โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 56 มนุษย์ หรือปีศาจ

    บทที่ 56 มนุษย์ หรือปีศาจ

     

     

     

    มุมมองของ คิม มินแจ

     

    ผมเฝ้ามองมานาที่ปะทุออกมาจากร่างของเนเทลด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกพลังนั่นรุนแรงเสียจนสายฝนรอบตัวเขาหยุดชะงักราวกับเวลาถูกแช่แข็ง

     

    หยดน้ำที่เคยร่วงหล่นพลันนิ่งค้างกลางอากาศและในเสี้ยววินาทีต่อมาหัวของมอนสเตอร์ก็ระเบิดกลายเป็นละอองเลือดสีแดงฉานท่ามกลางความเงียบงัน

     

    มานาที่เนเทลแผ่ออกมาเข้มข้นและกดดันจนผมรู้สึกคลื่นไส้เขาปลดปล่อยมันออกมาอย่างบ้าคลั่งโดยไม่แยแสสิ่งใด

     

    อาจเป็นเพราะทักษะ การรับรู้มานาของผมสูงพอ ผมเลยมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่

     

    ทุกการขยับตัวของเขาถูกกลั่นกรองมาอย่างดีเขาจะขยับเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้นมานามหาศาลที่ดูพร้อมจะฉีกกระชากร่างกายเขาให้เป็นจุลกลับยอมสยบอยู่ภายใต้คำสั่งของเขาอย่างราบคาบราวกับทาสที่หวาดกลัวเจ้านาย

     

    ท่ามกลางม่านฝนอันหนักอึ้ง แสงจากฝนมานาสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่เรียบเฉยของเขาชัดเจนใบหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกราวกับเครื่องจักรสังหารนั้นทำให้ร่างกายของผมสั่นสะท้านด้วยความกลัว

     

    มอนสเตอร์ที่เคยดุร้ายกลับดูเชื่องช้าลงเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาพวกมันหยุดนิ่งสนิทราวกับเป็นเพียงตุ๊กตาไร้ชีวิตและในพริบตาที่หยดฝนเริ่มขยับอีกครั้ง หัวของพวกมันก็ระเบิดออกทันที

     

    ยิ่งการต่อสู้ดำเนินไปผมกลับยิ่งสัมผัสถึงมานาจากตัวเขาได้น้อยลงเรื่อยๆ ในตอนแรกผมคิดว่ามานาของเขาใกล้จะหมดลง

     

    แต่แล้วความจริงที่น่าขนลุกก็ปรากฏขึ้น...เขาพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น พัฒนาไปจนถึงจุดที่เลเวลต่ำๆอย่างผมไม่สามารถสัมผัสการไหลเวียนมานาในร่างของเขาได้อีกต่อไป

     

    เนเทลฝ่าวงล้อมมอนสเตอร์ไปราวกับปีศาจร้ายที่ไร้ความปราณีโดยมีเทสคอยสนับสนุนอยู่ห่างๆเธอเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและใช้ทักษะที่น่าหวาดกลัวปลิดชีพพวกมอนสเตอร์ที่พยายามจะลอบกัดเนเทลจากระยะไกล

     

    ทางด้านหลังของผมลิลลี่พยายามกลั้นเสียงสะอื้นอย่างสุดความสามารถเธอตัวสั่นขณะจ้องมองแผ่นหลังของชายผู้มีใบหน้าตายด้านและพรสวรรค์ที่น่าหวาดหวั่นราวกับหลุดออกมาจากนรกคนนั้น

     

    สายฝนค่อยๆ ซาลงจนเริ่มบางตาพวกเรายังคงปะทะกับมอนสเตอร์ที่อ่อนแอกว่าซึ่งเทสจงใจปล่อยหลุดรอดมาเพื่อให้พวกเราจัดการ

     

    หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยาวนานราวกับไม่มีจุดสิ้นสุดฝนก็หยุดตกสนิท พร้อมกับดวงอาทิตย์สองดวงที่โผล่พ้นหมู่เมฆออกมาทอแสงอีกครั้ง

     

    ทว่าในวินาทีนั้นเองผมกลับสัมผัสได้ถึงกระแสมานามหาศาลที่ระเบิดออกมาจากร่างของเนเทลมันพัดผ่านร่างผมไปด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อจนขนลุกชันไปทั้งตัว

     

    ความรู้สึกในตอนที่มานานั้นสัมผัสผิวหนังมันเหมือนกับถูกนักล่าตามธรรมชาติกวาดสายตาจ้องมองเพื่อหาเหยื่ออันโอชะ

     

    กระแสมานาถูกส่งออกมาอีกครั้งคราวนี้รุนแรงและกดดันกว่าเดิมจนผมต้องกลั้นหายใจร่างกายแข็งทื่อเตรียมรับแรงกระแทกที่อาจจะหนักหน่วงขึ้น

     

    ทว่าจู่ๆ ทุกอย่างกลับหยุดลงมานารอบตัวเขาสงบลงอย่างกะทันหัน

     

    เมื่อผมมองกลับไปที่เขาเนเทลยังคงดูเหมือนเดิมทุกประการ แต่ไม่รู้ทำไม...

     

    ขาของผมกลับหนักอึ้งจนไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้าไปหาความกลัวมันฝังรากลึกจนสลัดไม่หลุดและผมอดสงสัยไม่ได้ว่าภายใต้หน้ากากที่เรียบเฉยนั้น มีตัวอะไรซ่อนอยู่กันแน่เขายังเป็นมนุษย์อยู่จริงๆ ใช่ไหม?

     

    ผมสัมผัสถึงมานาของเขาได้อีกครั้งคราวนี้มันไม่ได้รุนแรงแต่มันกลับคืบคลานเข้ามาสำรวจและวัดระดับพลังในตัวผมอย่างละเอียดสายตาของเราสบกันเพียงเสี้ยววินาที และสิ่งที่ผมเห็นในแววตาคู่นั้น...

     

    มันคือความผิดหวัง!

     

    ทันทีที่เขาเบือนหน้าหนีผมทำได้เพียงขบกรามแน่นจนฟันแทบจะแตก ความรู้สึกอัปยศ เสียหน้าและหวาดกลัวปนเปกันไปหมดในอกจนแทบจะระเบิดออกมา

     

    ……

     

    [ชื่อ: เนเทล วิน]

     

    ระดับความยาก: นรก

     

    ชั้นที่: 1

     

    เวลาที่เหลือก่อนการบังคับส่งกลับ: 4 ปี 336 วัน 19 ชั่วโมง 53 นาที 42 วินาที

     

    คุณลักษณะ (1/3):วงจรมานา (ติดตัว)

     

    เลเวล 21

     

    พละกำลัง: 13

     

    ความคล่องตัว: 12

     

    ความทนทาน: 27

     

    มานา: 46

     

    [อาชีพหลัก: ยังไม่เปิดใช้งาน]

     

    [อาชีพรอง: ยังไม่เปิดใช้งาน]

     

    ทักษะ: สมาธิ - เลเวล 9

     

    การควบคุมมานา - เลเวล 9

     

    การรับรู้มานา - เลเวล 8

     

    การสั่นพ้อง - เลเวล 5

     

    การจัดสรรพลังงานจลน์ - เลเวล 8

     

    [แต้มทักษะ: 0]

     

    [แต้มสถานะ: 0]

     

    เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลงผมเดินกลับไปหาคนอื่นๆ ที่เกาะกลุ่มกันอยู่ สภาพของแต่ละคนดูแทบไม่ได้ทั้งสะบักสะบอม บาดเจ็บ และเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดรอบกายเต็มไปด้วยซากมอนสเตอร์ที่นอนตายเกลื่อนกลาด

     

    จำนวนคนตายเพิ่มขึ้นอีกสามคน...

     

    ผมเห็นเจ้าคอร์กี้ตัวน้อยกำลังยืนจ้องมองซากศพที่แหลกเหลวบนพื้นอย่างเหม่อลอยกองเลือดเหล่านั้นทำให้ผมแทบจำไม่ได้เลยว่านั่นคือหญิงสูงวัยที่เป็นเจ้าของของมัน

     

    เจ้าบิสกิตเดินผละออกมาเงียบๆแล้วเข้ามาสมทบกับผม มันเอาหัวดุนขาผมเบาๆ

     

    (ไปแล้ว...)

     

    ผมได้ยินเสียงนั้นก้องในหัวจึงเอื้อมมือไปลูบหัวมันอย่างแผ่วเบาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

     

    “เสียใจด้วยนะไอ้หนูแต่ฉันทำได้แค่นี้จริงๆ”

     

    ไม่ไกลกันนักผมเห็นโชอี้นั่งอยู่กับมายาและน้องสาวของเธอส่วนแฮดวินยังคงอยู่กับคู่แฝด และเจคอบเจ้าหน้าที่รถไฟ

     

    สำหรับกลุ่มเล็กๆ ของผมแม้จะไม่มีใครตายเลย แต่บรรยากาศกลับอึดอัดอย่างน่าประหลาดดวงตาของลิลลี่ยังคงคลอไปด้วยน้ำตา และเธอมักจะคอยหลบสายตาผมอยู่ตลอดเวลา

     

    แม้แต่คิมเองก็ไม่ยอมมองหน้าผมเขาขบกรามแน่นราวกับมีบางอย่างอัดอั้นอยู่ในใจ ส่วนเควินก็ดูซึมลงไปกว่าเดิมมาก

     

    มีเพียงเทสเท่านั้นที่ยังคงทำตัวปกติเหมือนเดิมทุกอย่างผมสบตาเธอนิ่งนาน เธอเองก็มองตอบกลับมาโดยไม่มีทีท่าลังเล ไม่หลบสายตาและไม่มีแม้แต่อาการสะดุ้งหวั่นไหวเวลาที่ผมขยับตัว

     

    งั้นเหรอ...

     

    ผมพยักหน้าให้เธอเล็กน้อยและเธอก็พยักหน้าตอบกลับมาเพียงแค่นั้นผมเข้าใจสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อโดยไม่ต้องเอ่ยออกมาแม้แต่คำเดียว

     

    ผมพอจะเข้าใจแล้วว่าตอนนี้พวกเขากำลังหวาดกลัวผม...แต่ก็ช่างมันเถอะ ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไปก็ได้ บางทีมันอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

     

     

     

    ผมปลดปล่อยทักษะ การรับรู้มานาให้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน ผมสัมผัสได้ถึงมวลพลังงานในอากาศที่เริ่มก่อตัวและควบแน่นขึ้นอีกครั้งสัญญาณเตือนนี้ไม่ต่างจากตอนก่อนที่สายฝนมานาจะเทกระหน่ำลงมาในครั้งแรก

     

    คงเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น...ก่อนที่พายุฝน และฝูงมอนสเตอร์จะหวนกลับมาอีกรอบ

     

    พอกันทีกับความใจอ่อน พักหลังมานี้ผมเริ่มประมาทจนเกินไปแถมยังมัวแต่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระอย่างการกังวลว่าคนอื่นจะมองผมอย่างไรซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าตลกและไร้ประโยชน์สิ้นดี

     

    ทำไมผมต้องไปสนด้วยว่าใครจะคิดยังไง?

     

    ใครจะหวาดกลัวหรือจะรังเกียจผมแค่ไหนก็ช่างมันเถอะ ผมไม่สนใจอีกต่อไปแล้วเพราะในโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้ มีเพียง ความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะเป็นตั๋วใบเดียวที่ทำให้ผมมีชีวิตรอดต่อไปได้!

     

    ผมเบือนหน้าไปมองมายาซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลก่อนจะตัดสินใจก้าวตรงไปหาเธอทันที

     

    นักกีฬาสาวผิวเข้มขยับลุกขึ้นยืนพลางจ้องมองมาที่ผมด้วยแววตาสงบนิ่งไร้แวววิตกกังวลมานาเริ่มไหลเวียนผ่านร่างของเธออย่างเป็นระบบพร้อมกับการแผ่รังสีแห่งความเยือกเย็นจากทักษะ สมาธิ ออกมาปกคลุมรอบกาย

     

    “ขอทดสอบอะไรหน่อยแล้วกัน”

     

    ผมเอ่ยขึ้นสั้นๆด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่ไร้อารมณ์ ในขณะที่ทักษะ สมาธิ ของผมเองก็เริ่มทำงานโดยไม่รอคำตอบหรือคำยินยอมใดๆผมเหวี่ยงแข้งเตะเข้าใส่เธออย่างรุนแรงและรวดเร็วเกินกว่าที่ร่างนั้นจะหลบเลี่ยงได้พ้น

     

    พลั่ก!

     

    ร่างของเธอกระเด็นไปตามแรงปะทะทว่าใบหน้าของมายายังคงเรียบเฉยขณะยันตัวลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าอย่างใจเย็นฉับพลันเกราะมานาโปร่งแสงก็ปรากฏขึ้นห่อหุ้มร่างกายของเธอเอาไว้

     

    ผมหยุดยืนมองดูผลลัพธ์นั้นด้วยแววตาที่จดจ้องและเริ่มสังเกตการทำงานของมันอย่างละเอียด

     

    เสียงตะโกนด่าทอดังมาจากด้านหลังแต่แล้วเสียงนั้นก็ถูกกลบด้วยเสียงหวีดหวิวของแร่เหล็กที่เทสควบคุมมันพุ่งแหวกอากาศพร้อมเสียงเปรี๊ยะๆของกระแสไฟฟ้าสถิตที่ดูเหมือนเธอจะขัดเกลาจนกลายเป็นทักษะใหม่ไปแล้ว

     

    ผมเหลือบมองโชอี้เป็นพักๆแต่กลับไม่มีเศษเสี้ยวมานาเล็ดลอดจากตัวเธอเลยแม้แต่น้อยเธอเพียงแค่กอดน้องสาวคนเล็กเอาไว้ในอ้อมแขนแน่น

     

    คราวนี้มายาเป็นฝ่ายพุ่งเข้าใส่ผมแทนการเคลื่อนไหวของมานาในร่างเธอไม่ได้หวือหวานักทำให้ผมดูออกทันทีว่านั่นคือการเค้นค่าพละกำลังและความคล่องตัวออกมาล้วนๆ

     

    ผมโยกตัวหลบลูกเตะของเธออย่างง่ายดายก่อนจะสวนกลับด้วยการถีบส่งร่างของเธอกระเด็นไปอีกรอบ

     

    ในจังหวะที่เธอเงยหน้าขึ้นจากพื้นผมก็ไปยืนประชิดอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว ผมจงใจให้เวลาเธอได้เรียกใช้ทักษะอย่างเต็มที่ก่อนจะเตะเข้าใส่เกราะโปร่งแสงนั่นเต็มแรง

     

    ผมเฝ้ามองรูปแบบการเคลื่อนไหวของมานาและวิธีที่มันตอบสนองต่อแรงปะทะเพื่อหวังจะศึกษาและเลียนแบบมัน แต่ดูเหมือนแค่นี้จะยังไม่พอ...

     

    ผมคิดว่าควรจะทำลายทักษะของเธอทิ้งอีกครั้งเพื่อจะได้สังเกตการสลายตัว และก่อตัวใหม่ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม

     

    แม้จะอยู่ในสภาวะ สมาธิแต่เธอก็เริ่มจะหมดความอดทน และพุ่งเข้าใส่ผมก่อน

     

    ทว่าทันทีที่เข้าใกล้การเคลื่อนไหวของเธอก็ช้าลงอย่างกะทันหัน เพราะผมเริ่มเปิดใช้การจัดสรรพลังงานจลน์ ช่วงชิงแรงส่งจากร่างกายของเธอมาเป็นของผม

     

    เมื่อเธอเข้ามาในระยะผมก็ปลดปล่อยพลังงานจลน์ที่ดูดซับไว้กระแทกเข้าใส่เกราะตรงหน้าอกเธอจังๆแรงระเบิดนั้นส่งผลให้เกราะโปร่งแสงแตกกระจายกลายเป็นละอองมานาละเอียด

     

    ผมจดจ้องมองจังหวะที่มานาเหล่านั้นค่อยๆก่อตัวขึ้นมาใหม่พลางพยักหน้าเบาๆ

     

    ผมเริ่มจับหลักได้แล้ว

     

    "ไอ้สารเลวเอ๊ย..."

     

    มายาสบถออกมาอย่างเหลืออด

     

    ผมเลิกคิ้วมองเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉยตามเดิม

     

    หลุดออกจากสภาวะสมาธิเร็วไปหรือเปล่านะ?

     

    เธอพุ่งเข้าจู่โจมอีกครั้งโดยจงใจเข้าหาทางด้านซ้ายที่ผมเสียแขนไปมายาเปี่ยมไปด้วยความเร็วที่อาจจะเรียกได้ว่าเหนือกว่าผู้รอดชีวิตทุกคนที่นี่แต่ทว่า... สำหรับผมในตอนนี้เธอยังช้าเกินไป

     

    ผมเพียงขยับถอยหลังหนึ่งก้าวสั้นๆลูกเตะของเธอก็พลาดเป้าไปอย่างง่ายดายผมสะบัดหมัดแย็บเข้าใส่เกราะโปร่งแสงของเธอเบาๆเพียงเพื่อจะบดขยี้มันให้แตกกระจายลงอีกรอบ

     

    และในจังหวะที่เธอกำลังพยายามฟื้นฟูเกราะขึ้นมาใหม่ผมก็เริ่มควบคุมมานาในร่างเพื่อเลียนแบบกระบวนการนั้นทันที

     

    ทว่าความพยายามครั้งแรกกลับล้มเหลวมานาในมือของผมสลายตัวไปก่อนที่จะทันควบแน่นเป็นรูปทรง

     

    ผมถอนหายใจออกมาเล็กน้อยไม่มีทางเลือกนอกจากต้องโจมตีเธอซ้ำเพื่อบีบให้เธอแสดงทักษะออกมาอีกครั้ง

     

    มายายังคงเปิดใช้งานทักษะเดิมเพื่อป้องกันตัวผมจดจ้องมองทุกรายละเอียดผ่าน การรับรู้มานา วิเคราะห์โครงสร้างและการก่อตัวของมันอย่างถี่ถ้วนก่อนจะเริ่มควบคุมมานาในกายเพื่อเลียนแบบอีกครั้งอย่างไม่ลดละ

     

    คราวนี้มานาเริ่มก่อตัวขึ้นที่มือของผมและค่อยๆยืดยาวออกไป ผมรวบรวมสมาธิให้มั่นคงและบีบเค้นการควบคุมให้ถึงขีดสุดมันยากขึ้นเรื่อยๆ จนเหงื่อเริ่มซึมตามไรผม แต่ผมก็ยังคงฝืนทนจนสุดกำลัง

     

    ในที่สุดแสงสีฟ้าอ่อนโปร่งแสงก็ปะทุขึ้นในมือก่อตัวเป็นรูปทรงที่ดูคล้ายกับดาบสั้นได้สำเร็จ และแล้วเสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัว

     

    [คุณได้รับทักษะใหม่: อาวุธมานา]

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน