ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 3 บทที่ 90 คำขอของอู๋ฮ่าวอวี่

    บทที่ 90 คำขอของอู๋ฮ่าวอวี่

         เสียงหัวเราะของหลินหรูดึงความสนใจของทุกคนไปได้ไม่น้อย

         เมื่อเห็นเย่จื่อเฉินที่อยู่ตรงกลางระหว่างไป๋หยางกับซูเหยียนทุกคนจึงเข้าใจทันที

          ความในใจของไป๋หยางที่มีต่อซูเหยียนตอนเรียนมัธยมปลายนั้นทุกคนต่างก็รู้กันหมด แต่ครั้งนี้ซูเหยียนกลับพาผู้ชายอื่นมาด้วย เห็นท่าทางที่สนิทสนมนั่นก็พอจะรู้ได้ว่าเป็นแฟนกัน

          ถ้าคุณชายไป๋คนนี้อารมณ์ดีก็แปลกแล้ว

         หลายคนเข้ามามุงดูเหตุการณ์ ในขณะเดียวกันก็มีหลายคนหัวเราะเยาะเย้ยอยู่ในใจที่เย่จื่อเฉินช่างไม่รู้ฐานะของตัวเองเอาเสียเลย

         คุณชายไป๋คนนั้นเป็นใครเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่บนร่างกายแทบจะซื้อตัวเย่จื่อเฉินได้เลยนะ

         ท่าทางยาจกแบบนี้ไม่โดนคุณชายไป๋เล่นงานจนตายก็นับว่าอายุยืนมากแล้ว

         แต่ทว่า…

         ดูเหมือนสถานการณ์ตรงหน้าจะเป็นเย่จื่อเฉินกำลังเล่นงานไป๋หยางมากกว่า

         เย่จื่อเฉินแสร้งทำหน้าตามึนงงมองดูหลินหรูที่หัวเราะร่วนอยู่ด้านข้าง โดยไม่ได้สนใจว่าตัวเองเป็นผู้หญิงเลยก่อนจะเอ่ยถามอย่างใสซื่อ

         “อะไรเหรอ ฉันพูดอะไรผิดหรือเปล่า?”

         “ฮ่าฮ่าฮ่า”

         หลินหรูหัวเราะอย่างกับคนไปแตะโดนจุดขำ ไม่ว่าจะทำยังไงก็หยุดไม่ได้เย่จื่อเฉินยังคงทำหน้าไร้เดียงสา ก่อนผายมือออกพร้อมกับพูดขึ้น

         “สรุปว่าเป็นอะไรเนี่ยในสังคมคนรวยอย่างพวกเธอใช้ราศีแนะนำตัวเองกัน ฉันก็บอกราศีไปแล้วไงทำไมถึงยังหัวเราะอยู่อีก ฉันพูดผิดตรงไหนเหรอ บอกฉันมาสิฉันเพิ่งเข้ามาในสังคมแบบนี้เป็นครั้งแรก ยังไม่รู้กฎเกณฑ์อะไร ขอโทษด้วยนะ”

         ในขณะที่พูดอยู่เย่จื่อเฉินก็ยังยกมือขึ้นมาแสดงท่าทางบอกว่าขอโทษอีกด้วยหลินหรูที่กว่าจะกลั้นหัวเราะได้จากการช่วยเหลือของอู๋ฮ่าวอวี่พอได้เห็นแบบนั้นก็กลั้นเอาไว้ไม่อยู่อีกแล้ว

         “ฮ่าฮ่าฮ่า ซูซู แฟนเธอนี่ขี้เล่นชะมัดเลย”

         ถ้าที่พื้นมีเตียง บางทีหลินหรูอาจจะลงไปนอนเกลือกกลิ้งก็เป็นได้

         ครั้งนี้ กลายเป็นเย่จื่อเฉินที่พูดไม่ออก

         ถึงขั้นหัวเราะขนาดนี้ได้ มุกเมื่อครู่นี้มันตลกมากเลยเหรอ?

         ไป๋หยางก็มองเย่จื่อเฉินที่ทำหน้าตาใสซื่อด้วยใบหน้าบึ้งตึง

         เจ้าหมอนี่ตั้งใจแน่ๆ

         ไป๋หยางแอบด่าอยู่ในใจ

         “คุณชายไป๋ อย่าไปสนใจเจ้าตัวตลกนี่เลย ลดฐานะตัวเองเปล่าๆ”

         เด็กหนุ่มที่แต่งตัวธรรมดาเดินออกมาจากทางด้านข้างแล้วดึงไป๋หยางเล็กน้อย เย่จื่อเฉินที่ได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วพูดกลั้วหัวเราะ

         “นายว่าฉันเป็นตัวตลกเหรอ?”

         “ว่านายแล้วจะทำไม? กลับไปส่องกระจกดูซะบ้างไม่เจียมตัวแล้วยังจะเล่นลูกไม้กับคุณชายไป๋อีก”

         ผู้ชายคนนั้นตัดสินใจอาศัยเหตุการณ์นี้ตีสนิทกับคุณชายไป๋พอเขาพูดขึ้นมาหลายคนที่อยู่รอบๆ ก็ตีอกชกหัวกันพัลวันแอบพูดกับตัวเองในใจว่าทำไมไม่คว้าโอกาสนั้นไว้

         “นายเพิ่งกินใบกระเทียมมาหรือเปล่าเพื่อน?”

         เย่จื่อเฉินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ผู้ชายคนนั้นอึ้งไป

         ก่อนที่จะมาเขากินซาลาเปาไส้ใบกระเทียมมาจริงๆแต่เจ้าหมอนี่รู้ได้ยังไง?

         “นายจะมายุ่งอะไรกับฉัน?”

         “ฉันก็แค่อยากเตือนนายด้วยความหวังดีน่ะใบกระเทียมนั่นมันติดฟันนายอยู่”

         พรูดดด!

         ทุกคนที่อยู่รอบๆ หัวเราะดังลั่นโถงเด็กหนุ่มที่มีใบผักติดฟันอยู่ก็หน้าแดงก่ำ ก่อนจะรีบผละตัวออกไปจากกลุ่มคน

         ดูท่าว่าจะไปจัดการเอาผักนั่นออกที่ห้องน้ำ

         “ฮ่าฮ่าฮ่า”

         คนอื่นหัวเราะก็หัวเราะกันแค่แป๊บเดียว แต่หลินหรูกลับหัวเราะไม่จบไม่สิ้นเหมือนกับเอาแว่นขยายมาซูมเข้าซูมออก

         เย่จื่อเฉินมองหลินหรูด้วยสีหน้าเป็นห่วง ก่อนจะพูดกับอู๋ฮ่าวอวี่

         “เธอไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหมเพื่อน”

         “เย่จื่อเฉิน ทำไมนายถึงตลกขนาดนี้ นายเป็นนักแสดงตลกใช่ไหม?”

         หลินหรูหัวเราะจนน้ำตาแทบไหล เย่จื่อเฉินมุมปากกระตุกค้าง

         ถ้าเกณฑ์มาตรฐานของตลกจะต่ำขนาดนี้คนทั้งโลกก็เป็นนักแสดงตลกกันได้หมดแล้วล่ะ

         แต่ในตอนที่หลินหรูได้หลุดปากพูดชื่อเย่จื่อเฉินออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจมันกลับไปเข้าหูของไป๋หยาง

         “นายทำยังไงเหรอเพื่อน ถึงได้ตามจีบดาวโรงเรียนของพวกฉันได้”

         “ก็อยู่ที่มหาลัยเทคโนโลยีปิงเฉิงนี่แหละ เป็นไง มหาลัยชั้นนำเลยนะอย่าอิจฉาฉันล่ะ”

         เป็นอีกครั้งที่เย่จื่อเฉินตอบไม่ตรงคำถามทางฝั่งหลินหรูจึงได้ระเบิดหัวเราะลั่นขึ้นมาอีกครั้ง

         “ฮ่าฮ่าฮ่า”

         เสียงหัวเราะสุดจะอัศจรรย์

         “มหาลัยชั้นนำ มหาลัยชั้นนำ”

         ไป๋หยางที่เห็นว่าเย่จื่อเฉินไม่ได้ตกหลุมพรางตามที่คิดเอาไว้จึงเลิกคิ้วขึ้นแล้วหัวเราะเบาๆ

         “เชิญพวกนายตามสบายเลยนะ ฉันจะไปดูทางนั้นหน่อย”

         “อ้าว นายราศีเมษ นายยังไม่ได้บอกชื่อนายกับฉันเลยนะ”

         พรืด!

         ไป๋หยางเกือบลื่นเสียหลักล้มไปกองกับพื้น

         “ฮ่าฮ่าฮ่า”

         เสียงหัวเราะของหลินหรูเรียกได้ว่าประหลาดเย่จื่อเฉินเริ่มจะรับไม่ได้กับเสียงหัวเราะที่น่าอายของเธอถึงยกมือขึ้นจิ้มไปที่ตัวเธอเล็กน้อย

         ทันใดนั้น หลินหรูก็หัวเราะไม่ออกทันที

         “เธอหยุดหัวเราะแบบนี้ได้แล้ว การหัวเราะเป็นเรื่องดีก็จริงแต่หัวแบบนี้มันไม่ได้ดีต่อร่างกายนะ”

         หลินหรูลูบตรงตำแหน่งที่เย่จื่อเฉินเพิ่งกดนิ้วลงไปอย่างตกตะลึง เพียงครู่เดียวเธอก็ถลึงตามองเย่จื่อเฉิน

         “ไอ้คนลามก นายลวนลามฉัน อู๋ฮ่าว ซูซู พวกเธอสองคนไม่ว่าอะไรเลยหรือไง”

         โวยวายอยู่นาน หลินหรูถึงได้สงบลง

         เย่จื่อเฉินถึงกับเหงื่อตก ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆว่าผู้หญิงคนนี้จะอายุเท่ากับซูเหยียนไอคิวไม่ได้แตกต่างจากเด็กสิบกว่าขวบเลยด้วยซ้ำ

         “เย่จื่อเฉิน นายอย่าถือสาเลยนะ หลินหรูก็นิสัยเหมือนเด็กแบบนี้แหละ”

         อู๋ฮ่าวอวี่เอ่ยขอโทษแทนหลินหรูด้วยท่าทางซื่อๆ เย่จื่อเฉินหัวเราะ ก่อนจะหยิบเอาบุหรี่ออกมาจากกล่องสองมวนก่อนจะส่งให้เขาไปหนึ่งมวน

         “ฉันไม่ใช่คนใจคอคับแคบขนาดนั้นนะ เมื่อกี้ฉันหวังดีกับเธอจริงๆ”

         “นายเป็นหมอเหรอ?”

         อู๋ฮ่าวอวี่จุดบุหรี่ แล้วเอ่ยถามลองเชิงดู

         “ก็ถือว่าใช่แหละ”

         เย่จื่อเฉินตอบคลุมเครือ อู๋ฮ่าวอวี่ที่อยู่ข้างๆ หัวเราะเบาๆ

         “นายไม่ต้องถ่อมตัวหรอก สามารถหาจุดฝังเข็มในร่างกายคนได้รวดเร็วและแม่นยำขนาดนั้นแบบนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ”

         “งั้นเหรอ”

         สำหรับเย่จื่อเฉินที่ได้รับตำราการแพทย์ของไท่ซางเหล่าจวินมาการหาจุดฝังเข็มบนร่างกายมันก็เป็นแค่เรื่องเล็กเท่านั้น

         “เย่จื่อ ฉันขอถามเรื่องส่วนตัวหน่อยได้ไหม”

         ความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าแสนซื่อของอู๋ฮ่าวอวี่ เย่จื่อเฉินขมวดคิ้วมุ่นแล้วจึงพยักหน้าตอบรับ

         “ว่ามาสิ”

         “ตอนที่นายกดจุดให้หลินหรูเมื่อกี้นี้ นายใช้พลังหรือเปล่า…”

         “...”

         เย่จื่อเฉินเงียบไป

         พอเห็นสีหน้าที่แปลกไปของเย่จื่อเฉิน อู๋ฮ่าวอวี่จึงรีบอธิบาย

         “นายอย่าคิดมากนะ คือปู่ฉันสุขภาพร่างกายไม่ค่อยดีน่ะไปหาทั้งหมอจีนหมอแผนปัจจุบันมาไม่น้อย แต่อาการป่วยกลับไม่ดีขึ้นเลยก่อนหน้านี้มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า ถ้าจะรักษาอาการป่วยของปู่ จะต้องเป็นอาจารย์ที่สามารถถ่ายทอดพลังลมปราณถึงจะรักษาได้ถูกจุดฉันถึง…”

         บนใบหน้าของอู๋ฮ่าวอวี่ประดับไว้ด้วยความรู้สึกผิดก่อนจะพูดขึ้น

         “เมื่อกี้ฉันวู่วามไปหน่อย ฉันขอโทษนายด้วยนะ”

         เมื่อเห็นท่าทางที่จริงใจนั้นของอู๋ฮ่าวอวี่เย่จื่อเฉินก็นึกถอนหายใจ

         ช่วงนี้ดูเหมือนว่าเขาความรู้สึกไวไปหน่อยแค่ลมพัดต้นหญ้าปลิวนิดหน่อยก็ตื่นตัวแล้ว

         เย่จื่อเฉินเลิกคิ้ว พร้อมกับโบกมือปฏิเสธ “ฉันใช้พลังก็จริง แต่ฉันไม่ใช่อาจารย์ถ่ายทอดพลังลมปราณอะไรนั่นหรอกนะ ไม่รู้ว่าจะช่วยปู่นายได้หรือเปล่า”

         แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล ผู้มากความสามารถมีอยู่มากมาย

         เย่จื่อเฉินไม่คิดว่าเขาจะถูกขนานนามว่าอาจารย์ถ่ายทอดพลังลมปราณเพียงเพราะการเรียนรู้เพียงตื้นเขินของเขาหรอก

         อู๋ฮ่าวอวี่ที่ได้ยินก็ตาลุกวาว ก่อนจะพูดขึ้น “ไม่เป็นไร แค่นายลองลงมือดูก็ดีแล้วแต่ว่าช่วงนี้ปู่ฉันไม่ได้อยู่ที่ปิงเฉิง ไม่รู้ว่า…”

         เย่จื่อเฉินพยักหน้ายิ้มรับพร้อมพูดขึ้น “ปู่นายกลับมาเมื่อไร ค่อยบอกฉันก็ได้”

         ตึกตึก…

         เสียงฝีเท้าดังขึ้นตามทางเดินมาห้องน้ำ จากเสียงฝีเท้าก็บ่งบอกได้แล้วว่ามากันหลายคน

         ไม่นาน คนกลุ่มหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเย่จื่อเฉินกับอู๋ฮ่าวอวี่

         คนที่อยู่ข้างหน้าสุดก็คือไป๋หยาง

         “โอ๊ะ!มาเข้าห้องน้ำก็ต้องเอาพรรคพวกมาด้วยเหรอ? ว้าว สังคมคนรวยนี่สุดยอดจริงๆ”

         เย่จื่อเฉินส่ายหน้าถอนหายใจแล้วจึงทิ้งบุหรี่ลงพื้นก่อนจะเหยียบให้ดับ ก่อนจะพาอู๋ฮ่าวอวี่เดินออกไปข้างนอก

         แต่ไป๋หยางที่ยืนอยู่ด้านหน้ากลับยื่นมือออกมาขวางพวกเขาเอาไว้

         “อะไร จะให้ฉันไปกับนายด้วยเหรอ? ฉันกลัวว่าฉันจะใหญ่เกินไปน่ะสิเดี๋ยวจะไปแย่งซีนบารมีของนายเอาได้”