จากที่จิวฟงเห็น ไม่มีป่าส่วนใดของขุนเขาเหยาวู่เป็นป่าอสูร ป่านี้ร่มรื่นดังที่ลี้เจ่ยได้กล่าวไว้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีภยันตรายใดๆในป่าโปร่ง สัตว์ป่าวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน มวลดอกไม้หลากสีสันขึ้นแซมใต้ต้นไม้ในป่าใหญ่ จิวฟงรู้สึกปลอดโปร่งยิ่งนัก เด็กชายวิ่งขึ้นไปบนยอดเขาจื้อเหลียวอย่างมีความสุข
บนยอดเขาจื้อเหลียวมีหมอกขาวปกคลุม เจ้าเปี๊ยกเดินไปตามทางเส้นทางเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในเขตป่า เขามองทัศนียภาพเบื้องหน้าก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองอยู่ในแดนสวรรค์ ที่ราบบนยอดเขาอันกว้างขวางและสูงเสียดฟ้าแห่งนี้ ช่างเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศที่แสนจะสงบสุข
จิวฟงบอกให้สองสัตว์อสูรซ่อนตัวอยู่ในดงไม้ เด็กชายเดินออกจากป่าแล้วเหยียบย่ำไปบนพื้นหญ้าอันเขียวขจี เขามุ่งหน้าไปยังกระท่อมที่มีกลิ่นยาโชยออกมา เจ้าเปี๊ยกเดาว่าที่แห่งนั้นคือสถานที่ตรวจรักษาของปรมาจารย์แพทย์เทวะ
“ยังไม่มีคนขึ้นมาแฮะ”
จิวฟงมองไปตามเส้นทางอันคดเคี้ยวที่ทอดยาวไปยังตีนเขาแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาผู้ใด เจ้าเปี๊ยกมีท่าทีลังเลเล็กน้อย ใช้ความคิดอยู่ครู่เดียว เขาก็ตัดสินใจเดินไปยังกระท่อมไม้ที่ตั้งอยู่ริมหน้าผา
ไม่นานนักร่างเตี้ยๆก็มายืนอยู่หน้ากระท่อมหลังเล็ก จิวฟงชะเง้อชะแง้มองประตูบ้านและหน้าต่างที่ปิดสนิท เด็กชายเอาหูแนบประตู แต่เขาก็ไม่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของคนที่อยู่ด้านใน ยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ สุดท้ายจิวฟงก็เคาะประตูเบาๆอย่างเกรงใจ
“ท่านปรมาจารย์หยุนยี่เชิ่งอยู่หรือไม่ ข้าเป็นโรคร้ายที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา” พูดจบเด็กชายก็ยืนตรง ผ่านไปห้าคู่ลมหายใจก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากข้างใน จิวฟงรออีกสิบคู่ลมหายใจแต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครออกมาเปิดประตู ในที่สุดเด็กชายก็หมดความอดทน เขาส่งเสียงเรียกปรมาจารย์แพทย์เทวะแล้วเคาะประตูไม้ให้แรงขึ้นกว่าเดิม
“ท่านปรมาจารย์หยุนยี่เชิ่ง ข้าป่วยหนักจวนเจียนจะสิ้นลมอยู่แล้ว!”
ก๊อกๆๆๆๆ ก๊อกๆๆ ก๊อกๆๆๆๆๆๆ ก๊อก!
เมื่อกระแทกมือลงไปที่ประตูครั้งสุดท้าย ประตูไม้ก็พลันแง้มออก จิวฟงยืนตัวลีบแล้วมองเข้าไปด้านใน รออยู่นานสองนานแต่ก็ไม่มีผู้ใดเดินออกมาหรือแม้แต่ส่งเสียงตอบกลับ จิวฟงยื่นหน้าไปยังช่องประตูที่เปิดแง้ม สอดส่ายสายตาอยู่ครู่เดียว เด็กชายก็ทำหน้าม่อย
“ไม่มีคนอยู่นี่นา...”
จิวฟงถอนหายใจแรง เขามองลอดเข้าไปในบ้านก็เห็นแต่เตาเคี่ยวยากับอุปกรณ์หน้าตาประหลาดมากมาย หม้อที่ตั้งอยู่บนเตาเริ่มส่งกลิ่นหอมโชยคลุ้ง เจ้าเปี๊ยกมองซ้ายมองขวา จากนั้นเขาก็ค่อยๆย่องเข้าไปด้านใน
“ขออนุญาตเข้าไปในกระท่อมนะขอรับ...” จิวฟงพึมพำเบาแล้วพยักหน้าหนึ่งที เด็กชายสำรวจข้าวของเครื่องใช้ที่วางอยู่เต็มกระท่อม ทั้งมีดสีขาวอันคมกริบ ทั้งโถยา ทั้งอุปกรณ์เคี่ยวยา สิ่งของทุกอย่างถูกจิวฟงจ้องมองอย่างอยากรู้อยากเห็น เด็กชายกวาดสายตาไปทั่วห้อง แล้วสายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่บนชั้นหนังสือที่มีคัมภีร์สีน้ำตาลเพียงหนึ่งเล่มวางอยู่
“คัมภีร์โอสถและการรักษาพื้นฐาน”
จิวฟงเดินไปยังชั้นไม้พร้อมกับหรี่ตามองตำราเล่มเก่าๆอย่างสนใจ ครั้นพอจะหยิบตำราขึ้นมาอ่าน เด็กชายก็รับรู้ถึงอักขระเวทที่กางกั้นชั้นหนังสือไว้ เพ่งมองให้ดีก็เห็นว่ามีชุดอักขระบางๆร่ายเอาไว้เพียงหนึ่งชั้น จิวฟงพยักหน้าหนึ่งครั้งแล้วก็เปล่งวาจา
“ขออนุญาตอ่านตำรานะขอรับ...”
ว่าแล้วจิวฟงก็ถ่ายปราณไปที่นิ้ว เขาร่ายชุดอักขระสีขาวเพื่อเค้นอักขระเวทที่กางกั้นชั้นวางหนังสือให้ปรากฏชัด จิวฟงอ่านอักขระเหล่านั้นก็พบว่านี่คืออาคมกางกั้นแบบง่ายๆ เจ้าเปี๊ยกลบอักขระเวทโบราณอยู่ซ้ำๆ ไม่ช้าแสงสีขาวพิสุทธิ์จากนิ้วของเด็กชายก็ลบอักษรโบราณที่ปกคลุมชั้นหนังสือให้เลือนหาย
“ถ้ากางอาคมแค่นี้สู้อย่าร่ายเวทให้เสียเวลาดีกว่า” เจ้าเปี๊ยกพยักหน้าหงึกๆแล้วหยิบคัมภีร์สีน้ำตาลเล่มเก่ามาถือไว้ เด็กชายมองซ้ายมองขวา จากนั้นเขาก็ไปนั่งอยู่ที่มุมห้องมุมหนึ่งเพื่ออ่านตำรา
ตำราของสำนักแพทย์เชิ่งหัวได้บอกถึงวิธีการเคี่ยวยา สอนถึงวิธีการปรุงโอสถ แนะนำวิธีการดูแลและเก็บเกี่ยวพืชวิเศษ ดูเผินๆตำรานี้คล้ายกับตำราโอสถทั่วไปของสำนักวายุจำรัส แต่ที่ต่างออกไปก็คือในตำราเล่มนี้ยังได้บอกถึงวิธีการรักษาผู้ป่วยอีกด้วย
แม้ว่าเกาเพ้ยจื่อแห่งหุบเขาเว่ยฟงจะเชี่ยวชาญด้านการปรุงโอสถ แต่ความรู้เรื่องการตรวจรักษาโรคยังเป็นรองปรมาจารย์แพทย์เทวะ หยุนยี่เชิ่งเก่งกาจในด้านการวินิจฉัยโรคจนยากจะหาตัวจับ คัมภีร์ที่อยู่ในมือของจิวฟงก็เป็นหนึ่งในตำราที่รวบรวมความรู้ด้านการรักษาของหยุนยี่เชิ่งเอาไว้
เด็กชายเพียรอ่านตำราอย่างสนอกสนใจ เขาเปิดอ่านส่วนที่เกี่ยวกับโอสถแค่พอให้เข้าใจ เด็กชายหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาเรื่องการรักษา จิวฟงศึกษาจุดชีพจรทั้งหนึ่งร้อยแปดจุดอย่างขะมักเขม้น
จิวฟงจมดิ่งไปกับเนื้อหาในตำราจนลืมเวลา เงยหน้ามาอีกทีก็พบว่าดวงตะวันใกล้ลาลับขอบฟ้า จิวฟงรีบดีดตัวขึ้นแล้วปรี่ไปทางประตู แต่เขาก็ไม่พบว่ามีผู้ใดเดินขึ้นมาบนยอดเขา
“หายไปไหนกันหมด” จิวฟงขมวดคิ้วอย่างสงสัย ครั้นจะวิ่งลงไปดูที่ด้านล่างหุบเขาก็คิดว่าเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ ในตอนนี้จิวฟงกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการศึกษาหาความรู้ เขาเอียงคอครุ่นคิดเล็กน้อย จากนั้นเด็กชายก็เดินกลับมานั่งอ่านหนังสือตามเดิม
จิวฟงอ่านตำราการรักษาจนฟ้าสว่างคาตา ถึงแม้พระอาทิตย์ของวันใหม่จะส่องแสงมาได้ถึงครึ่งชั่วยาม แต่เด็กชายก็ยังคงนั่งอยู่ในอิริยาบถเดิมที่มุมห้อง เขากวาดสายตามองดูอุปกรณ์ต่างๆแล้วเทียบเคียงกับเนื้อหาในตำรา ขณะนั้นเองจิวฟงก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบ
“อ้าว...ประตูแง้มเปิดอยู่นี่”
“พวกเราลองไปดูกันดีกว่า...”
“แต่แพทย์หนุ่มบอกว่าให้รออยู่ที่หน้ากระท่อมไม่ใช่หรือ”
“เดินไปดูนิดเดียวไม่เห็นจะเสียหายอะไร”
...
จิวฟงเงี่ยหูพร้อมกับขมวดคิ้ว เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนมุ่งหน้ามาทางนี้ เขาก็รีบวางตำราไว้บนชั้นแล้วเดินจ้ำออกไปด้านนอก ก้าวออกไปนอกกระท่อมเพียงสี่ห้าก้าว เขาก็เห็นชายสูงวัยคนหนึ่งใช้ไม้ค้ำเดินเขยกเข้ามาหา ชายวัยชรารีบร้องทักเด็กชาย
“เด็กน้อยๆ ท่านปรมาจารย์หยุนมาถึงแล้วหรือ ไหนแพทย์หนุ่มที่อยู่ด้านล่างบอกว่าต้องรอถึงพรุ่งนี้เช้ากว่าท่านหยุนยี่เชิ่งจะเปิดการรักษา”
จิวฟงไม่ตอบคำ เขามองซ้ายมองขวาเพื่อหาทางหลบหนีจากผู้คน ครั้นพอเจ้าเปี๊ยกจะก้าวเดินก็มีผู้คนปรี่เข้ามาหาเขาเต็มไปหมด
เด็กชายมองหน้าเหล่าคนป่วยที่กำลังรอฟังคำตอบ จิวฟงพยักหน้าลงเล็กน้อย จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยเสียงเข้ม
“ท่านปรมาจารย์แพทย์เทวะจะมาถึงที่นี่พรุ่งนี้เช้า”
คนป่วยมีท่าทีที่ผิดหวัง คนเหล่านั้นแอบหวังอยู่ลึกๆว่าปรมาจารย์แพทย์เทวะจะอยู่ในกระท่อม เจ้าเปี๊ยกยืดตัวแล้วทำท่าประหนึ่งว่าเป็นเจ้าของสถานที่ เด็กชายชี้นิ้วสั่งคนทั้งหลายให้รออยู่ที่หน้ากระท่อมไม้อย่างสงบจนกว่าจะถึงวันรุ่งขึ้น
พวกผู้ป่วยเชื่อฟังเด็กน้อยซึ่งเป็นบุคลากรของขุนเขาเหยาวู่แต่โดยดี พวกเขาต่างก็แยกย้ายกันไปนั่งอยู่ด้านหน้ากระท่อมโดยไม่มีการแซงคิวกัน ขณะที่คนอื่นๆพากันไปอยู่ที่หน้ากระท่อมไม้ ชายที่เดินขากะเผลกก็เอ่ยถามเด็กชายตัวจ้อยอย่างสุภาพ
“ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นใครรึ?”
จิวฟงใช้สมองอันปราดเปรื่องครุ่นคิด เขาไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มารับการรักษา หาไม่แล้วคนอื่นๆจะพากันประณามที่เขาเข้าไปในกระท่อมอย่างถือวิสาสะ เจ้าเปี๊ยกพยักหน้าให้คนขาลีบ แล้วเด็กชายก็เอ่ยบอกอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าเป็นแพทย์ เป็นศิษย์ของท่านปรมาจารย์หยุนยี่เชิ่ง!” พูดจบเจ้าเปี๊ยกก็หมุนตัวกลับด้วยท่าทีองอาจ ขณะที่เขากำลังจะเดินจากไป ผู้ป่วยต่างก็เฮโลกันมาหาเขาอีกครั้ง ผู้คนทั้งหลายต่างห้อมล้อมเขาไว้จนเด็กชายไม่มีที่จะเดิน
“โอ...แพทย์น้อย เจ้าเป็นถึงศิษย์ของท่านปรมาจารย์แพทย์เทวะหรือนี่”
“ศิษย์ของแพทย์หยุนย่อมต้องมีฝีมือสูงส่ง เจ้าสามารถรักษาโรคของข้าได้อย่างแน่นอน”
“ช่วยรักษาข้าด้วย...”
“รักษาอาการบาดเจ็บที่เรื้อรังกว่าเจ็ดปีให้ข้าที”
...
ผู้ป่วยพยายามอยู่ในอาการสำรวมเพราะไม่ต้องการรบกวนสถานที่อันเงียบสงบ แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ฉุดลากเด็กชายไปทางกระท่อม เจ้าเปี๊ยกทำหน้าเหลอหลาแล้วปฏิเสธอยู่ซ้ำๆ แต่ถึงอย่างนั้นคนเหล่านั้นก็ไม่ฟังเสียงของเด็กชาย
จิวฟงทำพลาดมหันต์ เขาไม่รู้จักตำแหน่งใดๆของสำนักแพทย์เชิ่งหัวจึงอ้างไปส่งๆว่าเป็นศิษย์ของปรมาจารย์แพทย์เทวะ จิวฟงหารู้ไม่ว่าตำแหน่งดังกล่าวนั้นศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นชื่อว่าศิษย์ของหยุนยี่เชิ่งแล้วย่อมมีความสามารถที่เปี่ยมล้น
“เอ่อๆ เอ่อ...ข้าคิดว่าพวกท่านควรรออาจารย์ของข้าจะดีกว่า” เจ้าเปี๊ยกยังแอบอ้างว่าเขาเป็นศิษย์ของปรมาจารย์หยุนยี่เชิ่ง ซึ่งนั่นก็ยิ่งเร่งให้ผู้คนออกแรงฉุดลากเขาเข้าไปในกระท่อม คนหลายสิบคนแทบจะอุ้มเด็กน้อยเข้าไปในสถานที่รักษา จิวฟงโบกมือไปมาแล้วยืนยันคำเดิม
“พวกท่านรออาจารย์ของข้าก่อนจะดีกว่า” จิวฟงพยายามจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่ญาติคนป่วยเจ็ดแปดคนก็กดเขาให้นั่งลง สีหน้าของคนเหล่านี้เต็มไปด้วยอาการเว้าวอน แม้จิวฟงจะรู้สึกสงสาร แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อาจรักษาคนเหล่านี้ได้จริงๆ
“ที่แห่งนี้เป็นสถานที่รักษาของปรมาจารย์แพทย์เทวะผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ของข้า ข้าไม่อาจใช้สถานที่แห่งนี้รักษาโรคให้พวกท่านได้”
“ท่านหมอน้อย ได้โปรด...” ชายผู้หนึ่งคุกเข่าลง จิวฟงเห็นท่าทางของชายผู้นี้ก็รู้สึกสงสารจับใจ แต่ครั้นจะให้เขารักษาคนป่วยนั้นคงเป็นไปไม่ได้ จิวฟงส่ายหน้าน้อยๆ ขณะนั้นเองชายคนดังกล่าวก็หยิบเหรียญเงินพวงใหญ่ออกมา
“โปรดรักษาท่านลุงของข้าด้วย”
“ได้!”
จิวฟงเปิดลิ้นชักของโต๊ะไม้ เขาหยิบเข็มทองที่อยู่ในห่อผ้าออกมา เจ้าเปี๊ยกในคราบหมอตัวน้อยเดินไปหาชายที่ไร้พลังปราณซึ่งนอนอยู่บนเตียง เขาเพ่งพิจารณาขาซ้ายที่แทบจะไม่มีเนื้อของชายผู้นั้น แล้วจิวฟงก็หลับตานึกถึงเนื้อหาในตำราที่ศึกษามาตลอดทั้งคืน
“ต้องตรวจร่างกายก่อน” จิวฟงพยักหน้าหนึ่งที เขามือขวาเอาไปแตะที่ศีรษะของคนป่วย ถ่ายปราณลงที่จุดไป๋ฮุ่ยที่ตั้งอยู่กลางหัว จิวฟงค่อยๆรับรู้ถึงพลังปราณของตนที่แทรกซึมเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย
เด็กชายสร้างปราณอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้พลังของเขาคุกคามผู้ที่ไม่มีขั้นปราณ เจ้าเปี๊ยกจมไปอยู่ในห้วงแห่งการรับรู้ ขณะเดียวกันสายปราณอันอ่อนโยนก็ค่อยๆไหลเวียนไปยังร่างของคนขาลีบ
สายปราณอันบางเบาแผ่ลงไปที่คอและแขนทั้งสอง มันไหลซึมลงไปเรื่อยๆถึงทรวงอกและแผ่ขยายไปทั่วช่องท้อง พลังปราณของจิวฟงเดินไปตามจุดชีพจรโดยไม่ข้องขัด ปราณของเด็กชายแผ่ซ่านไปตามขาขวาและทะลุออกมาที่ปลายเท้า ทว่าลมปราณกลับไม่ไหลลงไปที่ขาข้างซ้าย จิวฟงรู้สึกคล้ายกับว่ามีอะไรติดขัดอยู่ที่สะโพกของคนป่วย
เจ้าเปี๊ยกดึงกางเกงคนไข้ลง เขาจดจำตำแหน่งที่ลมปราณไปติดตัน เจ้าเปี๊ยกดึงเข็มทองออกจากห่อผ้าสีดำ เขาถ่ายปราณลงไปในเข็มนั้น จากนั้นจิวฟงก็ปักเข็มลงไปที่สะโพกของคนไข้ในทันใด
ฉึก...
ทันทีที่เข็มทองแห่งการรักษาปักเข้าไปในเนื้อของคนไข้ เลือดสีคล้ำๆก็สาดพุ่งจนเด็กชายต้องเอี้ยวตัวหลบ โลหิตสาดกระเซ็นถูกใบหน้าของคนญาติคนไข้ ญาติผู้ป่วยร้องออกมาจนเสียงหลง
“หมอน้อย เลือดออก! เลือดของท่านลุงไหลอย่างกับน้ำพุ!”
“ไม่ต้องตกใจๆ นี่คือเลือดเสียที่หมักหมมและขัดขวางเส้นประสาท เอาเลือดนี้ออกไปให้หมด แล้วลุงของท่านก็จะกลับมาเดินได้อีกครั้ง”
ตัวผู้ป่วยและญาติค่อยคลายความกังวลลง หากเป็นจิวฟงที่มีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อในความรู้ของตัวเอง ทว่าเลือดที่พุ่งออกมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหลทำให้เขาหนักใจ
เจ้าเปี๊ยกทำปากขมุบขมิบแล้วภาวนาให้เลือดหยุด ไม่นานนักเลือดสีดำคล้ำก็ไหลช้าลง และแล้วเลือดนั้นก็หยุดไหลในที่สุด
แพทย์กำมะลอลอบเป่าปากอย่างโล่งใจ จิวฟงเพ่งมองจนมั่นใจว่าไม่มีเลือดซึมออกมาจากผิวหนังของชายขาลีบแม้แต่หยดหนึ่ง เขาจึงค่อยดึงเข็มทองแล้วโยนทิ้งอย่างขยะแขยง
จิวฟงถ่ายปราณไปยังจุดไป๋ฮุ่ยเพื่อตรวจร่างกายของผู้ป่วยอีกครั้ง ครู่เดียวเขาก็ถอนมือแล้วเดินอ้อมกองเลือดไปที่ปลายเตียง เจ้าเปี๊ยกหยิบเข็มทองเล่มใหม่ออกมาสี่ห้าเล่ม เขาถ่ายปราณพร้อมกับฝังเข็มไปตามจุดชีพจร เขาชี้นิ้วสั่งญาติคนไข้ให้ทำการถอดรองเท้าของผู้ป่วย จิวฟงอุดจมูกแล้วปักเข็มอีกหกเล่มลงบนฝ่าเท้าซีดๆนั้น
ผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป ทั้งญาติคนไข้และจิวฟงก็เห็นว่าเนื้อบริเวณน่องของคนขาลีบฟูขึ้น เลือดลมไหลเวียนไปที่ส่วนขาตลอดจนถึงปลายเท้า ตัวคนป่วยรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าผู้ใด ขาของเขาที่สิ้นความรู้สึกมานานเริ่มมีความรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าพลังอันล้นเอ่อได้ไหลหลั่งเข้าไปยังขาข้างซ้าย
“หมอน้อย ขาของข้าขยับได้!”
แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่ชายสูงวัยก็ทำได้เพียงแค่กระดิกนิ้วเท้า ถึงกระนั้นทั้งลุงและหลานต่างก็รู้สึกตื่นเต้น นั่นเป็นเพราะขาที่ไม่ขยับมานานถึงเก้าปีกลับมากระดุกกระดิกได้อีกครั้ง
จิวฟงเร่งถ่ายปราณไปยังเข็มทอง เนื้อส่วนที่ลีบหายก็พลันถูกเติมเต็ม อีกแค่ครึ่งก้านธูปชายคนดังกล่าวก็ยกขาได้ ชายสูงวัยลุกขึ้นมานั่งที่ขอบเตียง จากนั้นเขาก็คุกเข่าลงต่อหน้าแพทย์ตัวน้อย
“ท่านหมอน้อย ข้าหายแล้ว ข้าหายแล้ว!” เสียงตะโกนดังลั่นจนผู้คนที่อยู่ด้านนอกได้ยิน หมอน้อยเชิดหน้า เขาทำเหมือนกับว่าการรักษานี้เป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว จิวฟงเหลือบตามองชายสูงวัย จากนั้นเขาก็เดินไปที่หม้อเคี่ยวยาแล้วกล่าวด้วยเสียงเครียด
“ดูจากอาการแล้วขาของท่านฟื้นฟูแค่แปดส่วน ถ้าดูแลดีๆก็อาจจะใช้งานขาข้างนั้นได้เป็นปกติอีกครั้ง หรือไม่ก็รับยาของสำนักแพทย์เชิ่งหัวไปทานเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อ แต่ยานี้ค่อนข้างจะแพงอยู่สักหน่อย...”
“เรื่องเงินทองไม่ใช่ปัญหา เท่าไรข้าก็ยอมจ่าย!”
ทั้งลุงและหลานเดินออกจากกระท่อมไม้ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ผู้ป่วยที่รออยู่ด้านนอกเห็นคนที่เคยขาลีบเดินปร๋อก็มีความหวัง ฝ่ายคนที่อยู่ในกระท่อมก็ยิ้มอย่างมีความสุขไม่แพ้กัน เจ้าเปี๊ยกมองเหรียญเงินสองพวงแล้วยิ้มหน้าแป้น จากนั้นเด็กชายก็พึมพำกับตัวเอง
“ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก...”