จูซื่อมองลูกชายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวอย่างหนักแน่น
“จิตใจที่เต็มไปด้วยไฟแค้นมีแต่จะเผาตัวเองให้มอดไหม้ ผู้อื่นอยากเก็บไฟนั้นไว้ก็ให้เผาเขาไปเถิดแต่ลูก...อย่าเดินเส้นทางเดียวกับพวกเขาเลย”
ซือเฟิงหลงยังไม่เข้าใจนักแต่พยักหน้ารับ “ขอรับท่านแม่” เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนถามอย่างกังวล“แล้วเื่ยายเฒ่าจางซื่อเล่า ข้ากลัวว่านางจะมาเอาเื่”
จูซื่อยิ้มอ่อนโยน ลูบผมลูกชาย“ไม่ต้องห่วง นางไม่กล้ามาหรอก”
เฟิงหลงตาโต “ไม่กล้า? หลานนางถูกข้าทุบตีแทบคลานกลับบ้านเชียวนะ”
ทันใดนั้นเสียงทุ้มของบุรุษดังแทรกขึ้นจากประตูครัว“เพราะยิ่งเขากำลังจะเป็ผู้ฝึกตน ยายเฒ่าจางยิ่งต้องกล้ำกลืนความอับอาย”
ซือคงก้าวเข้ามายืนข้างภรรยามองนางด้วยสายตาอ่อนโยน “ยารอบนี้ดีมากจริงๆ เ้าดูสดใสขึ้นแล้วอีกไม่นานต้องหายแน่”
จูซื่อเม้มปาก“ท่านพี่...เราควรเก็บเงินไว้ให้เสี่ยวหลงมากกว่าหรือไม่”
เฟิงหลงรีบโพล่งขึ้น “ไม่ขอรับ!ท่านแม่ไม่ต้องห่วง ข้าตีเหล็กหาเงินเองได้ ถึงทำดาบกระบี่ไม่ได้ แต่มีดพร้าหัวลูกศร ข้าทำได้แน่นอน”
ซือคงหัวเราะส่ายหน้า ก่อนเอ่ยเสียงเข้ม“เ้ายังเด็กนัก ไม่ต้องทำตัวเป็ผู้ใหญ่เกินวัย ข้ามีแรงพอเลี้ยงดูครอบครัวไม่ต้องกังวล”
เขามองบุตรชายด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น“จำไว้นะเสี่ยวหลง ไม้ใหญ่แม้แข็งแรง แต่ก็ล้มได้ง่ายเมื่อถูกลมพายุคนเราก็เช่นกัน ไม่จำเป็ต้องเผยทุกสิ่งให้ผู้อื่นเห็นเพราะไม่รู้เลยว่าใครหวังดีกับเรา หรือใครรอจะดึงเราให้ล้ม”
เฟิงหลงขมวดคิ้ว คิดตามก่อนถาม“ท่านพ่อหมายถึง...ให้ข้าเก็บงำฝีมือ อย่าแสดงพร่ำเพรื่อ ใช่หรือไม่ขอรับ”
“ฮ่าๆ ใช่แล้ว” ซือคงหัวเราะ“เวลานี้เ้าก็แค่แรงมากกว่าเด็กทั่วไปหน่อย ยังไม่ถึงขั้นมีวิชาแต่หากในอนาคตเ้ามีฝีมือจริง ก็อย่าได้เผยมันออกมาง่ายๆ จำไว้”
เฟิงหลงยิ้มพยักหน้า“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
ซือคงพยักหน้าชื่นชมก่อนหยิบหนังสือเก่าเล่มหนึ่งส่งให้ “เอานี่ไปอ่านเถิด”
เฟิงหลงรับมาอย่างระมัดระวังปกหนังสือเหลืองกรอบแทบจะร่วงหลุดออกจากกัน พอพลิกดูข้างในหน้าแรกที่ปรากฏคือรูปคนนั่งสมาธิบนร่างคนมีเส้นสายลากโยงใยต่อเนื่องกันทั่วร่าง พร้อมอักษรกำกับ
“นี่อะไรหรือขอรับ”
“นิทานเซียน” ซือคงตอบเรียบๆ“แม่เ้าอยากให้เ้าทดสอบเข้าสำนักศึกษา แต่พ่อให้เ้าไปไม่ได้สิ่งที่ทำได้ก็เพียงหาเื่เล่าเทพเซียนมาให้เ้าอ่าน”
เฟิงหลงกอดหนังสือไว้แนบอกเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง “ขอบคุณท่านพ่อ ข้าไม่เสียใจเลยที่ไม่ได้ถูกเลือกโปรดวางใจเถิด ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ผิดหวัง”
วันรุ่งขึ้นผู้ใหญ่บ้านมาเยือนโรงตีเหล็กั้แ่เช้าด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“ซือฟู่ ข้าต้องโทษจริงๆที่ไม่อาจเอาผิดบ้านสกุลจูอย่างที่รับปากไว้ เหล่าผู้าุโเห็นว่าตอนนี้จูเจิ้นได้รับเลือกให้เข้าเรียนในสำนักศึกษาเซียนฉีแล้วหากไปล่วงเกินครอบครัวนั้นเข้า เกรงว่าภัยจะมาถึงตัว”
ซือคงหลุบตาลงมองถ่านที่กำลังคุอยู่ในเตาจากนั้นก็โยนฟืนใส่เพิ่มเข้าไป “พวกท่านกังวลเกินไปแล้วเขาจะใช้พลังเซียนทำร้ายคนอื่นได้...ก็ต่อเมื่อเขามีพลังเซียนจริงๆ ต่างหาก”
"ข้ารู้...ตอนนี้เขาทำอะไรยังไม่ได้มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตเขาจะไม่ทำผู้าุโจึงได้กำชับมาว่า ขอให้ละเว้นครอบครัวจูไว้”
ซือคงโบกมือเป็สัญญาณให้เฟิงหลงชักหีบลมต่อก่อนจะหันมาเอ่ยกับผู้ใหญ่บ้าน “ท่านมาบอกข้าเช่นนี้แล้วได้เอ่ยสิ่งใดกับสกุลจูทางนั้นหรือไม่ ข้าไม่เคยไปบุกตีคนที่บ้านนั้นก่อนแต่หากมันผู้ใดกล้ามาหาเื่ครอบครัวข้า ไม่ว่าเป็เทพเซียนมาจากที่ใดข้าก็จะแลกชีวิตกับมัน”
ผู้ใหญ่บ้านนิ่งอึ้งยืนทึ่มทื่ออยู่อย่างนั้นเป็เวลานาน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงละอายใจ “ขอโทษซือฟู่ข้าต้องถือความปลอดภัยของคนทั้งหมู่บ้านมาอันดับแรก”
ผู้ใหญ่บ้านจากไปด้วยความรู้สึกไม่สบายใจนักซือคงกลับทำงานต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉยคล้ายไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย
กลับเป็ซือเฟิงหลงที่ทนรับความอยุติธรรมไม่ได้ผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากโรงตีเหล็กไปโดยไม่บอกกล่าวบิดาสักคำซือคงมองดูเงาหลังของบุตรชายดวงตาของเขาทอดอาลัยราวกับกำลังหวนคิดถึงเื่บางอย่าง
เขาถอนใจยาววางค้อนเหล็กแล้วเดินตามเด็กชายไป
บริเวณท่าน้ำที่เหล่าสตรีพากันมาซักผ้ายังคงเป็แหล่งชุมนุมอันคึกคักอีกด้านคือเด็กน้อยที่กลับมารวมตัวกันเล่นสนุกอีกครั้ง
โจวซื่อสบถอย่างหัวเสียขณะทุบผ้าด้วยแรงอารมณ์“ทำไมกัน!เด็กในหมู้บ้านมีตั้งมากมาย เหตุใดคนถูกเลือกจึงเป็เ้าเด็กนั่น”
อาจเพราะโจวซื่อมีบ้านใกล้กับครอบครัวสกุลจูที่สุดเมื่อจูเจิ้นถูกเลือก คนบ้านนั้นก็ทำตัวราวกับเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยขึ้นอย่างฉับพลันอวดเบ่งข่มทับ ะโเย้ยหยันข้ามรั้วบ้านนางมาทั้งเช้า-ค่ำ
“ทำอย่างไรได้คราวนี้แทบจะต้องกลืนเืตัวเอง แต่จะให้ข้าไปประจบสอพลอ ข้าไม่ทำหรอกนะ”
“ข้าก็ไม่ทำ”เหยียนซื่อกล่าวอย่างแค้นเคือง “หากต้องก้มหัวให้อธรรมข้าคงรู้สึกผิดต่อมโนธรรมของตนเองเป็แน่ ดูเอาเถอะคนไร้คุณธรรมเป็ใหญ่แผ่นดินลุกเป็ไฟ”
โจวซื่อชะเง้อมองไปรอบ ก่อนจะพูดกลั้วเสียงเสียงหัวเราะ “เมื่อวานข้าเห็นจูเจิ้นกลับบ้านมาพร้อมใบหน้าเขียวช้ำเทพเซียนถูกทุบตี ์ดูดาย ข้านี้หัวเราะแทบตาย หากไม่บอกเล่าเื่ดีๆ นี้ต่อผู้อื่นข้าคงอกแตกตายแน่ฮ่า!ฮ่า!”
หญิงออกเรือนนางหนึ่งหยุดทุบผ้าหันมาถามสีหน้ากังวล “ผู้ใดทุบตีเขากัน? น้ำเข้าสมองแล้วหรือไร”
“จะผู้ใดอีก” ไฉ่ซื่อกระซิบพลางหันไปมองทิศทางที่จูซื่อนั่งซักผ้าอยู่ แม้จะไม่ไกลกันนักแต่เสียงทุบผ้าก็ดังระงมรอบตัว นางจึงหรี่เสียงลง พูดกระซิบกระซาบ “ผู้ใดก็รู้เฟิงหลงกับจูเจิ้นไม่เคยญาติดีกันเลย เมื่อวานจูเจิ้นเอ่ยว่าจูหลันทำให้บิดาของเขาแขนขาด กล่าวหาว่าจูหลันเป็ปีศาจ เลยถูกเฟิงหลงซัดเข้าให้พวกท่านคิดว่าเป็ไปได้หรือ?”
เหล่าสตรีพากันมองหน้ากันแต่ละคนครุ่นคิดกันไปคนละทาง
“หลงเกอ! หลงเกอมาแล้ว!”
เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากฝั่งน้ำตื้นที่เด็กๆ กำลังเล่นน้ำกันอยู่ จ้าวโถวกำลังยืนเปลือยก้นล้อนจ้อนโบกมือให้ซือเฟิงหลง ที่กำลังเดินหน้าเรียบตึงมาทางริมน้ำ
ไฉ่ซื่อสะดุ้งวาบหอบผ้าที่ซักไปเพียงครึ่งทางใส่ถังไม้ แล้วรีบวิ่งไปหาบุตรชาย “เอาล่ะ! เล่นนานกว่านี้ตัวคนคงซีดกันพอดี กลับบ้านได้แล้ว”
จ้าวโถวสะบัดแขน ร้องประท้วง“แต่ข้าอยากเล่นกับหลงเกอ...”
“หุบปาก! ถ้าไม่กลับตอนนี้ ก็ไม่ต้องกินข้าวเย็น”
เมื่อมารดายื่นคำขาด จ้าวโถวจำต้องเม้มปากแน่นเด็กชายได้แต่มองเฟิงหลงตาละห้อยขณะถูกผู้เป็แม่จูงแขนจากไปทั้งที่ยังไม่ได้สวมเสื้อผ้าสักตัว
มารดาของเด็กคนอื่นๆ ที่เหลือต่างมาเร่งลูกชายให้ขึ้นจากน้ำเช่นกัน
หลังจากซือเฟิงหลงมาถึงก็ไม่มีใครอยู่ต่อสักคน เด็กชายยืนนิ่งอยู่ริมตลิ่ง มองเพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันหลบสายตาเดินจากไปทีละคนด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก
จูซื่อมองบุตรชายด้วยแววตาเ็ปนางนำผ้าที่ซักเสร็จแล้วใส่ถังไม้ ก่อนจะเอ่ยกับบุตรชาย “เสี่ยวหลงอยากเล่นน้ำไหมลูก”
เฟิงหลงปั้นยิ้ม ขณะเดินเข้าไปหามารดา“ท่านแม่ ข้ามาช่วยท่านยกของ ท่านเพิ่งจะหายป่วย ต้องมาทำงานหนักข้าเป็ห่วงยิ่งนัก”
เด็กน้อยโน้มตัวลงจะยกถังมือใหญ่สีทองแดงข้างหนึ่งก็เอื้อมมาจากด้านหลัง ยกถังใส่ผ้าขึ้นก่อนแล้วเงาสูงที่ทาบลงมายิ่งทำให้ร่างเล็กๆ ดูกระจ้อยร่อย
สีหน้าจูซื่อเบิกบานขึ้นทันทีเมื่อเห็นสามี“ท่านพี่ก็มาด้วยหรือเ้าค่ะ”
ซือเฟิงหลงกลับเดินเลี่ยงห่างจนผู้เป็มารดาสังเกตเห็นความผิดปกติ นางมองหน้าสามีราวกับจะตั้งคำถาม
“ลำบากหลันเอ๋อร์แล้ว”ซือคงกล่าวพลางใช้แขนเสื้อซับเหงื่อที่หน้าผากให้นางอย่างอ่อนโยน
“พอมาคิดดูที่พวกเ้าต้องเจออันตรายครานี้ ซ้ำยังไม่ได้รับความยุติธรรมก็เพราะข้าประมาทเลินเล่อเอง แต่มันจะไม่มีครั้งต่อไปอีก”
เด็กชายผินหน้ากลับมาเล็กน้อยแล้วหันไปเกาะแขนมารดา จูซื่อยิ้มพลางตบที่หลังมือเขาเบาๆ ราวจะปลอบใจหันมาทางสามีถามว่า
“ท่านพี่มีเวลาให้ข้ากับลูกแล้วหรือเ้าคะ?”
คำถามของภรรยาทำให้ซือคงอึ้งงันเขายิ้มเจื่อนอย่างละอายใจ “ข้าต้องขอโทษพวกเ้าแม่ลูกแล้ว ที่ไม่ค่อยมีเวลาให้จากนี้ข้าจะหาเวลาว่าง ใช้เวลากับเ้าและเสี่ยวหลงให้นานขึ้น ดีหรือไม่?”
กล่าวจบเขาก็คว้ามือภรรยาไปจูง“ข้าจะพาไปที่แห่งหนึ่งยามขึ้นเขาล่าสัตว์ข้าอยากให้เ้าได้เห็นทิวทัศน์งดงามนั้นด้วยกันมาตลอด”
จูซื่อไม่ปฏิเสธั้แ่แต่งให้บุรุษตรงหน้า เขาก็คือผู้นำทางชีวิตนางมาตลอดความปลอดภัยของนางคือสิ่งที่เขาคำนึงถึงอันดับหนึ่งนางไม่เคยคิดว่าเขาจะพานางไปลำบาก มืออีกข้างจึงยื่นไปให้บุตรชาย
เฟิงหลงครุ่นคิดครู่เดียวก็จับมือมารดาไว้สามคนพ่อแม่ลูกจึงเดินจูงมือกันขึ้นไปทางต้นน้ำ โดยไม่สนใจสายตาชาวบ้านที่เหลือ บ้างแอบชำเลืองมองบ้างก็เงี่ยหูฟัง
สตรีบางคนยังมองมาด้วยสายตาริษยา!
สามคนพ่อ แม่ ลูก เดินขึ้นเขามาจนถึงน้ำตกใหญ่แห่งหนึ่งจูซื่อเดินได้ไม่กี่ลี้ก็หอบฮัก ซือคงจึงแบกนางขี่หลัง เฟิงหลงได้รับการขัดเกลามาแต่เล็กจึงมีร่างกายแข็งแรงมาก เขาเดินอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
เมื่อมาถึงน้ำตกสายใหญ่บนูเาทัศนียภาพงดงามทำให้หายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้ง
ริมน้ำมีโขดหินแบนราบเป็ลานยื่นเข้าไปใต้น้ำที่ไหลเซาะจากแรงกระแทกของน้ำตกเสียงนกร้องจากต้นไม้ใหญ่ดังรับกันเจื้อยแจ้ว
ไม่ไกลกันนักมีกระท่อมเก่าๆอยู่หลังหนึ่ง ราวกับว่ามันตั้งอยู่ตรงนี้มานานนับร้อยปีแล้ว
“ยามขึ้นเขามาล่าสัตว์ข้าจะแวะพักที่นี่ประจำ เสี่ยวหลงเดินเล่นรอบๆ ได้แต่อย่างไปไกลกว่ากระท่อมหลังนั้น” กำชับบุตรชายเสร็จเขาก็พาภรรยาไปที่ลานหินริมน้ำตก
ซือเฟิงหลงมองเงาหลังของบิดามารดา ยกมือประสานไว้ที่ท้ายทอยขณะเดินเรื่อยเปื่อยไปที่กระท่อม
เมื่อก้าวเข้าใกล้กระท่อมร่างเล็กพลันรู้สึกว่ามีไออุ่นบางอย่างแทรกซึมเข้าสู่ท้องน้อยคล้ายร่างกายกำลังสูดหายใจ แต่กลับไม่ผ่านจมูกหรือปากหากเป็หน้าท้องที่ดูดซับสิ่งนั้นเข้าไปเอง
่แรกเด็กน้อยรู้สึกอุ่นสบายแต่เพียงครู่เดียว ความอุ่นก็กลายเป็คนร้อน ราวกับน้ำเดือดที่รินลงไหเล็กจนล้นปริ่มแล้วเริ่มขยายร่างเขาออกทีละน้อย เหมือนกับตอนตีเหล็กเมื่อวานไม่มีผิด
เขารีบถอยหลังออกไปหลายก้าวความแน่นอึดอัดจึงค่อยคลายลง
เด็กชายยืนหอบเบาๆ สีหน้าสับสนงุนงงมองประตูเก่าบานนั้นด้วยแววตาสงสัย ครั้นก้าวกลับเข้าไปอีกครั้ง ความรู้สึกเดิมก็เกิดขึ้นอีก
เขานึกถึงจุดชีพจรบนร่างกายที่อ่านจากนิทานเซียนเล่มนั้นจึงลองเคลื่อนลมที่กำลังขยายร่างตนเองไปตามจุดดังกล่าว
ความเ็ปลดลงอย่างน่าประหลาด
ดวงตาของเด็กชายสว่างวาบ“ได้ผลจริงด้วยหรือนี่!”
ลองขยับเข้าใกล้ประตูอีกนิดเมื่อไม่รู้สึกเ็ปแล้วจึงเอื้อมมือไปผลักประตูเบาๆ สอดส่ายสายตามองเข้าไปภายในห้อง
ด้านในไม่ต่างจากกระท่อมร้างทั่วไปฝุ่นจับหนา หยากไย่ใยแมงมุมระโยงรยางค์ เมือออกแรงผลักให้ประตูเปิดกว้าง เสียงบานพับก็ลั่นดังเอี๊ยดแอ๊ด! ชวนให้กังวลว่ามันจะหักโครมลงมาอยู่ไม่น้อย
ความอยากรู้อยากเห็นดึงเขาให้ก้าวผ่านประตูเข้าไปแล้วภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอยากฉับพลัน กระท่อมร้างเก่าๆ กลับกลายเป็ถ้ำกว้างมีหินงอกหินย้อยพราวไปทั่ว แสงสว่างส่องมาจากช่องทางใดไม่ทราบส่องเรืองรองเป็สีขาวอมฟ้าดูงดงามแปลกตา
ริมบ่อน้ำสีมรกตนั่งไว้ด้วยร่างผอมร่างหนึ่งเส้นผมขาวโพลนปิดหน้า เด็กชายสะดุ้งวาบเมื่อเห็นร่างนั้น ความเย็นชื้นอบอวลจนเด็กน้อยขนลุกซู่
เขาหันหลังกลับหวังจะออกจากห้อง แต่ด้านหลังกลับไม่มีประตูสักบาน!
ซือเฟิงหลงแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อเดินตบๆ ไปตามผนังอย่างลนลาน
“ท่านพ่อ!” เสียงเรียกดังสะท้อนอยู่ในภายในถ้ำน้ำหยดจากหินย้อยเหนือบ่อดังติ๋ง ติ๋ง...
เด็กน้อยสูดหายใจลึก เพื่อเรียกสติกลับมาข้าต้องใจเย็นๆ ท่านพ่อบอกว่า ความตื่นตระหนกจะทำให้สติปัญญาเบาลงข้าต้องใจเย็นๆ
เมื่อตั้งสติได้ ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเติบโตขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ซือเฟิงหลงมองผู้ที่นั่งอยู่ในท่าสมาธิแล้วเริ่มครุ่นคิดว่า เหตุใดคนผู้นี้จึงเอาแต่นั่งนิ่ง?
แวบหนึ่ง คำว่า ‘เซียน’ ผุดขึ้นในความคิด
บ้านเก่าๆกลายเป็ถ้ำแปลกประหลาดอย่างผิดธรรมดา หากไม่ใช่เซียนแล้วจะเป็อะไร?
“ท่านคือเซียนในตำนานใช่หรือไม่?”
ไร้การตอบสนองจากร่างนั้น
เด็กชายค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ก้มลงส่องดูใบหน้าภายใต้เส้นผมสีขาวโพลนที่ตกลงมาปิดบังใบหน้าซึ่งก้มต่ำ ภาพโครงกระดูกขาวดวงตากลวงเปล่าทำให้เขาผงะถอย สะดุดก้อนหินจนเซถลาไปที่ขอบบ่อ
จี้ห้อยคอที่ซือคงสวมให้เมื่อหลายวันก่อนจุ่มลงไปในน้ำไอหมอกที่ปกคลุมบ่อน้ำสีมรกตค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นแสงสะท้อนมาจากก้นบ่อ
ที่แท้แสงสว่างภายในถ้ำก็มาจากบ่อน้ำนี่เอง!
เฟิงหลงมองเงาเลือนรางใต้น้ำลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้าวลงไป น้ำเย็นจัดซึมถึงกระดูกแต่เขากัดฟันดำลงไปควานหา จนคว้าสิ่งนั้นขึ้นมาได้
บนฝ่ามือเล็กคือป้ายหยกขาวแกะสลักสามชิ้นส่องประกายเยียบเย็นยิ่งกว่าเหมันต์
สายตาของเด็กชายผิดหวังยกป้ายหยกขึ้นส่องกับแสง หรี่ตามอง “นี่หรือ...สมบัติของเซียน?”