ใส่เกียร์ป่วนใจยัยรุ่นพี่

    มือเล็กนิดเดียว

    ญาณินท์เห็นทุกการเคลื่อนไหว จนต้องแกล้งมองไปทางอื่นเพราะรู้สึกหวั่นไหวหัวใจโหวงหวิว เมื่อเห็นเนื้อหนังบางส่วนของหนุ่มรุ่นน้อง

    “ไปกันเถอะ” กรินทร์เอ่ย กางเสื้อขึ้นคลุมหัวเหลือพื้นที่ให้เธอหลบทางขวา

    “พี่มายืนทางนี้ครับ จะได้ไม่โดนฝนมาก” เขาบอก เธอเดินเข้าไปหลบใต้วงแขนของเขาอย่างไม่อิดออด แล้วทั้งสองก็เดินเคียงข้างกันไป

    กรินทร์พาญาณินท์ลัดเลาะไปตามข้าง ตามมุมตึก ด้านขวาที่เธอเดินส่วนใหญ่จะอยู่ใต้ชายคาตัวอาคารจึงไม่ค่อยโดนฝนเท่าไหร่ ทว่าสุดท้ายก็โดนบ้างตอนข้ามถนน

    “แค่หัวไม่เปียกก็ยังดีนะครับ จะได้ไม่เป็๲หวัด”

    “อืม” หญิงสาวยิ้มรู้สึกสนุก เมื่อลุ้นตอนข้ามถนนเลนแรกแล้วมายืนอยู่เกาะกลางถนนรอข้ามอีกเลน โชคดีมีคนชะลอรถให้ ทั้งสองก้มศีรษะขอบคุณก่อนวิ่งข้ามทางไปด้วยกัน

    “ว้าย” เธอลื่นแต่เขามือไวรีบจับแขนพยุงไว้

    “ขอบใจนะสึกหรอ”

    “ยินดีครับ เรารีบเดินเถอะเสื้อผ้าพี่จะเปียกแล้ว” ญาณินท์พยักหน้าวิ่งเหยาะๆ เคียงข้างร่างสูงเข้าใต้อาคารศูนย์อาหาร

    กรินทร์ลดเสื้อลง สะบัดน้ำออก พาดไว้ที่แขนแล้วจึงพากันเดินขึ้น๨้า๞๢๞ ชายหนุ่มบอกให้เธอนั่งรอ เขาจะเป็๞คนไปซื้อข้าวเองก่อนถามว่าจะกินอะไรขณะผึ่งเสื้อไว้ที่เก้าอี้

    “อะไรก็ได้ยี่สิบบาทกินได้หมด” กรินทร์ยกนิ้วให้เธอก่อนเดินออกไป

    “เวลาขรึมๆ ไม่พูดดูดีกว่าตั้งเยอะ แต่น่าอึดอัด” ญาณินท์พึมพำก่อนสลัดความคิดนั้น “นี่เราคิดบ้าอะไรอยู่” หญิงสาวสูดหายใจลึกหันมองไปโดยรอบ

    เซนเตอร์ตอนหัวค่ำมันค่อนข้างเงียบซ้ำยังฝนตกอีก บางร้านก็ปิดไปแล้ว ของกินก็เลยพอมีให้เลือกน้อยนิด ตอนนี้ คงเหลือแค่ร้านข้าวราดแกงกับก๋วยเตี๋ยวกับพวกของกินเล่นอย่างลูกชิ้นทอด

    ญาณินท์ไม่ค่อยได้อยู่ค่ำนัก ถึงอยู่ก็ไม่ได้มาที่นี่สักเท่าไหร่ บรรยากาศมันจึงดูแปลกตา มีโซนมืดที่ร้านปิดไฟกลับบ้านไปแล้ว และโซนสว่างที่ร้านยังเปิดขายอยู่

    “ได้แล้วครับ” เสียงกรินทร์ทำให้ญาณินท์หันกลับมาสนใจเ๱ื่๵๹ตรงหน้า

    หญิงสาวมองจานอาหารที่เขาถือมาวางก่อนเดินไปซื้อน้ำดื่มแล้วเดินกลับมานั่งลงเปิดฝาขวด ปิดกลับพอหลวมยื่นขวดมาตรงหน้า ฉีกกระดาษหุ้มหลอดแต่ไม่แกะออกยื่นให้เธอ

    “นี่ครับ”

    “ขอบใจนะ”

    กรินทร์พยักหน้าเบาๆ ขณะเธอรับเอาหลอดมาแกะกระดาษออกแล้วหมุนฝาขวดที่เขาเปิดไว้ใส่หลอดรอดื่มในขณะที่ชายหนุ่มก็ทำเหมือนกันแต่สายตายังมองที่จานอาหารก่อนเหลือบมองหน้าเธอ

    “มันมีเหลืออยู่แค่นี้ พี่คงกินได้นะ” ญาณินท์มองเขาแล้วก้มมองจานอาหาร

    “ก็ไม่ได้แย่นะ ผัดหน่อไม้ดองกับไข่พะโล้ แต่ดูเหมือนนายมากกว่าที่ไม่อยากกิน” กรินทร์ทำหน้ามุ่ย

    “เปล่า ผมแค่กลัวพี่ไม่ชอบน่ะ ผมกินได้หมดแหละ กินคนข้างหน้ายังได้เลย”

    “นี่ ทะลึ่ง” หญิงสาวถลึงตา ชายหนุ่มเลิกคิ้วแลบลิ้นไปมุมขวาก่อนกล่าวขอโทษ

    “ผมล้อเล่น อย่าโกรธน่า กินสิ” เขาบอกพลางหันไปมองโดยรอบ “เสียงพี่เมื่อกี้ทำคนมองหมดเลยนะ”

    ญาณินท์มองเขาหลับตาค้อนก่อนมองดูรอบข้างตาม และหันกลับมามองเขาอีกครั้ง ทำหน้าถมึงทึงหยิบช้อนส้อมตักข้าวเข้าปากเคี้ยว ชายหนุ่มอมยิ้มรู้สึกวันนี้ช่างมีความสุขที่ได้นั่งรถมากับเธอ ทั้งยังได้ร่วมโต๊ะมื้อค่ำ แม้มันจะดูธรรมดาไม่หรูหราอะไร แต่ช่างแสนวิเศษ

    “จริงสิ กินข้าวเสร็จให้ผมไปส่งนะ”

    “ฉันกลับเองได้”

    “ไม่เอามันมืดแล้ว กว่ารถสองแถวจะมาต้องรอนาน กว่าจะเดินเข้าซอยอีก บ้านผมต้องไปทางนั้นอยู่แล้วกลับกับผมก็ได้”

    “แต่ก็ไม่น่าจะนานเกินรอนะ”

    “ไม่ได้หรอก ผมกลัวเป็๞ห่วงพี่จนนอนไม่หลับ”

    “เวอร์”

    “จริง ว่าแต่ทำไมวันนี้อยู่ค่ำล่ะ”

    “ก็อาจารย์น่ะสิ ให้มาช่วยสอน”

    “หืมต้องทุกวันไหมครับ”

    “แค่วันนี้”

    “วันนี้ที่แปลว่าแค่วันนี้หรือทุกวันพุธ”

    “ทุกวันพุธน่ะ แต่คงไม่ทุกสัปดาห์หรอกมั้ง ต้องรอดูอีกที”

    “อ๋อ งั้นถ้าวันไหนฝนตกหรือไม่มีรถกลับโทรบอกผมได้นะ ผมอาจอยู่แถวสนามบาส”

    “ฉันไม่มีเบอร์นาย”

    “หัดขอซะบ้างสิ”

    “นี่”

    “ผมล้อเล่น เอามือถือมา”

    “จะเอาไปทำไม”

    “เถอะน่า” หญิงสาวล้วงเอาโทรศัพท์จากกระเป๋าออกมาให้เขาพร้อมบอกรหัสปลดล็อกหน้าจอเพียงครั้งเดียวชายหนุ่มก็จำได้ กรินทร์กดเลขสิบตัวบันทึกลงเครื่องโทรออก กดวางแล้วส่งคืนให้เธอ

    “เบอร์โทรผมบันทึกไว้ให้แล้ว ถ้าติดสอนดึกไม่มีรถกลับโทรบอกก็แล้วกัน”

    “นายลืมเหรอว่าฉันมีรถ”

    “แหม ลืมจริงแต่อยากให้ไง เผื่อวันไหนเกิดรถมีปัญหาอีก”

    “อืมฉันจะจำไว้”

    “ครับ จดชื่อผมลงในใจก็ดี”

    “นายไปขนมุกเสี่ยวพวกนั้นมาจากไหนเยอะแยะ”

    “จะว่าไปก็จากใจนี่แหละ สรุปวันนี้ผมไปส่งนะ” ญาณินท์มองเขาปากเคี้ยวช้าลงก่อนพยักหน้าแค่นั้นชายหนุ่มก็ยิ้มตาปิด

    “แต่พ่อฉันมีปืนนะ”

    “มุกเก่าเหลาไปเรื่อยน่า ทำอย่างกับเป็๲ลูกสาวกำนันผมไม่กลัวหรอก กินข้าวเถอะ” หญิงสาวอมยิ้มส่ายหน้าก่อนก้มกินข้าว

    “อยากได้อะไรเพิ่มไหม”

    “มีด้วยเหรอ”

    “มีแค่ลูกชิ้นทอด”

    “แล้วจะถามเพื่อ”

    “ก็เผื่อพี่อยากกิน”

    “อือ แล้วแต่จะกรุณาเลย กว่าฝนจะหยุดเอามาแก้เบื่อก็ดี”

    “อยู่กับผมเบื่อด้วยเหรอ” ญาณินท์ยกกำปั้นชูขึ้นขู่ แต่เขากลับกางมือใหญ่นิ้วเรียววางลงบนมือเธอแล้วกำไว้

    “มือเล็กนิดเดียว แต่เปรี้ยวจัด กินลูกชิ้นอะไร” เขาถามก่อนปล่อย

    “ชิ อะไรก็เอามาเถอะ”

    สองหนุ่มสาวต่อปากต่อคำอยู่อย่างนั้นจนร้านปิดดูเวลาก็สองทุ่มกว่า ไม่น่าเชื่อฝนตกเกือบสามชั่วโมงก่อนทั้งสองจะลงจากศูนย์อาหารที่เริ่มไร้ผู้คนแล้วกรินทร์ก็พาเธอไปส่ง