที่ต้องการศึกษาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับโลกใบนี้ทำให้เออร์วินมักจะอ่านหนังสือทุกเล่มที่มีในห้องสมุดในพระราชวัง และหนึ่งในหนังสือเหล่านั้นก็มีหนังสือที่เกี่ยวกับพวกสัตว์อสูรอยู่ด้วย และสัตว์อสูรที่เออร์วินนึกถึงก็คือ
“กริฟฟินศิลา?”
กริฟฟินศิลาเป็นกริฟฟินชนิดหนึ่งที่ดูเผินอาจจะเหมือนกับกริฟฟินทั่วๆ ไป เพียงแต่ว่ามีปีกจะงอยปากและกงเล็บเป็นศิลา ซึ่งส่วนที่เป็นศิลานี้จะแข็งมากและทนทานต่อการโจมตีทางกายภาพ มีความสามารถโจมตีระยะไกลโดยการปล่อยขนนกใส่ศัตรูซึ่งขนนกจะงอกใหม่ทันทีที่พุ่งออกไป
“เวทย์จำแลงอสูรของกริฟฟินศิลางั้นเหรอ?” เขาพึมพำข้อสันนิษฐานของตนออกมาแต่เขาก็ไม่มั่นใจในเรื่องนี้นัก เพราะในโลกนี้ยังมีสิ่งที่เขาไม่รู้อีกมายมายจึงยังไม่อยากด่วนสรุป
ส่วนเรื่องระดับความสามารถของอีกฝ่ายนั้นเออร์วินก็ไม่กังวลมากนักเพราะจากการปะทะกันนั้นเขามั่นใจว่าสามารถจัดการอีกฝ่ายได้ แต่ที่เลือกจะปล่อยอีกฝ่ายไปเพราะว่าอาจจะต้องใช้ประโยชน์จากคนๆ นี้ ซึ่งจากการที่พูดถึงเรื่องที่ว่าเขาได้ครอบครองของที่อีกฝ่ายต้องการ เออร์วินก็พอเดาได้ว่าคนที่ปีกนั้นเป็นคนที่ทำการล่านักล่าค่าหัวเพียงเพื่อตามล่าเขา จากการวิเคราะห์ของเออร์วินเขาค่อนข้างมั่นใจว่าคนคนนี้หรืออาจจะคนกลุ่มนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นศัตรูกับพวกศาสนจักร สังเกตได้จากปัจจัยสองอย่างอย่างแรกคือคนกลุ่มนี้เลือกที่จะล่าพวกนักล่าค่าหัวแทนที่จะปักหลักรออยู่ที่นครไร้ราตรี แสดงว่าไม่รู้เรื่องที่เขาต้องมาเอาของที่จ้างไว้กับช่างตีเหล็กแกรี่ ด้วยอำนาจของศาสนจักรมีหรือที่จะไม่รู้เรื่องนี้แต่การที่คนที่มีปีกนั่นไม่รออยู่ในนครไร้ราตรีก็แปลว่าพวกเขาไม่ได้รู้เรื่องนี้ด้วย และปัจจัยที่สองก็คือการที่เขาเลือกที่จะล่าพวกนักล่าค่าหัวเห็นได้ชัดว่าไม่ได้คิดที่จะเข้าเมืองเลยสักนิด จึงนำไปสู่ข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่งของเออร์วินนั่นก็คือคนที่มีปีกนั่นอาจจะมีเบื้องหลังที่เป็นปฎิปักษ์กับพวกศาสนจักร และการที่พวกเขาไม่ได้คิดจะเข้าเมืองก็เป็นไปได้สูงว่าต้องการเลี่ยงการปะทะ
เมื่อรวมปัจจัยทั้งสองข้อนี้ก็พอจะมองออกว่าสองกลุ่มนี้เป็นศัตรูกันและต่างก็มาที่นี่เพื่อของที่เขาได้มาจากกลุ่มโจรที่ชื่อแสนจะเห่ยอย่างกลุ่มโจรเพลิงอสูร และในเมื่อศัตรูทั้งสองต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันก็หมายความว่าต่างก็จะไม่มีทางยอมให้เออร์วินตกไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายเด็ดขาดดีไม่ดีป่านนี้เจ้าคนที่มีปีกนั่นคงกำลังติดต่อขอกำลังเสริมแน่ เออร์วินไม่ได้คิดเพ้อฝันว่าต่อหน้าการปะทะกันของระหว่างศาสนจักรองค์กรที่มีอิทธิพลมากที่สุดในทวีปอาร์เคนัสกับองค์กรที่กล้าตั้วตัวเป็นศัตรูกับศาสนจักรที่แสนยิ่งใหญ่นั้นจะมีท่าว่างให้เขาเข้าไปแทรก ต่อหน้าองค์กรทั้งสองสิ่งที่เขาควรทำก็คือหนีทว่าการหนีไม่ใช่ประเด็นแต่ประเด็นมันอยู่ที่จะหนียังไงไม่ให้อีกฝ่ายตามไปจนถึงไพร์ล็อกต่างหากที่สำคัญ เออร์วินก็คิดได้วิธีหนึ่งแต่ว่าจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากความเป็นศัตรูกันทั้งสองฝ่าย และนั่นคือเหตุผลที่เออร์วินเลือกที่จะไม่ฆ่าเจ้าคนที่มีปีกนั่น ดังนั้นปัญหาเพียงหนึ่งเดียวตอนนี้ก็คือการเข้าไปเอาชิ้นส่วนปืนลูกโม่จากแกรี่ที่ตอนนี้มีคนหลายคนยืนอยู่หน้าโรงตีเหล็กนั่น
เออร์วินสังเกตว่ามีคนสองคนคล้ายขี้เมานั่งคุยกันแต่เออร์วินสังเกตจากหน่วยก้านแล้วเดาว่าน่าจะเป็นทหาร ด้วยความที่ดราโกวิชเป็นอาณาจักรที่มุ่งมั่นในการขยายอาณาเขตจึงทำให้มักก่อสงครามอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นทหารพวกนี้จึงดูแตกต่างจากทหารของไพร์ล็อกอย่างเห็นได้ชัด และหนึ่งในจุดที่สังเกตได้ก็คือร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก
ทันทีที่เห็นทหารทั้งสองเออร์วินก็เดาได้ว่าป้อมปราการแอสทราวินได้ให้ความร่วมมือกับศาสนจักรซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเดาไว้อยู่แล้ว เออร์วินไม่รู้ว่ายังมีคนเฝ้าดูที่จุดอื่นอีกไหมเขาจึงลองย้ายตำแหน่งโดยยังคงทำอย่างเงียบเชียบและและระมัดระวังตัวโดยให้ตัวเองอยู่ในเงามืดอยู่ตลอดเวลา บางครั้งเออร์วินก็สังเกตว่ามักจะมีทหารมาป้วนเปี้ยนบริเวณโรงตีเหล็กอยู่เสมอซึ่งเมื่อก่อนไม่เป็นแบบนี้ เออร์วินลองย้ายตำแหน่งไปเรื่อยๆ จนพบมุมหนึ่งที่อยู่ไกลทางเข้าโรงตีเหล็กเขาเลือกเข้าไปหลบตรงเงามืดที่มุมนี้พลางย่อตัวลงแล้วสอดส่ายสายตาออกไป จึงพบสิ่งที่แปลกอีกอย่างก็คือเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนพิงผนังร้านค้าอะไรสักอย่างที่อยู่ตรงข้ามกับโรงตีเหล็ก เดิมทีเออร์วินคิดว่าคงเป็นพวกหญิงคณิกาที่มายืนขายบริการเพราะจากการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่น้อยชิ้นของเธอ แต่เมื่อมีชายคนหนึ่งเข้าไปหาเธอคล้ายกับว่าต้องการซื้อบริการแต่กลับถูกปฏิเสธเสียอย่างนั้น ซึ่งนั่นกลับทำให้เออร์วินเอะใจขึ้นมาจนเมื่อเห็นผู้ชายคนอื่นๆ คล้ายจะเข้าไปซื้อบริการจากเธอแต่ก็เหมือนว่าเธอจะปฏิเสธทั้งหมด เออร์วินจึงมั่นใจว่าผู้หญิงคนนี้ก็คงมาเพื่อจับตาดูเขาเช่นกัน และนั่นกลับทำให้เออร์วินรู้สึกกดดันขึ้นเล็กน้อยเมื่อพบว่าแม้แต่หญิงคณิกาก็ยังให้ความร่วมมือด้วย
“ศาสนจักรจะมีอำนาจมากเกินไปแล้ว” เออร์วินพึมพำออกมาพลางสงสัยว่าในโรงตีเหล็กมีใครเฝ้ารอเขาบ้าง และแกรี่ได้ให้ความร่วมมือกับพวกศาสนจักรหรือไม่ ไม่สิแทงไว้เลยดีกว่าว่าคงต้องร่วมมือด้วยแน่ๆ เพราะในทวีปอาร์เคนัสคงไม่มีใครขัดขืนต่ออำนาจของศาสนจักรที่แสนจะเกรียงไกรได้หรอก
เท่ากับว่าตอนนี้มีปัจจัยที่ไม่แน่ชัดอยู่เต็มไปหมดเออร์วินเรียบเรียบความคิดในหัวคิดว่าจะเข้าไปในโรงตีเหล็กยังไงดี เมื่อเข้าไปแล้วจะไปเอาชิ้นส่วนปืนลูกโม่ยังไง และที่สำคัญก็คือเมื่อได้ของแล้วจะออกมายังไงโดยที่ไม่ถูกจับ ปัญหามีแค่นี้ที่เขาต้องคิดเพราะเมื่อได้ของมาเขาก็พร้อมจะชิ่งหนีออกจากเมืองนี้ทันที ความคิดหนึ่งของเขาก็คือจะเบี่ยงเบนความสนใจคนเหล่านี้ด้วยปะทัดแต่ก็พบว่าหากเขาทำแบบนั้นอาจเป็นการจุดความสงสัยและเดาได้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่เมืองนี้ดังนั้นความคิดนี้จึงยกเลิกไป เออร์วินตัดสินใจรอเวลาสักระยะหนึ่งพลางคิดหาวิธีอย่างใจเย็น เพราะถึงยังไงเออร์วินก็ตั้งใจจะใช้เวลา KGB ในการบุกเข้าไปอยู่แล้ว เวลาที่ KGB ก็คือเวลาที่พวก KBG มักเลือกที่จะทำภารกิจซึ่งก็คือเวลาหลังเที่ยงคืนเหตุผลก็เพราะเวลานี้เป็นช่วงที่ร่างกายมักจะอ่อนเพลียเป็นพิเศษ ยิ่งถ้านอนหลับอยู่ก็จะเข้าสู่สภาวะหลับลึกต่อให้ตื่นขึ้นมาการตอบสนองทุกอย่างก็จะช้าไปพักหนึ่งต้องใช้เวลากว่าทุกอย่างจะเข้าที่
ขณะที่เออร์วินกำลังคิดอะไรบางอย่างในหัวพร้อมกับรอเวลาอยู่นั้นเขาก็รู้สึกเหมือนถูกใครบางคนจ้องมองจนหันกลับไปมองแล้วกลับต้องชาไปทั้งหนังศีรษะขนลุกไปทั่วร่าง เมื่อพบว่าหญิงคณิกานางนั้นมองมาที่เขา เออร์วินรู้สึกคล้ายกับว่าสายตาของเธอจ้องมองมาที่เขาในเงามืด
‘เธอมองเห็นเรา?’
เออร์วินสงสัยแต่ยังคงหลบอยู่ในเงามืดนั้นไม่รีบหนีไปไหนเพราะเขายังไม่อยากรีบด่วนสรุปไปเอง ในขณะที่เออร์วินกำลังเฝ้ารออยู่ที่เดิมสายตาของผู้หญิงคนนั้นก็คล้ายจ้องมองมาที่เขาไม่ละสายตาไปไหน ภายในใจของเขากลับเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่าบางทีผู้หญิงคนนี้อาจะมองเห็นเขาอยู่ มือทั้งสองของเออร์วินตอนนี้เริ่มกุมด้ามปืนกล่องพริกตรงหน้าอก สมธิทั้งหมดของเขาเพ่งเล็งไปที่หญิงคณิกาคนนั้นหากว่าเธอคนนี้ทำอะไรที่ผิดสังเกตขึ้นมาเขาจะชิงเล่นงานเธอก่อน
ขณะที่เออร์วินกำลังเฝ้ารอดูว่าผู้หญิงคนนี้จะทำอะไรต่อไปและสงสัยว่าเธอเห็นเขาจริงหรือไม่ ผู้หญิงคนนี้กลับทำสิ่งที่ไม่คาดคิดเธอผินหน้าไปทางอื่นก่อนจะทัดผมกับหลังหู เออร์วินที่ได้เห็นการกระทำของเธอก็สงสัยแต่ยังไม่คลายการระวังตัว สักพักก็เขาก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินไปมาเออร์วินเห็นว่าคล้ายจะมีผู้หญิงสองคนเดินคู่กันไปหาทหารสองคนที่กำลังเดินลาดตะเวน จากนั้นพวกเขาก็คุยและหยอกล้อกันก่อนที่พาทหารเหล่านั้นเข้าไปในตรอกใกล้ๆ เออร์วินมองภาพเหล่านั้นด้วยความสงสัย ก่อนจะพบว่าภาพเหล่านี้ก็ปรากฏขึ้นตามที่อื่นๆ เช่นกันจนแถบนี้ไม่เหลือทหารลาดตะเวนอยู่อีกเลย แม้แต่ทหารสองคนที่ดูเป็นขี้เมาก็ไม่เว้น เขาเอะใจอะไรบางอย่างขึ้นมารีบหันไปมองหญิงคณิกาคนนั้นตอนนี้พบว่าเธอหันกลับมามองเขาอีกครั้งทั้งยังยิ้มเล็กน้อยอีกต่างหาก
‘หรือว่าที่เธอคนนี้เอาผมทัดหลังหูก็คือการส่งสัญญาณและที่ผู้หญิงเหล่านี้มาชวนพวกทหารเหล่านี้คุยก็เพราะสัญญาณนั้น แต่ถ้าเป็นแบบนั้นเธอจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน’
ผู้หญิงคนนั้นยิ้มเล็กน้อยพลางผายมือเชื้อเชิญให้เขาเข้าไปในโรงตีเหล็ก เออร์วินลังเลเล็กน้อยก่อนจะก้าวเดินออกมาจากเงามืดเผยให้เห็นร่างเตี้ยเล็กที่แต่งตัวมิดชิดของเขา ในเมื่ออีกฝ่ายมองเห็นเขาแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะหลบซ่อนต่อ เออร์วินจ้องมองหญิงคณิกานางนี้พบว่าเธอเป็นคนที่สวยใช้ได้ผมสีเหลืองที่มัดรวบไว้ที่ด้านหลังของเธอบวกกับแววตาสีน้ำทะเลช่างดูโดดเด่น เธอจ้องมองมาที่เออร์วินก่อนจะพูดว่า
“ฉันชื่อซิลวี่ได้รับคำสั่งจากนายหญิงให้มาช่วยเหลือเธอไม่ให้ถูกพวกศาสนจักรจับไป”
เออร์วินที่ได้ยินคำตอบก็ได้แต่ยืนอึ้งเขาไม่รู้ว่านายหญิงที่ผู้หญิงคนนี้พูดถึงเป็นใคร และก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมถึงต้องช่วยเขา เมื่อไม่เข้าใจถึงเจตนาของอีกฝ่ายจึงช่วยไม่ได้ที่จะต้องระแวงไว้ก่อน ซิลวี่ไม่รู้ว่าเออร์คิดอะไรในใจแต่พูดกับเขาว่า
“รีบไปรับของข้างในเถอะจะได้ไปพบนายหญิงเพื่อให้นายหญิงพาเธอออกไปจากเมืองนี้”
ยิ่งอีกฝ่ายพูดเออร์วินก็ยิ่งงงเพราะเขาไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงยินยอมช่วยเขา สมองของเออร์วินพยายามนึกหาเหตุผลมากมายมาอธิบาย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองเพราะเขาเป็นนักล่าค่าหัวและทรัพย์สมบัติก็มีไม่น้อย หรือจะเป็นจับตัวเขาไปส่งศาสนจักรเพื่อรับของรางวัลและความดีความชอบ หรือจะเป็นไปได้ว่าคนพวกนี้เองก็ต้องการของที่เขาได้มาจากพวกโจรกลุ่มอสูรเพลิง ความคิดมากมายในหัวเขาแล่นไปมาไม่หยุดจนเมื่อเห็นซิลวี่ดินนำเข้าไปในโรงตีเหล็กเขาก็ได้แต่จำใจเดินตามเข้าไป
เออร์วินเดินตามซิลวี่ในโรงตีเหล็กในขณะที่สายตาของเขาก็เอาแต่สอดส่ายไปมาตลอดทำมีเหมือนมองสิ่งต่างๆ ด้วยความสนอกสนใจแต่แท้จริงแล้วเขากำลังหาสิ่งผิดปกติในโรงตีเหล็กนี้ต่างหากแต่สุดท้ายทุกสิ่งก็ยังคงเหมือนเดิมเช่นทุกครั้งที่เขาเคยมา เหล่าคนงานต่างก็พากันทำงานตามที่ได้รับคำสั่งมาไม่มีต่างไปจากที่เคย เขาพยายามมองหาคนที่ดูแปลกปลอมแต่ก็ไม่พบ
ทั้งคู่เดินมาถึงหน้าห้องออฟฟิศของแกรี่เห็นมีคนสองคนยืนเฝ้าที่หน้าประตูพวกเขาตากระจ่างทันทีที่ได้เห็นซิลวี่เดินมา แต่เมื่อสังเกตเห็นเออร์วินเดินตามเธอมาคนหนึ่งก็เปิดประตูออฟิศเดินนำเข้าไปข้างในในขณะที่อีกคนหนึ่งยังคงยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู สักพักประตูก็เปิดออกเป็นคนที่ทำหน้าที่คุ้มกันเดินกลับออกมา เขาบอกว่า
“คุณแกรี่รออยู่ข้างในแล้ว”
ซิลวี่พยักหน้าก่อนหลีกทางให้เออร์วินเข้าไปก่อนเมื่อเออร์วินเปิดประตูเข้าไปในออฟฟิศก็พบแกรี่นั่งอยู่หลังโต๊ะเพียงคนเดียว บนโต๊ะมีห่อผ้าห่อใหญ่วางอยู่แกรี่หันมายิ้มให้เออร์วินพร้อมชี้ไปที่ห่อผ้านั้นบอกว่า
“มาได้เสียทีงานที่เจ้าสั่งให้ข้าทำเรียบร้อยแล้วทั้งหมดอย่างละสามสิบชิ้นตรวจดูสินค้าก่อนได้เลย”
เออร์วินเดินเข้าไปพลางล้วงเหรียญทองออกมาสามสิบเหรียญวางบนโต๊ะของแกรี่ก่อนจะหยิบห่อผ้าบนโต๊ะโดยไม่คิดจะตรวจสอบ ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่ามีใครเป็นศัตรูบ้างนี้เขาจึงไม่ต้องการอยู่ที่นี่นาน แต่แกรี่กลับจับแขนของเขารั้งเขาไว้ไม่ให้หยิบห่อผ้าไปแล้วพูดด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรว่า
“ข้าว่าเจ้าตรวจดูสินค้าในห่อผ้าก่อนดีมั้ยจะได้รู้ว่างานที่เจ้าสั่งถูกต้องเรียบร้อยดีหรือเปล่า”